[Review] Air China – B777 & B787 จาก Bangkok ไป New York (Via Beijing)

ทริปนี้เป็นทริปพักร้อนยาวของผมประจำปีนี้ครับ โดยจุดหมายปลายทางที่ผมได้หาข้อมูลและเอามาคัดสรรโดยเน้น “สถานที่ที่อยากไป” ผสมกับ “งบประมาณอันจำกัด” ของมนุษย์ออฟฟิศตัวน้อยๆ แล้วได้ผลสรุปออกมาว่า “ปีนี้ผมจะไปเที่ยวอเมริกา” ครับ โดยเนื่องจากปีนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเยอะทำให้ค่าตั๋วและค่าใช้จ่ายของทริปนี้ประหยัดไปได้เยอะ และประกอบกับสายการบินแข่งกันทำราคาทำให้ “ผลประโยชน์” มาตกอยู่ที่ “ผู้บริโภค” อย่างผม 😉 และเมื่อเปรียบเทียบราคาและเวลาบินแล้วผมเลือกที่จะไปมหานครนิวยอร์ก (New York) และบินกลับจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington DC) ด้วยสายการบินแห่งชาติจีน…Air China (แอร์ไชน่า) ครับ โดยราคาไป-กลับแบบ Multi-Cities ของทริปนี้นั้นเพียง 720 USD (ประมาณ 21,500 บาท) เท่านั้น ซึ่งผมถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้ไปเยือนสหรัฐอเมริกา…ดินแดนแห่งเสรีภาพครั้งแรกในชีวิต ว่าแล้วก็ไม่รอช้าจัดการยื่นขอวีซ่าอเมริกา (ดูวิธีการขอวีซ่าอย่างละเอียดที่นี่) ให้เรียบร้อยแล้วรีบมาซื้อตั๋วในขณะที่ราคายังสมดุลกับเงินในกระเป๋าเราอยู่ครับ โดยรายละเอียดสำหรับการเดินทางจากกรุงเทพไปนิวยอร์คของผมในทริปนี้เป็นตามนี้ครับ

Flight – 1
Route : Bangkok Suvarnabhumi (BKK) – Beijing Capital (PEK)
Flight : CA980 – Air China
Aircraft : Boeing 777-300/300ER
ETD : 01:15 AM (GMT+7)
ETA : 06:45 AM (GMT+8)
Duration : 4 Hours 30 Minutes
Cabin : Economy

———— Layover time : 4 Hours 30 Minutes ———–

Flight – 2
Route : Beijing Capital (PEK) – New York Newark (EWR)
Flight : CA819 – Air China
Aircraft : Boeing 787-900 (Dreamliner)
ETD : 11:15 AM (GMT+8)
ETA : 11:55 AM (GMT-5)
Duration : 13 Hours 40 Minutes
Cabin : Economy

.

เริ่มจากผมไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 22.30 น. ก่อนเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงตามมาตรฐานการเดินทางเส้นทางต่างประเทศครับ

.

สายการบิน Air China เช็คอินที่แถว U โดยเมื่อไปถึงก็แถวรอเช็คอินยาวเหยียดแล้วครับ ผมลองพยายามเช็คอินออนไลน์ก่อนจะไปสนามบินแล้วเพื่อประหยัดเวลา แต่ระบบไม่สามารถให้ทำได้ และแจ้งว่าให้ผมเช็คอินที่เคาน์เตอร์เท่านั้นเพื่อแสดงหลักฐานต่างๆ เนื่องจากจุดหมายปลายทางที่ผมไปคือสหรัฐอเมริกา ที่ต้องมีการแสดงข้อมูลต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่สายการบินก่อนเช็คอินด้วย เช่น หลักฐานที่อยู่หรือใบจองโรงแรมในอเมริกา วีซ่า เป็นต้น ซึ่งกว่าจะเช็คอินเสร็จและได้ Boarding Pass ก็ใช้เวลาไปร่วมหนึ่งชั่วโมง (การไปเปลี่ยนเครื่องที่ปักกิ่งโดยไม่ออกจากพื้นที่ Transit Area ของสนามบินปักกิ่งและใช้เวลารอต่อเครื่องไม่เกิน 24 ชั่วโมงนั้นไม่ต้องขอวีซ่าครับ ข้อมูลนี้อัพเดตว่าใช่ได้ล่าสุดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2019)

.

หลังจากที่เช็คอิน โหลดกระเป๋าและได้ Boarding pass มาแล้วก็ตรงไปผ่านกระบวนการ Security และ ตม. ตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ โดย Boarding Pass นั้นได้มา 2 ใบเลยคือเส้นทางกรุงเทพ – ปักกิ่งและปักกิ่ง – นิวยอร์ค รวมทั้งกระเป๋าที่โหลดไปก็เช็คทรู (Checked – Through) และไปรอรับได้ที่นิวยอร์คเลย ผมลืมบอกไปว่าสายการบิน Air China ให้เราโหลดกระเป๋าได้ 2 ใบๆ ละ ไม่เกิน 23 กก. สำหรับตั๋วชั้น Economy (ถือว่าให้เยอะครับ เมื่อเทียบกับสายการบินอื่นๆ ในระดับเดียวกัน)

.

หลังจากผ่านการตรวจ Security และ ตม. แล้วเราก็พอมีเวลาเดินเล่นพักนึงหาอะไรใส่ท้องก่อนที่จะไปทางออกขึ้นเครื่อง โดยวันนี้เราจะขึ้นเครื่องกันที่ Gate : C-10 สุดทางเลยครับ กำหนดเวลาขึ้นเครื่องคือ 00.35 น. ก่อนเครื่องออก 40 นาที

.

เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่อง (Boarding) เราก็ไปที่ Gate ตามเวลา ตอนไปถึงเครื่องของ Air China ก็มาจอดรอเราอยู่แล้วและผู้โดยสารก็ต่อแถวรอขึ้นเครื่องกันแล้ว เราก็ไปต่อแถวตามฝูงชนไป ไฟลท์นี้ผู้โดยสารส่วนมากเป็นคนจีนกับฝรั่งอย่างละครึ่ง (คิดว่าฝรั่งคงไปต่อเครื่องเหมือนเรา) สักพักพนักงานก็เรียก Boarding ตามแถวที่นั่ง

.

ไฟลท์นี้โหลดผู้โดยสารกันค่อนข้างเร็ว อาจจะเพราะดึกแล้ว ต่างกันต่างอยากรีบหาที่นั่งแล้วจะได้พักผ่อน 🙂 ที่นั่งชั้นประหยัดของเครื่องรุ่นนี้จัดแบบ 3-4-3 ความกว้างก็พอดีสำหรับคนสูง 183 ซม. อย่างผม ไม่แคบเกินไป สิ่งอำนวยความสะดวกก็มี PTV พร้อมช่องชาร์จ USB แล้วก็หมอน-ผ้าห่ม และนิตยสารกับหูฟัง

.

จากนั้นเมื่อผู้โดยสาร Boarding กันครบแล้ว กัปตันก็ Push Back และ Take-off ตามเวลา เมื่อเครื่องไต่ระดับได้แล้ว ก็เริ่มสำรวจห้องน้ำก่อนเลย

.

จากนั้นพนักงานก็บริการเสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหารร้อน โดยมื้อนี้ผมสั่งอาหารล่วงหน้าเป็นอาหารรสอ่อน (Bland Meal ; BLML) ครับ เนื่องจากท้องไส้ผมไม่ค่อยดีหากกินอาหารรสชาติหนักๆ ตอนดึก เลยเลือกแบบจืดๆ ไว้ก่อน ซึ่งอาหารที่ได้ก็คือข้าวกับปลาแซลม่อนอบ (แบบไม่ปรุงรสอะไรเลย) พร้อมผลไม้และสลัดแครอทบดกับไก่ต้ม รสชาติก็อร่อยแบบจืดๆ ครับ ได้รสแชลม่อนแบบ “เนเชอรัล” สุดๆ เลย 😛

.

เมื่อท้องอิ่มก็ได้เวลาพักผ่อนครับ เพราะไฟลท์นี้บินแค่สี่ชั่วโมงครึ่งและเป็น Red eyes flight ด้วย ก็ต้องพยายามงีบเอาแรงเพื่อไปต่อเครื่องครับ ซึ่งหลังจากหลับไปได้ 2-3 ชั่วโมงก็โดนเจ้าหน้าที่ปลุกให้ปรับเก้าอี้ให้ตรงพร้อมรัดเข็มขัดให้เรียบร้อย เนื่องจากกัปตันกำลังลดระดับและพาเราไป Landing ณ ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ซึ่งตอนนั้นก็เริ่มเช้าตรู่พอดี สนามบินนี้เป็น Hub ของ Air China จึงไม่แปลกใจที่จะเจอ “ดงฝูงบินของ Air China” เพียบ

.

หลังจากเครื่องจอดเทียบ Aerobridge ของ Terminal – 3 แล้ว เราก็ลงจากเครื่องและไปตามป้ายบอกทาง “Transfer” เพื่อไปต่อเครื่องครับ (ทริปนี้เราต่อเครื่องที่ Terminal – 3 ซึ่งไม่ต้องเปลี่ยน Terminal) โดยเราจะต้องผ่านกระบวนการตรวจพาสปอร์ตและ Boarding Pass (ที่สนามบินปักกิ่งดิจิตอลมากครับ เพราะใช้เครื่องสแกน ไม่ได้ใช้คนตรวจเลย) จากนั้นก็ต่อด้วยการตรวจ Security (แนะนำว่าให้เผื่อเวลาต่อเครื่องอย่างน้อย 2 ชั่วโมงครึ่งเพื่อความชัวร์ เพราะคิวยาว สนามบินใหญ่มาก และที่นี่ตรวจละเอียดมากยิ่งทำให้ช้าไปอีก ขาไปอเมริกานี้ไม่เป็นไรเพราะมีเวลา 4 ชั่วโมงกว่า แต่ขากลับผมมีเวลาต่อเครื่องที่นี่แค่ชั่วโมงครึ่งเล่นเอาเกือบตกเครื่อง วิ่งร้อยเมตรหอบแฮ่กๆ เลย)

.

จากนั้นก็ไปดูว่าเครื่องที่เราจะต่อนั้นอยู่ที่ทางออกขึ้นเครื่อง (Gate) อะไร วันนี้เราจะต่อเครื่องกันที่ Gate : E26 ครับ ดูจากแผนผังสนามบินไม่ไกลเท่าไหร่ แต่เดินจริงๆ ไกลพอควร เพราะสนามบินใหญ่ ประกอบกับง่วงด้วย เลยไปหากาแฟดื่มก่อนขึ้นเครื่องไปหลับต่อ 🙂

.

เมื่อใกล้ได้เวลาก็ไปรอขึ้นเครื่องที่ Gate : E26 เจ้า Dreamliner ก็มาจอดรอเราอยู่แล้ว และเจ้าหน้าที่ก็เรียก Broading ก่อนเวลา เพราะที่หน้าประตูขึ้นเครื่องจะมีการสุ่มตรวจหายาเสพติดโดยเจ้าหน้าที่จีนด้วย

.

บนเครื่องรุ่นนี้จัดที่นั่งชั้น Economy แบบ 3-3-3 เหมือนสายการบินอื่นทั่วไป อุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็มี PTV หมอน ผ้าห่ม หูฟัง และมีช่องเสียบชาร์จ USB ส่วนความกว้างก็เหมาะกับตัวผมพอดี เอนตัวหลับได้สบาย (แต่นั่งนานๆ ก็เมื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน)

.

หลังจากนั้นกัปตันก็ Push Back และ Take Off ตรงตามเวลา เมื่อเครื่องตั้งลำได้ประมาณเกือบชั่วโมงพนักงานก็เสิร์ฟอาหารร้อนมื้อแรก มีสองอย่างให้เลือกคือ Fried Rice with Chicken หรือ White Rice with Fish ผมเลือกเมนูปลาครับ รสชาติก็เหมือนปลาทอดผัดซอสซีอิ๊วแบบจีน อร่อยดี

.

จากนั้นก็ได้เวลาพักผ่อนยาวๆ ระหว่างไฟลท์ก็มีเครื่องดื่มและแซนด์วิชเดินเสิร์ฟอีก 2-3 ครั้ง หรือหากหิว/กระหายน้ำก็สามารถเดินไปที่ครัวเพื่อรินเครื่องดื่มเองได้เลย ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเบียร์ ไวน์ ก็สามารถเดินไปขอได้ตลอดเวลา Free Flow Alcohol Beverage กันเลยทีเดียว ส่วนตัวผมก็ขอเป็นน้ำส้มและมานั่งดูหนัง Secret Life of Walter Mitty สร้างแรงบันดาลใจก่อนไปเที่ยว ดูจบก็นอนหลับพักผ่อน สรุปคือกินและนอนครับ

.

ก่อนเครื่องลงประมาณ 3 ชั่วโมงพนักงานก็เสิร์ฟอาหารมื้อที่สอง มื้อนี้มีสองเมนูให้เลือก เป็น Rice with seafood หรือ Pork Noodle ผมเลือกเมนูบะหมี่ไปครับ

.

เมื่ออิ่มแล้วก็นอนพักต่ออีกสักหน่อยระหว่างเครื่องบินอ้อมขั้วโลกเหนือผ่านแคนาดา สักประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนถึงจุดหมายกัปตันก็เริ่มลดระดับเพื่อลงจอดที่สนามบิน New York – Newark Liberty International Airport ; EWR (Newark อ่านว่า “นุว้าก” หรือ “น้วก” นะครับ)

.

ไม่นานกัปตันก็พาเรา Landing ที่ดินแดนอเมริกาอย่างปลอดภัย เมื่อเครื่องจอดเทียบอาคารผู้โดยสาร Terminal – B แล้ว เราก็ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง โดยพนักงานบนเครื่องก็ได้แจกเอกสารสำหรับผ่านศุลกากร (Custom Declaration Card) ตั้งแต่เราอยู่บนเครื่องให้กรอกล่วงหน้าแล้ว โดยวิธีการกรอกก็ดูได้จากรูปด้านล่าง ซึ่งเมื่อลงจากเครื่องก็ให้เดินไปตามป้ายบอกทางและเข้าช่อง International Passport ครับ ขอย้ำเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองที่นี่อีกครั้งว่า เจ้าหน้าที่ ตม. ของอเมริกาจะเข้มงวดมาก เน้นการป้องกันคนเข้าประเทศแบบผิดกฏหมาย/ผิดวัตถุประสงค์ มากกว่าการต้อนรับแขกผู้มาเยือน ดังนั้นทุกคนที่ผ่าน ตม. จะโดนถามแน่นอน และสิ่งที่เราตอบจะต้องตรงกับที่เราเคยให้ข้อมูลตอนสมัครและสัมภาษณ์วีซ่า รวมถึงขอเอกสารไปดูด้วย กรณีของผมทาง ตม. ถามหาใบจองโรงแรม แผนการเที่ยว และถามถึงหลักฐานการประกอบอาชีพ/ใบรับรองการทำงานด้วย และที่แน่นอนอีกอย่างคือเราควรจะต้องได้ภาษาอังกฤษในระดับที่สื่อสารได้ด้วย ไม่อย่างงั้นเราจะตอบคำถาม ตม. ณ ตอนนั้นลำบาก ซึ่งแถว ตม. ก็ยาวพอสมควรและแต่ละคนก็ใช้เวลานาน ผมเองก็ใช้เวลาที่คิว ตม. ประมาณชั่วโมงเศษกว่าจะได้ผ่านออกมา สำหรับคนที่มีวีซ่า Multiple 10 ปี ทางเจ้าหน้าที่ ตม. จะพิจารณาชี้ขาดเองว่าจะให้ระยะเวลาการพำนักในรอบนี้นานเท่าไหร่ ซึ่งบางครั้งอาจจะนานถึง 6 เดือน หรือ 3 เดือน หรือเท่ากับระยะเวลาที่เรามีตั๋วเครื่องบินขากลับ ซึ่งของผมเองนั้นได้อย่างหลังมา คือให้ผมอยู่ได้ไม่เกิน 2 วันตามตั๋วเครื่องบินขากลับ (คือกะว่ามาเที่่ยวแล้วก็กลับตามตั๋ว เผื่อให้ 2 วันหากเครื่องดีเลย์เท่านั้น)

.

เมื่อผ่านด่าน ตม. มาแล้ว ก็ถือว่าเราเข้าสู่ดินแดนสหรัฐอเมริกาแบบถูกต้องสมบูรณ์ จากนั้นก็ไปรอรรับกระเป๋ากัน ซึ่งวันนี้เรารับกระเป๋ากันที่สายพานหมายเลข 7 ครับ

.

เมื่อได้รับกระเป๋าแล้วก็เข้าเมืองไปเก็บของที่โรงแรมและเที่ยวต่อกัน ตอนนั้นประมาณบ่ายโมงครึ่งตามเวลาท้องถิ่น ยังมีเวลาให้เราไปตะลอนพอสมควร โดยผมเลือกเข้าเมืองโดยรถไฟ NJ TRANSIT ครับ สำหรับรีวิววิธีการเข้าเมืองจากสนามบิน Newark Liberty นั้นสามารถดูได้ที่นี่ครับ โดยส่วนตัวแล้วการเดินทางจากกรุงเทพไปนิวยอร์คด้วยสายการบิน Air China นั้นผมให้ “ผ่าน” ครับ ทั้งในเรื่องของบริการ ความตรงต่อเวลา ความสะดวกสบายระหว่างเที่ยวบิน เวลาการบิน ราคา และความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ผม “แนะนำ” สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาหรือต่อเครื่องไปประเทศอื่นๆ ครับ 🙂

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

2 thoughts on “[Review] Air China – B777 & B787 จาก Bangkok ไป New York (Via Beijing)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s