[Review] ยื่นวีซ่าอเมริกาออนไลน์…ไม่ยาก !!

สหรัฐอเมริกา (USA)……..ดินแดนแห่งเสรีภาพและประเทศมหาอำนาจของโลกที่ไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อประเทศประเทศนี้ การได้ไปท่องเที่ยวหรือไปเยือนเมืองลุงแซมสักครั้งในชีวิตนั้นก็เป็นหนึ่งในความฝันของใครหลายคน แต่สหรัฐอเมริกานั้นถึงแม้จะเป็นประเทศแห่งเสรีภาพแต่ก็ได้ขึ้นเรื่องความ “เคี่ยว” และความ “ยาก” แทบจะที่สุดในโลกในการอนุมัติวีซ่าให้กับผู้มาเยือน ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายประการทั้งเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ และการคัดกรองผู้ที่ต้องการลักลอบหนีวีซ่าเพื่อพำนักอยู่ที่อเมริกาแบบถาวร (หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “โรบินฮู้ด”) ดังนั้นการดำเนินการขอวีซ่าที่ถึงแม้เราจะแค่ต้องการไปท่องเที่ยว (วีซ่าประเภท B2) ก็ตามนั้นเราจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องของข้อมูลและเอกสารให้สมบูรณ์มากที่สุดเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเรามีวัตถุประสงค์แค่ไปท่องเที่ยวและจะกลับออกจากอเมริกาทันทีหลังจากการท่องเที่ยวเราได้สิ้นสุดลง และหากใครหาข้อมูลมาจากหลายๆ แหล่งก็มักจะได้ยินเป็นเสียงเดียวกันว่า “การวีซ่าอเมริกา…นี่มันยากที่สุดในโลกแล้ว” แต่ถ้าหากเราเตรียมตัวทุกอย่างให้ดีแล้ว ผมกลับมองว่ามันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่เลย และเราสามารถได้วีซ่า 10 ปี แบบ Multiple Entry มาครองได้แบบภาคภูมิใจและคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป ดังนั้นผมจึงทำรีวิวการขอวีซ่าท่องเที่ยว/เยี่ยมเยือนอเมริกาแบบละเอียด (ประเภท B2) นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจครับ โดยผมจะอธิบายตั้งแต่เริ่มเตรียมตัวและชี้แจงวิธีการกรอกข้อมูลและเอกสารแบบทีละขั้นกันเลย ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลยครับ 🙂

กระบวนการและขั้นตอนการยื่นวีซ่าท่องเทียวอเมริกา (ประเภท B2) นั้นเราสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลักได้ดังนี้

  1. กรอกแบบฟอร์มข้อมูลส่วนตัวและวัตถุประสงค์การขอวีซ่า (แบบฟอร์ม DS-160)
  2. ไปชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่า
  3. ทำนัดสัมภาษณ์กับสถานทูต
  4. ไปสัมภาษณ์และทราบผลวีซ่า

โดยในแต่ละขั้นตอนผมจะอธิบายกระบวนการอย่างละเอียดที่สุดเสมือนว่าผมไปนั่งข้างๆ เพื่อคอยแนะนำกันเลยทีเดียว เมื่อพร้อมแล้วเราก็ไม่รอช้า ไปเริ่มขั้นตอนแรกกันเลยดีกว่า 😛

.

1. การกรอกแบบฟอร์มข้อมูลส่วนตัวและวัตถุประสงค์การขอวีซ่า (DS-160)

กระบวนการนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด (สำคัญกว่าการสัมภาษณ์กับกงสุลที่สถานทูตเสียอีก…ผมขอยืนยัน) เพราะเป็นขั้นตอนที่กงสุลใช้เป็นข้อมูลหลักในการอนุมัติวีซ่าให้กับเรา ดังนั้นข้อมูลที่กรอกในแบบฟอร์ม DS-160 นั้นจะต้องตรงกับความเป็นจริงเท่านั้น และแนะนำให้เรากรอกเอง เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราเท่ากับตัวเราเองและข้อมูลส่วนนี้อาจจะถูกสุ่มถามอีกครั้งตอนเราไปสัมภาษณ์ด้วย และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือพาสปอร์ตเล่มปัจจุบันต้องอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือนด้วย หากใครอายุพาสปอร์ตเหลือน้อยกว่า 6 เดือนก็แนะนำว่าไปทำเล่มใหม่ให้เรียบร้อยก่อนครับ

*****

ก่อนที่เราจะกรอกข้อมูล DS-160 เราต้องเตรียมรูปถ่ายไว้ก่อนครับ โดยรูปถ่ายนั้นต้องมีขนาด 2 x 2 นิ้ว พื้นหลังสีขาว หน้าตรง ไม่สวมแว่นหรือหมวก ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน โดยให้สแกนเป็นไฟล์ .JPEG เก็บไว้ก่อนเลย เราสามารถตรวจสอบว่าไฟล์รูปของเราขนาดและลักษณะได้ตามที่กำหนดหรือไม่ โดยคลิกที่นี่แล้วลองอัพโหลดและดูผลการทดสอบได้เลย (เป็นเว็บของสถานทูตเอง)

*****

การกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม DS-160 นั้นเป็นการกรอกแบบออนไลน์ทั้งหมด และก่อนหรือระหว่างการกรอกอาจจะมีให้เราคอยกรอกข้อมูล CAPCHA เพื่อยืนยันว่าเราไม่ใช่ Robot แทรกอยู่ในบางขั้นตอน ก็ขอให้อดทนและกรอกตามที่ระบบขอมานะครับ (บอกตรงๆ ว่าบางทีผมก็หงุดหงิดเล็กๆ เหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะถามอะไรบ่อยขนาดนั้น 🙂 ) และข้อมูลที่กรอกทั้งหมดต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับ เว้นเสียแต่ว่ามีระบุให้กรอกเป็นภาษาอื่น และระหว่างกรอกสามารถกดปุ่ม Save ที่อยู่ด้านล่างของแต่ละขั้นตอนได้เรื่อยๆ หากกรอกไม่เสร็จสามารถกลับมากรอกใหม่ได้ ไม่ต้องกังวล (ไม่จำเป็นต้องกรอกให้เสร็จภายในรวดเดียว)

เริ่มจากที่เราเข้าไปที่ลิงค์นี่เพื่อเริ่มกรอกแบบฟอร์ม DS-160 ครับ https://ceac.state.gov/genniv (เข้าไปครั้งแรกก็อาจจะมี CAPCHA ให้เรากรอกยืนยันว่าเราไม่ใช่ Robot ก่อนครับ)

เมื่อเข้ามาแล้วหน้าแรกจะให้เราระบุสถานทูตหรือสถานกงสุลที่เราสะดวกไปติดต่อและสัมภาษณ์ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ 2 ที่คือกรุงเทพ (ถนนวิทยุ) และเชียงใหม่ (ถนนวิชยานนท์) ก็ให้เราเลือกสถานที่ที่เราสะดวกไปสัมภาษณ์ที่สุดครับ


.

หน้าต่อมาระบบจะให้เราตั้งคำถามส่วนตัวและระบุคำตอบที่เฉพาะเราเท่านั้นที่รู้ เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับการ Login เข้ามากรอกแบบฟอร์มต่อหากยังกรอกไม่เสร็จ และให้หมายเลข Application ID (หมายเลขแบบฟอร์ม DS-160 ของเรา) ไว้ด้วย เพราะต้องใช้เลขนี้สำหรับการทำนัดสัมภาษณ์ด้วย

.

ถัดมาเราจะต้องกรอกชื่อ วันเดือนปีเกิด และสถานที่เกิดของเรา

.

หน้าต่อมาเราจะต้องกรอกข้อมูลเรื่องสัญชาติและหมายเลขบัตรประชาชนของเรา

.

ต่อมาเราจะต้องระบุประเภทวีซ่าที่เราจะขอ และหากเราได้กำหนดวันเดินทางไปกลับแล้วให้เราระบุวันเดินทางรวมถึงเมืองที่จะเดินทางเข้าออกและเที่ยวบิน และให้เราระบุว่าใครเป็นผู้อกค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางและค่าครองชีพที่นั่นด้วย

.

ต่อมาระบบจะถามเราว่ามีคนเดินทางไปด้วยกับเราหรือไม่ (หากมีตอบ Yes และใส่ข้อมูลของคนคนนั้น)

.

ถัดมาจะเป็นการให้ข้อมูลว่าเราเคยไปหรือเคยได้หรือเคยถูกปฏิเสธวีซ่าอเมริกาหรือไม่ (ทุกคำถามในส่วนนี้เป็นแบบ Yes/No หากตอบ Yes เราจะต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย)

.

ต่อมาเป็นการให้ข้อมูลที่อยู่อาศัยปัจจุบันของเรา รวมถึงข้อมูล Social Media (เช่น Facebook, Instagram, LinkedIn, Pinterest…..) ของเราข้อมูลด้าน Social Media เป็นกฎใหม่ที่เพิ่งมีไม่นานมานี้ครับ (กรอกตามจริงนะครับ Facebook หรือ Instagram ปลอม/Avatar นั้นห้ามเด็ดขาดครับ)

.

ขั้นตอยต่อไปคือให้เรากรอกข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ของเราครับ

.

ต่อมาเราจะต้องให้ข้อมูลของบุคคลที่สามารถติดต่อไปในสหรัฐอเมริกาเมื่อเราไปถึงที่นั่น หากไปพักกับเพื่อนหรือญาติให้ใส่ข้อมุลของเพื่อนหรือญาติลงไป หากไปพักโรงแรมให้ใส่ข้อมูลของโรงแรม หรือใส่ข้อมูลของสถานทูตไทย ณ เมืองที่ใกล้ที่สุดกับเมืองที่เราไปเยือนก็ได้ ตัวอย่างเช่นผมไปเที่ยว New York ผมก็ใส่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำนครนิวยอร์คลงไป

.

ถัดมาเราจะต้องให้ข้อมูลของครอบครัวเรา ได้แก่ชื่อ-นามสกุล และวันเดือนปีเกิดของพ่อแม่เรา

.

ขั้นตอนต่อมาเราจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวหน้าที่การงานและอาชีพปัจจุบันของเรา

.

ส่วนต่อมาเราจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ทำงานเก่าของเรา รวมถึงข้อมูลเรื่องการศึกษาของเราด้วย (วีซ่าอเมริกาถามลึกและละเอียดมาก แต่ก็ไม่เกินความสามารถของเราที่จะให้ข้อมูล 😉 )

.

เนื้อหาส่วนต่อไปที่เราจะต้องให้ข้อมูลคือส่วนที่จะถามเราเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปนอกเหนือจากงานหลักของเรา รวมถึงความสามารถต่างๆ ของเรา โดยคำถามที่เป็นคำถามแบบ Yes/No นั้นหากเราตอบ Yes ระบบจะมีช่องเพิ่มมาให้เรากรอกข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนั้น

.

ส่วนต่อมาจะเป็นคำถาม Checklist ที่ถามตัวเราเกี่ยวกับข้อมูลด้านความมั่นคงและความปลอดภัยรวมถึงข้อมูลภูมิหลังของเราด้วย โดยจะมีข้อมูลให้เราตอบทั้งหมด 5 หน้า ทุกคำถามเป็นคำตอบ Yes/No หากเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ก็สามารถตอบ No ได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้ข้อมูลทุกอย่างที่เราตอบไปต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริงเท่านัั้น

.

.

.

.

.

เมื่อเรากรอกข้อมูลทั้งหมดแล้วขั้นตอนต่อไปคือการอัพโหลดรูปถ่ายที่เราเตรียมไว้ โดยขั้นตอนการอัพโหลดรูปถ่ายของเรานั้นก็สามารถทำตามขั้นตอนต่างๆ ตามด้านล่างนี้ได้เลยครับ (ผมแนะนำว่าให้ลองเอาไฟล์รูปของเราที่เตรียมไว้ไปลองอัพโหลดทดสอบดูในลิงค์ที่ผมให้ไว้ตอนแรกดูก่อนครับ โดยรูปของผมที่สแกนและ Crop ไว้ผมทำไว้ที่ความละเอียด 1200 x 1200 pixels ก็อัพโหลดผ่านครับ)

.

ส่วนต่อมาเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งคือการตรวจสอบข้อมูลที่เรากรอกไปทั้งหมด ตรงนี้ผมอยากให้ดูทีละบรรทัดเลย ทุกตัวอักษรครับ เพื่อดูว่ามีส่วนไหนผิดพลาดหรือไม่ หากมีส่วนไหนยังผิดหรือไม่ตรงกับความจริงให้เราคลิกไปแก้ไขในส่วนนั้นๆ ครับ ย้ำอีกครั้งว่าดูให้ละเอียดที่สุดครับ เพราะหากเรากดยืนยันการยื่นแบบฟอร์ม DS-160 ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว เราจะแก้ไขไม่ได้แล้ว

.

ขั้นตอนต่อมาจะเป็นกระบวนการลงชื่อยินยอมรับทราบข้อกำหนดของการบื่นขอวีซ่าและลงลายมือชื่อแบบดิจิตอลเพื่อยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดที่เราให้และกรอกไปนั้นถูกต้องแล้ว

.

ขั้นตอนต่อมาเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการกรอกแบบฟอร์ม DS-160 นั่นคือการพิมพ์ใบยืนยัน (Confirmation) ฟอร์ม DS-160 โดยใบยืนยันนี้ต้องนำไปวันสัมภาษณ์ด้วย และจดหมายเลขแบบฟอร์ม DS-160 ไว้ด้วยครับ (หมายเลขใต้บาร์โค้ด) เพราะต้องใช้ในการทำนัดสัมภาษณ์ในขั้นตอนต่อไป ส่วนฟอร์ม DS-160 ที่เรากรอกไปทุกหน้านั้นก็สามารถสั่งพิมพ์มาดูได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเอาไปวันสัมภาษณ์ เอาไปแค่ใบยืนยันแค่ใบเดียวพอครับ

.

เมื่อเราพิมพ์ใบยืนยัน (Confirmation) แบบฟอร์ม DS-160 แล้ว ก็ถือว่าเราเสร็จสิ้นกระบวนการกรอกแบบฟอร์ม DS-160 อย่างสมบูรณ์ แต่ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ได้แปลว่าเราได้วีซ่าแล้วนะครับ เพราะเป็นเพียงขั้นตอนแรกที่เราให้ข้อมูลส่วนตัวเรากับสถานทูตเท่านั้น ขั้นตอนต่อไปคือ “การชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่า” เมื่อพักให้หายเหนื่อยจากการกรอกฟอร์ม DS-160 แล้ว เรามาต่อในขั้นตอนที่สองกันเลย….. 🙂

.

.

2. การชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า

การชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่านั้น ไม่ใช่การนำใบยืนยันการกรอกฟอร์ม DS-160 ที่เราพิมพ์ออกมาในขั้นตอนสุดท้ายของข้อ 1 ไปชำระเงินนะครับ แต่เราจำเป็นจะต้องสร้างบัญชีออนไลน์ของเรากับเว็บของทางสถานทูตก่อน จากนั้นจะได้ใบยืนยันการชำระเงินเพื่อไปดำเนินการชำระเงินต่อไป โดยการสร้างบัญชีออนไลน์กับทางสถานทูตนั้นก็ไม่ยาก (อย่างน้อยก็ไม่ยากเท่าการกรอก DS-160 ครับ เราผ่านจุดที่ยากที่สุดมาแล้ว) คล้ายๆ กับการสมัครอีเมล์นั่นแหละ ว่าแล้วไม่รอช้า…เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าเวลาไม่คอยท่า

ขั้นตอนแรกของการสร้างบัญชีเรากับเว็บสถานทูตก็คือเข้าเว็บสำหรับสมัครวีซ่า USA ผ่านสถานทูตในไทยตามนี้ครับ http://www.ustraveldocs.com/th จากนั้นจะมีหน้าต่างด้านล่างนี้เด้งขึ้นมาให้เราคลิกที่ No (หน้าต่างนี้ถามว่าเราเข้าเว็บนี้ครั้งแรกหรือไม่ หากเราตอบ Yes ระบบจะพาเราไปเรียนรู้ วีซ่าประเภทต่างๆ ซึ่งตอนนี้เราไม่ต้องไปดูตรงนั้นแล้ว)

.

จากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่างแล้วคลิกที่ Create Account เพื่อสร้างบัญชีของเรา

.

เมื่อคลิกเข้ามาแล้วจะเป็นหน้าที่ให้เรากรอกข้อมูลสำหรับใช้ Login เข้าระบบ (อีเมล์ที่ใช้แนะนำให้ใช้อีเมล์ให้เหมือนกับตอนกรอก DS-160)

.

ถัดมาระบบจะพาเราไปหน้า Dashboard และเราก็เริ่มทำการนัดหมายจากหน้าที่ได้เลย

.

จากนั้นให้เราเลือกประเภทวีซ่าที่เราจะสมัคร สำหรับวีซ่าท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยือนชั่วคราวให้เราเลือก Non-Immigrant Visa

.

ต่อมาเราต้องเลือกสถานทูตหรือสถานกงสุลที่เราสะดวกไปสัมภาษณ์ (กรุงเทพหรือเชียงใหม่) โดยต้องเลือกให้เหมือนกับตอนที่เราเลือกก่อนกรอก DS-160 นะครับ

.

จากนั้นเลือกชนิดวีซ่าที่เราจะสมัคร สำหรับวีซ่าท่องเที่ยวเลือก All Others

.

ต่อมาให้เราเลือกประเภทย่อยของวีซ่าเรา โดยสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวเยี่ยมเยือนให้เลือกประเภทเป็น B1/B2 VISITOR FOR BUSINESS AND PLEASURE

.

ขั้นตอนต่อมาเราต้องกรอกข้อมุลส่วนตัวของเรา โดยต้องกรอกให้ถูกต้องและเหมือนกับข้อมูลที่เรากรอกลงไปแบบฟอร์ม DS-160 และที่สำคัญที่สุดเราต้องกรอกหมายเลขแบบฟอร์ม DS-160 ที่เรากรอกไปให้ถูกต้องด้วย (ระวังตรงนี้ให้ดีครับ…เพราะความผิดพลาดเล็กๆ นี้ อาจจะทำให้เราตกม้าตายได้)

.

.

ต่อมาเราก็เริ่มทำการเพิ่มชื่อของเราเข้าสู่กระบวนการนัดสัมภาษณ์ โดยเริ่มจากคลิก Add By Name จากนั้นระบบจะถามคำถามส่วนตัวของเราประมาณ 3-4 คำถาม (เป็นคำถาม Yes/No) ให้เราตอบทุกคำถามตามจริง เสร็จแล้วคลิก Continue

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

.

ขั้นตอนต่อมาคือให้เราเลือกว่าหากได้รับวีซ่าหรือพาสปอร์ตคืนจากสถานทูตแล้วเราจะให้เขาส่งมาให้ทาง EMS (Home Delivery) หรือเราจะไปรับเองที่ที่ทำการไปรษณีย์ (Pick up) หากระบบให้เราระบุจังหวัดก็ให้เราเลือกจังหวัดของเราที่สะดวกให้จัดส่งหรือไปรับเล่มพาสปอร์ต

.

จากนั้นระบบจะพาเราเข้าไปสู่หน้าจอที่อธิบายการชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่า โดยวิธีที่สะดวกที่สุดและแนะนำคือการชำระด้วยเงินสดหรือ Cash Payment ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา (อีกวิธีหนึ่งที่เรียกว่า EFT ซึ่งเป็นการชำระผ่านทางออนไลน์ที่ดูเหมือนจะสะดวก แต่เป็นการชำระเงินไปที่ Bank of American โดยเป็นเสมือนการโอนเงินระหว่างประเทศที่ต้องใช้ Swift Code และขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร) หากเราอยากทราบขั้นตอนกระบวนการและเงื่อนไขการจ่ายเงินก็สามารถคลิกเข้าไปอ่านดูได้

.

เมื่อเข้ามาที่หน้าการจ่ายเงินแล้วจะมีรายละเอียดเงื่อนไขการจ่ายเงินให้เราอ่าน ให้เราคลิก Confirm เพื่อยืนยันว่าเรารับทราบแล้ว

.

จากนั้นจะมีกล่องข้อความให้เราคลิกเข้าไปอ่านวิธีการชำระเงินแต่ละแบบ หากเราอ่านเข้าใจดีแล้วให้กด Close

.

เมื่อเราอ่านรายละเอียดเข้าใจดีแล้วให้เราคลิกพิมพ์รายละเอียดการชำระเงินของเราเอง โดยข้อมูลในใบรายละเอียดนี้เราต้องใช้ในการกรอกลงในใบ Pay-in Slip ในกรณีที่เราชำระเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้ธนาคารและสถานทูตได้ทราบว่าเราได้ชำระเงินเข้าสำหรับใบสมัครวีซ่าของใคร หมายเลขอะไร

.

ซึ่งหน้าตาของใบรายละเอียดการชำระเงินของเราก็มีหน้าตาประมาณนี้ ผมแนะนำให้พิมพ์ออกมาเพื่อใช้สำหรับดูตอนกรอกใบ Pay-in Slip ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา

.

และในระบบจะมีใบ Pay-in Slip ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาให้เราพิมพ์ด้วย สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงค์นี้ครับ

.

เพื่อมีทั้งใบรายละเอียดการชำระเงินของเราและใบ Pay-in Slip แล้ว เราก็นำสองใบนี้ไปติดต่อชำระเงินที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ทุกสาขา โดยต้องชำระก่อนวัน Expiration date ที่ระบุมาด้วย ค่าธรรมเนียมวีซ่าจะอยู่ที่ 160 USD หรือ ประมาณ 5,280 บาท (อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลานั้น) เมื่อเราชำระเงินแล้วก็เป็นเสร็จสิ้นกระบวนการชำระเงินครับ จากนั้นเราก็มีเวลาพักผ่อนสบายๆ อย่างน้อย 1 วัน เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป คือการนัดจองสัมภาษณ์กับทางสถานทูต……………..ตอนออกไปชำระเงิน ก็ถือโอกาสออกไปนั่งจิบกาแฟสตาร์บั๊คสักแก้วก็ได้ครับ เพื่อซึมซับบรรยากาศความเป็นอเมริกันก่อนจะได้ไปที่นั่นจริงๆ เพราะยังไงก็ได้ออกจากบ้านแล้วเนอะ 😉

.

3. นัดสัมภาษณ์วีซ่ากับทางสถานทูต

หลังจากที่เราได้ทำการชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าแล้ว ให้รอหลังเที่ยงของวันทำการถัดไป จึงจะสามารถเข้าสู่ระบบในเว็บ http://www.ustraveldocs.com/th เพื่อไปทำนัดหมายสัมภาษณ์วีซ่ากับสถานทูตได้ หรือสังเกตจากอีเมล์ที่ส่งมาหาเราว่าการชำระเงินของเราได้รับการอนุมัติแล้ว ให้ดำเนินการนัดสัมภาษณ์ได้ (เช่น ถ้าเราชำระเงินวันจันทร์ หลังเที่ยงวันอังคารก็สามารถเข้าไปทำนัดได้ หากวันอังคารไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือหากเราจ่ายเงินวันศุกร์ก็ต้องรอถึงหลังเที่ยงวันจันทร์)

เมื่อเข้ามาในเว็บแล้วก็ให้เราคลิกที่ปุ่ม Log-in เพื่อล็อกอินเข้าระบบด้วยการใส่อีเมล์และรหัสผ่านตามที่เราตั้งไว้ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ (ไม่ต้องสร้างบัญชีใหม่อีกแล้วนะครับ สร้างครั้งเดียวตอนเราทำขั้นตอนชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าพอ)

.

เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้วจะมีหน้าต่างเด้งมาให้เราเลือกว่าจะให้ระบบใช้หมายเลขการชำระเงินที่เราเพิ่งได้ไปจ่ายเงินมาวันก่อนหน้านี้หรือไม่ (ระบบฉลาดนะคร้าบบบบบ….รู้ด้วยว่าเราไปจ่ายเงินแล้ว) หากใช่ให้เราคลิกที่ปุ่ม Use Existing Receipts ได้เลยครับ แล้วระบบจะกรอกหมายเลขการชำระเงินให้เราอัตโนมัติ แต่ให้เราเช็คด้วยนะครับว่าเลขนั้นตรงกับที่เราได้มาในขั้นตอนก่อนหน้านี้หรือไม่ หากไม่ตรงก็ให้แก้ไขโดยการกรอกด้วยตัวเราเองครับ (ระบบอาจจะฉลาดแต่ก็มีสิทธิ์ผิดพลาดด้วยเหมือนกัน เราควรรอบคอบตรวจสอบอีกครั้งจะดีที่สุดครับ)

.

ต่อมาเป็นขั้นตอนสำคัญคิอให้เราจิ้มเลือกวันที่และเวลาที่เราจะไปสัมภาษณ์วีซ่ากับทางสถานทูต โดยวันที่และเวลาที่เราต้องการอาจจะไม่มีตารางว่างเลยก็ได้ ก็ให้ดูวันที่และเวลาที่ว่างตามนี้ได้เลย เลือกเอาอันที่เราสะดวกที่สุด บางครั้งช่วงคิวยาวๆ อาจจะต้องรอคิวสัมภาษณ์เป็นเวลาร่วมเดือนเลย ตรงนี้เราไม่สามารถทำอะไรนอกจากเลือกอันที่เร็วที่สุดแล้วอดทนรอครับ (Tip : เมื่อเลือกแล้ว เราสามารถล็อกอินเข้ามาดูได้เรื่อยๆ ว่ามีคน Cancel แล้วตารางบางวันจะว่างขึ้นมา เราสามารถ Re-schedule เพื่อเสียบคิวของเราตารางนั้นได้ 1 ครั้งฟรี ย้ำว่าฟรีเพียง 1 ครั้งนะครับ)

.

เมื่อเราเลือกตารางเวลาที่เราสะดวกแล้ว ระบบจะให้เราสั่งพิมพ์ใบจองนัดสัมภาษณ์ออกมา ซึ่งใบจองนัดสัมภาษณ์นี้เราต้องพิมพ์ออกมาแล้วถือไปวันสัมภาษณ์ด้วย โดยบาร์โค้ดในใบนัดนี้จะต้องชัดเจน

.

ตัวอย่างหน้าตาของใบจองนัดสัมภาษณ์ที่พิมพ์ออกมา

.

เมื่อเราพิมพ์ใบจองนัดสัมภาษณ์ออกมาแล้วก็เป็นอันเสร็จสื้นกระบวนการนัดสัมภาษณ์ครับ จากตรงนี้ไปเราก็รอและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสัมภาษณ์ ซึ่งระหว่างรอนั้นผมแนะนำว่าทำตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาวีซ่าให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรืออาจจะใช้เวลานี้วางแผนเที่ยวไปพลางๆ ก่อนก็ได้ (จริงๆ แผนเที่ยวก็ถือเป็นหนึ่งในเอกสารยื่นวีซ่า การเตรียมแผนการเที่ยวก่อนได้วีซ่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งครับ) ซึ่งเอกสารต่างๆ ที่จะต้องหรือแนะนำให้ถือไปด้วยในวันสัมภาษณ์นั้น ผมจะกล่าวถึงในขั้นตอนต่อไปครับ 😛

.

4. ไปสัมภาษณ์วีซ่ากับสถานทูตและทราบผลการพิจารณาวีซ่า

เมื่อเราทำนัดสัมภาษณ์วีซ่ากับทางสถานทูตเรียบร้อยแล้ว ระหว่างรอไปสัมภาษณ์เราก็มาเตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อประกอบการพิจารณาวีซ่ากัน โดยเราสามารถแบ่งประเภทเอกสารออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ เอกสารที่จำเป็นต้องถือไป (เอกสารนี้เจ้าหน้าที่สถานทูตขอดูแน่นอน) และเอกสารที่แนะนำให้ถือไป (เจ้าหน้าที่สถานทูตอาจจะขอดูหรือไม่ขอก็ได้ แต่ถ้าขอดูเราต้องมีให้ดูตอนนั้น) โดยเอกสารเหล่านี้ผมอ้างอิงจากอาชีพพนักงานประจำครับ และเอกสารทุกอย่างควรเตรียมเป็นภาษาอังกฤษ

4.1 เอกสารที่จำเป็นต้องถือไป

  • พาสปอร์ตตัวจริง เล่มปัจจุบันของเรา (อายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน)
  • พาสปอร์ตตัวจริงเล่มเก่าของเราที่มีทั้งหมด (ถ้ามี)
  • บัตรประชาชนตัวจริง (ใช้ตอนฝากของก่อนเข้าสถานทูต)
  • รูปถ่ายขนาด 2 x 2 นิ้วที่เราถ่ายเตรียมไว้จำนวน 1 รูป
  • ใบยืนยันการกรอกแบบฟอร์ม DS-160
  • ใบยืนยันการจองนัดสัมภาษณ์
  • ห์ลักฐานการชำระเงินค่าวีซ่า (ใบ Pay-in slip ของธนาคารกรุงศรีฯ)

4.2 เอกสารที่แนะนำให้ถือไป

  • หนังสือรับรองการทำงานและการอนุมัติให้ลางานจากบริษัทเรา
  • Statement ย้อนหลัง 6 เดือน (ทั้งบัญชีเงินเดือนและบัญชีเงินออม)
  • แผนการเดินทางท่องเที่ยว
  • หลักฐานแสดงการถือครองหลักทรัพย์ต่างๆ (ถ้ามี) เช่นใบรับรองการถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สำเนาโฉนดที่ดินหรือคอนโดที่เป็นชื่อเรา เป็นต้น
  • เรซูเม่ (Resumé) หรือจดหมายแนะนำตัวเอง – เอกสารนี้เผื่อทางสถานทูตถามว่าเราทำงานที่ไหน รับผิดชอบอะไรบ้าง
  • ทะเบียนบ้าน
  • เอกสารสนับสนุนอื่นๆ ที่คิดว่าช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือในตัวเราให้กับเจ้าหน้าที่ (ถ้ามี) เช่น ใบรับรองการเปลี่ยนชือ/นามสกุล ทะเบียนสมรส หนังสือรับรองบุตร หนังสือเชิญจากเพื่อน/ญาติ ทะเบียนการค้า (กรณีเป็นเจ้าของกิจการ) เป็นต้น

.

เมื่อวันสัมภาษณ์มาถึงก็ให้เราเดินทางไปถึงสถานทูตก่อนเวลานัดหมายประมาณ 15 นาที สำหรับสถานทูตอเมริกาในกรุงเทพนั้นสามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟฟ้า BTS (แนะนำว่าไปรถไฟฟ้าสะดวกที่สุด เพราะแถวนั้นหาที่จอดรถไม่ง่ายเลย) โดยลงที่สถานีเพลินจิต จากนั้นเดินออกมาที่ทางออกหมายเลข 5 จากนั้นก็เดินไปทางถนนวิทยุฝั่งด้านหน้าอาคาร Park Venture แล้วขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างบอกว่าไปสถานทูตอเมริกา (ค่ารถ 20 บาท ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2019) ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีก็ถึงแล้ว สังเกตจากมีคนต่อแถวหน้าสถานทูตเยอะๆ นั่นแหละมาถูกที่แล้ว

.

เมื่อเดินทางมาถึงสถานทูตแล้วจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้านหน้าคอยแจ้งว่าให้เริ่มเข้าแถวรอที่จุดไหน โดยจุดแรกนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เราเข้าแถวเพื่อตรวจพาสปอร์ตเล่มปัจจุบันและใบนัดสัมภาษณ์ก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เราไปเข้าแถวอีกแถวเพื่อเดินเข้าสถานทูต โดยก่อนเข้าสถานทูตนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เราฝากโทรศัพท์มือถือไว้ (ตอนฝากยื่นพร้อมบัตรประชาชนตัวจริงด้วย) โดยรับฝากแค่คนละ 1 เครื่องเท่านั้นและก่อนฝากต้องปิดเครื่องด้วย หากมีมากกว่า 1 เครื่องหรือมเพาเวอร์แบงค์ไปด้วยต้องหาร้านข้างนอกรับฝากเอง ส่วนกระเป๋าถือ กระเป๋าเงิน หรือกระเป๋าสะพายใบเล็กนำเข้าไปได้ ดังนั้นผมแนะนำว่าเอาของติดตัวไปให้น้อยที่สุดแค่เพียงโทรศัพท์ 1 เครื่อง กระเป๋าเงิน และเอกสารใส่แฟ้มไปก็พอแล้ว (สถานทูตค่อนข้างเข้มงวดมากเรื่องการพกสิ่งของเข้าไป ตรวจสอบและสแกนละเอียดมาก)

เมื่อเข้าไปในสถานทูตแล้วให้ไปติดต่อเคาน์เตอร์ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ โดยที่เคาน์เตอร์นี้เจ้าหน้าที่จะขอดูพาสปอร์ตและใบนัดเราอีกครั้ง จากนั้นจะติดสติกเกอร์หมายเลย Tracking และหมายเลข EMS บนหน้าปกพาสปอร์ตเรา จากนั้นให้เราจดหมายเลข EMS ไว้ด้วย เพื่อใช้ตรวจสอบสถานะการส่งพาสปอร์ตคืนมาให้เราจากสถานทูต

เมื่อจดหมายเลข EMS แล้วก็ให้เราเดินเข้าไปในห้องสัมภาษณ์โดยในห้องสัมภาษณ์นี้จะมีกระบวนการอยู่ 3 ขั้นตอนโดยแต่ละขั้นตอนเป็นดังนี้

  1. สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่สถานทูต (เคาน์เตอร์หมายเลข 12 – 15) โดยในส่วนนี้เป็นการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นของเรา เช่นไปอเมริกาทำอะไร ไปกี่วัน ไปกี่คน เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์เป็นคนไทยทั้งหมด เมื่อสัมภาษณ์เสร็จเจ้าหน้าที่จะขอรูปถ่ายเราหนึ่งรูปและให้เราสแกนลายนิ้วมือเก็บไว้เป็นหลักฐาน
  2. ยืนยันลายนิ้วมือ หลังจากสัมภาษณ์เบื้องต้นกับเจ้าหน้าที่คนไทยแล้วเราก็มาต่อแถวที่เคาน์เตอร์หมายเลข 11 เพื่อยืนยันลายนิ้วมือที่พิมพ์ไป ขั้นตอนนี้ไม่มีอะไรมาก เจ้าหน้าที่ (ฝรั่ง) จะให้เราสุ่มสแกนนิ้วมือซึ่งอาจจะเป็นมือซ้ายหรือขวาก็ได้ ก็เป็นอันเสร็จพิธี
  3. สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กงสุลสถานทูต (เคาน์เตอร์หมายเลข 7 – 10) หลังจากที่ยืนยันลายนิ้วมือแล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่เราจะทราบผลวีซ่าเบื้องต้นทันทีหลังจากสัมภาษณ์เสร็จ โดยเจ้าหน้าที่จะเป็นอเมริกันทั้งหมด (ณ วันที่ผมไปสัมภาษณ์) และเจ้าหน้าที่บางคนพูดไทยได้ (แต่ผมแนะนำว่าควรสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษครับ เพราะอย่างน้อยก็เป็นการบ่งบอกว่าเราพร้อมจะเดินทางไปต่างประเทศระดับหนึ่ง) ซึ่งการสัมภาษณ์ของแต่ละคนนั้นไม่มีอะไรตายตัวแน่นอน ขึ้นอยู่กับตัวผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ด้วย และเท่าที่ผมแอบได้ยินคนอื่นที่สัมภาษณ์ก่อนหน้าผมก็มีการพูดคุยในเรื่องแตกต่างกันไป จับทางเจ้าหน้าที่กงสุลไม่ได้จริงๆ ถึงตรงนี้ก็คงบอกได้แต่ว่า ตรียมตัวเราให้มีข้อมูลพร้อมที่จะตอบคำถามเจ้าหน้าที่กงสุลที่สุด แสดงออกเวลาตอบคำถามให้มั่นใจ มองหน้าผู้ถามขณะตอบคำถาม ตอบคำถามแบบไม่ลังเลและตรงกับที่กรอกไปใน DS-160 และตอบทุกคำถามด้วยความสัตย์จริงเท่านั้น และเท่าที่ผมสังเกตดูบางคนสัมภาษณ์กันนานร่วม 10 นาที บางคนไม่ถึง 2 นาที นั่นเพราะว่าโปรไฟล์และประวัติแต่ละคนไม่เหมือนกัน คำถามของแต่ละคนจึงแตกต่างกันตามไปด้วย ผมขอยกตัวอย่างบทสนทนาของผมกับเจ้าหน้าที่สถานทูตไว้เป็นตัวอย่างครับ (แต่ชุดคำถามนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน แค่เอามาให้ดูเป็นแนวทางเท่านั้นครับ)

………..

Ship : Good Morning (ทำหน้ายิ้มแย้มด้วย).

Consular : Morning. What is your name ?

Ship : I’m Siwarit.

Consular : May I have your current passport?

Ship : Yes (ยื่นพาสปอร์ตเล่มปัจจุบันให้).

Consular : (ก้มหน้ากดดูข้อมูลในคอมพิวเตอร์) Why would you like to go to America ?

Ship : I’m planning to go there for tourist and sightseeing at New York and DC.

Consular : Where are you graduated from ?

Ship : Chiangmai. I graduated from Chiangmai University.

Consular : May I have your old passport?

Ship : Yes (แล้วก็ยื่นพาสปอร์ตเล่มเก่าให้)

Consular : (หยิบพาสปอร์ตไปเปิดดู) Why did you go to France many time?

Ship : I went there for business. My company has head office there.

Consular : You are working in French company ?

Ship : Yes. We are French supermarket company.

Consular : Did you go there for meeting?

Ship : Yes. Correct.

Consular : OK. It is finished. Thanks (แล้วก็หยิบพาสปอร์ตผมไป)

Ship : Thank you 🙂

……….

รวมเวลาที่ผมสัมภาษณ์แล้วไม่เกิน 3 นาที เอกสารที่ผมเตรียมไปเป็นปึกนั้นไม่ถูกเรียกดูเลย (แต่บางคนโดนเรียกขอดูหลายอย่างเลย…ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจริงๆ) และหากเจ้าหน้าที่ดึงพาสปอร์ตเราไปก็แสดงว่าวีซ่าเราน่าจะผ่านเกือบ 100% แค่มารอลุ้นว่าจะได้กี่เดือน กี่ปีเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าโปรไฟล์ดีก็มีโอกาสได้ 10 ปี แบบไม่ยากเลย ส่วนหากใครที่เจ้าหน้าที่คืนพาสปอร์ตให้พร้อมกับกระดาษข้อความสีขาวด้วยแสดงว่าวีซ่าเราถูกปฏิเสธครับ (หากวีซ่าเราถูกปฏิเสธ จะไม่มีการคืนเงินให้ทุกกรณี) และหลังจากสัมภาษณ์ขั้นตอนสุดท้ายนี้แล้วก็กลับบ้านได้ รวมเวลาตั้งแต่มาถึงสถานทูตจนสัมภาษณ์เสร็จใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

ซึ่งเมื่อสัมภาษณ์เสร็จและเจ้าหน้าที่เก็บพาสปอร์ตของเราไปแล้ว สถานทูตจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในการจัดทำวีซ่าและแปะลงในหน้าพาสปอร์ตของเรา จากนั้นก็จะจัดส่งคืนมาให้เราทางไปรษณีย์ ซึ่งเราสามารถล็อกอินเข้าไปเช็คสถานะพาสปอร์ตเราได้ที่เว็บไซต์ http://www.ustraveldocs.com/th ได้หรือทำตามคำแนะนำในเว็บนี้ก็ได้ครับ https://www.ustraveldocs.com/th_th/th-niv-passporttrack.asp และหากระบบแจ้งว่าพาสปอร์ตเราได้ถูกส่งออกมาแล้วก็ให้เราตรวจสอบสถานะ EMS จากหมายเลข EMS ที่เราจดมาได้จากเว็บไซต์นี้ครับ http://track.thailandpost.co.th/tracking/default.aspx?lang=th

ในกรณีของผมนั้นสัมภาษณ์วีซ่าเสร็จวันพุธ วันต่อมาสถานทูตก็ส่งอีเมล์มาว่าได้ส่งพาสปอร์ตผมออกมาแล้ว และวันศุกร์เที่ยงก็ได้รับจดหมาย EMS พร้อมเล่มพาสปอร์ตข้างใน (ใช้เวลาแค่ 2 วันนับจากวันสัมภาษณ์เท่านั้น) และเมื่อผมเปิดจดหมายออกดูก็ได้รับวีซ่า 10 ปี แบบ Multiple Entry โดยที่ไม่เคยได้วีซ่าอเมริกามาก่อนเลยชีวิตนี้ แฮปปี้เอนด์ดิ้งกันไป 🙂 🙂 🙂 😉

ได้มาแล้ววีซ่าอเมริกา 10 ปี แบบ Multiple Entry…..มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเนอะ

.

มาถึงตรงนี้เมื่อเราได้วีซ่ามาครอบครองเรียบร้อยแล้ว ก็แสดงว่าเราสามารถเดินทางไป USA เพื่อการท่องเที่ยวได้ถูกต้องตามกฏหมาย ขั้นตอนต่อไปก็จัดการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พักและจัดทริปไปเยือนดินแดนแยงกี้ได้อย่างสบายใจเลยครับ และอย่าลืมเงื่อนไขสำคัญอีกข้อซึ่งก็คือ “การพิจาณาจะให้เราเข้าหรือไม่ให้เราเข้าสู่ดินแดนของ USA นั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า ณ ท่าอากาศยานหรือด่านตรวจคนเข้าเมืองปลายทาง” ดังนั้นเมื่อเดินทางไป USA ก็ควรเตรียมเอกสารติดตัวไปด้วย ได้แก่ ตั๋วเครื่องบินขากลับ ใบจองที่พัก/โรงแรม หรือหนังสือเชิญไปพักกับเพื่อน/ญาติ รวมถึงเตรียมหลักประกันว่าเรามีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายขณะอยู่ที่นั่น (เช่นเงินสด หรือ บัตรเครดิต) เป็นต้น เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาเข้าด้วย และจำนวนวันที่สามารถพำนักใน USA ได้ในแต่ละครั้งสำหรับวีซ่า 10 ปี แบบ Multiple นั้นก็อยู่ที่ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาเข้า ซึ่งจะทราบตอนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้วเท่านั้น สำหรับตัวเองนั้นตอนผ่าน ตม. ที่นั่นก็โดนถามหลายคำถามทั้งเรื่องอาชีพ วัตถุประสงค์การมา จะมากี่วัน รวมทั้งขอดูเอกสารใบจองโรงแรม แผนการเที่่ยวอย่างละเอียด ตั๋วเครื่องบินขากลับ และหลักฐานการประกอบอาชีพ/ใบรับรองการทำงาน และเมื่อคุยกันจบทางเจ้าหน้าที่ก็บอกผมว่า เขาให้ผมอยู่ได้ตามตั๋วเครื่องบินขากลับบวกเพิ่มไปอีก 2 วัน (คงกะเผื่อเครื่องผมดีเลย์หรือผมตกเครื่องประมาณนั้น) ก่อนจะแสตมป์พาสปอร์ตให้ถือเป็นการผ่านเข้าสู่ดินแดนสหรัฐอเมริกาเพื่อวัตถุประสงค์การท่องเที่่ยวอย่างสมบูรณ์ จากนั้นก็เที่ยวได้อย่างสบายใจ ……และสุดท้ายนี้ผมก็ขอให้ทุกคนโชคดีและมีความสุขกับการท่องเที่ยวครับ 🙂

.

หมายเหตุ :

  1. รีวิวที่ผมทำขึ้นมานี้เป็นเพียงการแนะนำขั้นตอนการยื่นวีซ่าอเมริกาเท่านั้น ไม่ได้การันตีว่าคนที่ยื่นตามนี้ทั้งหมดจะได้รับอนุมัติวีซ่าและ/หรือได้วีซ่า 10 ปีทุกคน เพราะแต่ละคนมีประวัติและคุณสมบัติเฉพาะบุคคลต่างกันไป การพิจารณาอนุมัติวีซ่านั้นสถานทูตเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดในการตัดสิน
  2. ข้อมูลต่างๆ ในรีวิวนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูล ณ ช่วงเวลาที่ผมยื่นวีซ่าอเมริกา (เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2019) เงื่อนไขและกระบวนการต่างๆ นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขอให้ทุกคนศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนยื่นวีซ่าทุกครั้ง
  3. หากมีคำถามสามารถโพสถามได้ที่ช่อง Comment ครับ ทางผมยินดีตอบคำถามทุกอย่างเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นขอวีซ่าหากผมสามารถตอบได้ ส่วนคำถามที่นอกเหนือจากนี้ เช่นหลักเกณฑ์หรือระยะเวลาการพิจารณาวีซ่า ความถูกต้องของการกรอกข้อมูลและการเตรียมเอกสาร เหตุผลในการถูกปฏิเสธวีซ่า รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติเฉพาะตัวบุคคล ทางผมไม่สามารถให้คำตอบได้ครับ
  4. ผมเพียงรีวิววิธีการยื่นขอวีซ่าอเมริกาเท่านั้น ไม่รับจ้างทำเอกสาร กรอกข้อมูล หรือรับทำวีซ่าใดๆ ทั้งสิ้น
  5. หากรีวิวนี้มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือตกหล่นไป ทางผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

10 thoughts on “[Review] ยื่นวีซ่าอเมริกาออนไลน์…ไม่ยาก !!

      1. สอบถามหน่อยคะ กรอก ds-160 แล้ว ตรง work/education/training ไม่มี previous กับ additional ให้กรอกอ่ะคะ

        ไม่ทราบว่ามีการปรับแบบฟอร์มใหม่หรือเปล่าคะ

        Liked by 1 person

      2. เรื่องการปรับแบบฟอร์มผมไม่ทราบ แต่ลองทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ ครับ กรอกตามความจริงไปทุกอัน มีเท่าไหร่ก็กรอกเท่านั้นครับ

        Liked by 1 person

  1. อยากทราบว่าเอกสาร สเตรเมน หรือใบรับรองทางการเงิน ทุกอย่างเราต้องขอก่อนวันนักสัมภาษณ์ หรือต้องทำหลังจากรอวันได้นัดวันสัมภาษณ์ค่ะ
    ขอรบกวนตอบกลับหน่อยนะคะ ขอพระคุณมากๆคะ

    ถูกใจ

    1. ขอไว้ก่อนวันสัมภาษณ์ครับ เเละถือไปวันสัมภาษณ์ด้วย แต่เจ้าหน้าที่จะเรียกดูหรือไม่ อยู่ที่ดุลพินิจครับ กรณีผมไม่ถูกเรียกดูเลย แต่ถ้าถูกเรียกดูต้องมีแสดงให้เขาดู

      ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s