Day-6 in USA : Good Feeling in Philly

วันนี้ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งครับ เพราะเป็นวันที่ผมจะเดินทางออกจากนิวยอร์คเพื่อไปต่อยังอีกที่ตามแผนที่วางไว้ โดยแผนของผมคือจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington DC) เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา แต่ระหว่างทางนั้นจะผ่านเมืองใหญ่อีกเมืองที่หลายคนคงคุ้นชื่อกันคือฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) หรือที่ชาวอเมริกันเรียกกันย่อๆ ว่า ฟิลลี่ (Philly) ผมจึงถือโอกาสใช้เวลา 1 วันกับการเที่ยวเมืองนี้ก่อนจะไปต่อยังกรุงวอชิงตัน

Philadelphia เป็นเมืองที่ใหญที่สุดในรัฐ Pennsylvania ตั้งอยู่ทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของนิวยอร์คห่างออกไปประมาณ 160 กิโลเมตรและเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของสหรัฐอเมริกา การเดินทางมายัง Philly นั้นทำได้ทั้งทางรถไฟ รถเมล์ (รวมถึงเครื่องบินจากนิวยอร์คด้วย เพราะที่เมืองนี้มีท่าอากาศยาน Philadelphia International Airport และมีเที่ยวบินระหว่างสองเมืองนี้) ส่วนผมที่เป็นขาเที่ยวแบบประหยัดนั้นเลือกการเดินทางด้วยรถเมล์ครับ เพราะสามารถขึ้นลงได้จากใจกลางเมืองนิวยอร์คและฟิลาเดลเฟียเลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง และเนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายเจ้า ได้แก่ Greyhound, Peterpan Bus และ Megabus เราสามารถเลือกเวลาตามแต่เราต้องการได้สบาย ค่าโดยสารประมาณ 14 – 18 USD (430 – 550 บาท) ขาไปจากนิวยอร์คผมจึงเลือกใช้บริการ Greyhound รอบ 7.10 น. ถึงเวลา 10.05 น. โดยเราสามารถขึ้นรถได้ที่ Port Authority Bus Terminal ที่อยู่ใจกลางนิวยอร์คได้เลย ส่วนเรื่องตั๋วก็สามารถซื้อออนไลน์แล้วพิมพ์ออกมาใช้สแกน QR Code ขึ้นรถหรือสแกนผ่านหน้าจอมือถือได้เลยเช่นกัน ไม่ต้องไปต่อแถวซื้อหน้าเคาน์เตอร์ให้เสียเวลา

หลังจากที่ตื่นนอนอาบน้ำแต่งตัวเก็บของและเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมประมาณตีห้าเศษ ผมก็ขึ้น Subway ที่สถานี Delancey/Essex ใกล้โรงแรม โดยใช้สาย F มุ่งหน้า Uptown ไปลงที่สถานี West 4 St แล้วต่อด้วยสาย E มุ่งหน้า Uptown ไปลงที่สถานี 42 St-Port Authority Subway Station เมื่อเดินขึ้นจากสถานี Subway ก็ถึง Port Authority Bus Terminal เลย

ผมมาถึง Port Authority Bus Terminal ประมาณหกโมงเศษ ยังพอมีเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงให้ได้หาอาหารเช้ากินง่ายๆ โดยใน Bus Terminal นี้มีทั้งร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดและร้านมินิมาร์ทครบครัน จากนั้นผมก็ไปดูที่หน้าจอว่ารถของผมรถที่ชานชาลาไหนแล้วก็ไปต่อแถวที่ชานชาลานั้น เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ก็เรียกขึ้นรถและเราสามารถฝากกระเป๋าลาก 1 ใบที่ใต้ท้องรถได้ด้วย

ลงจาก Subway ก็เดินตามป้ายไป Bus terminal ได้เลย
ป้ายหน้าจอบอกชานชาลาแบบทัชสกรีน
เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วของ Greyhound
รถเมล์ที่จะพาเราไป Philly วันนี้
บรรยากาศบนรถที่นั่งจัดแบบ 2-2 ไม่ต้องกลัวว่าที่จะแคบ เพราะเป็นรถสำหรับฝรั่งนั่ง กว้างพอสำหรับเราคนไทย

.

เมื่อขึ้นรถแล้วก็หาที่นั่งตามสะดวก (ตั๋วไม่ได้ระบุที่นั่ง) มีปลั๊กให้ชาร์จโทรศัพท์ด้วย (แต่เสียบไปแล้วดันไม่มีไฟ T_T ) เมื่อรถออกจากสถานีแล้วผมก็ของีบหลับเอาแรงก่อนสักหน่อย ระหว่างทางรถก็จอด 2-3 จุด เพื่อรับและส่งผู้โดยสาร บนรถคนขับก็มีประกาศตลอดว่าถึงไหนแล้ว ควรจะคอยฟังหรือเช็ค Google Map ด้วย เพราะรถคันนี้สุดทางที่ Los Angeles เราแค่ลงระหว่างทางเท่านั้น เดี๋ยวจะนั่งเลยป้ายกัน ประมาณสัก 10.00 น. เราก็มาถึง Philadelphia โดยรถจะเข้าจอดที่ Bus Terminal ถนน Filbert Street ย่านใจกลางเมืองใกล้ China Town

เมื่อมาถึงแล้วก็ไปรับกระเป๋าที่เราฝากใต้ท้องรถ แล้วก็เริ่ม One Day Trip at Philly กันเลย แต่ก่อนหน้านั้นผมต้องหาที่ฝากกระเป๋าลากผมก่อน เพื่อจะได้สะพายกระเป๋าใบเดียวเดินเที่ยว ซึ่งก่อนหน้าที่จะเดินทางมาอเมริกาผมหาที่ฝากกระเป๋าก็เจอกับเว็บ BagBNB ที่เป็นบริการคล้าย AirBNB ที่ให้คนที่มีพื้นที่ว่างของร้านตัวเองเปิดให้คนทั่วไปเช่าฝากกระเป๋า ราคาค่าฝากก็ไม่แพง วันละ 6 USD ต่อใบเท่านั้น (ประมาณ 185 บาท) โดยตำแหน่งร้านที่รับฝากที่ใกล้กับ Philadelphia Bus Terminal ที่สุดคือร้าน QQCafe เดินจากหน้าสถานีแค่ 2 นาทีเท่านั้น

ถึงแล้ว……Philadelphia Bus Terminal
ผมมาฝากกระเป๋าลากที่นี่ครับ 6 USD ต่อวันต่อใบ ฝากแล้วเดินตัวปลิวเลย

.

ฝากกระเป๋าเสร็จก็ตัวเบา จากนั้นก็ได้เวลาออกไปเปิดโลกกว้างกัน โดยผมมีเวลา 7 ชั่วโมงจนถึงประมาณ 17.30 น. เพราะจองรถจาก Philly ไป Washington DC รอบ 17.45 น. กับ Peterpan Bus เอาไว้ และการเที่ยวภายใน Philly นั้นผมใช้วิธี “เดิน” ครับ เพราะสะดวกที่สุดถึงแม้ในเมืองจะมีรถไฟและรถเมล์ก็ตาม แต่เมืองไม่ใหญ่มาก เดินเท้าสะดวกที่สุด อีกทั้งอากาศเย็นๆ สบายๆ ประมาณ 8 – 10 องศา เหมาะแก่การธุดงค์เก็บประสบการณ์ที่สุด

.

เป้าหมายแรกของผมในวันนี้คือ Philadelphia Museum of Art ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง ห่างจาก Bus Terminal ประมาณ 3 กิโลเมตร เดินไปใช้เวลาประมาณ 25 นาที โดยเดินไปทางถนน Filbert st. แล้วมุ่งหน้าไปต่อยัง Benjamin Franklin Parkway ผมเลือกที่นี่ก่อนเพราะไกลสุดแล้วใช้การเดินวกกลับเข้าเมือง ระหว่างขากลับก็จะได้เที่ยวอีกหลายที่ (ขาไปก็ผ่านที่เที่ยวเหล่านั้นด้วย แต่เดี๋ยวเที่ยวขากลับ) อย่าเพิ่งท้อว่าจะต้องเดินไกลทุกที่ครับ

ผมมาถึงที่ Philadelphia Museum of Art ประมาณ 11 โมงครับ แต่จุดประสงค์หลักของผมไม่ได้จะเข้าพิพิธภัณฑ์ครับ เพราะไฮไลต์ที่สำคัญของที่นี่คือรูปปั้น Rocky Balboa’s Statue นักมวยจากภาพยนตร์ชื่อก้องโลกที่มีบ้านเกิดอยู่ที่ Philadelphia แห่งนี้ ผู้คนมายืนต่อแถวถ่ายรูปกับ “The Pride of Philadelphia” กันพอสมควร ใครมาที่เมืองนี้ก็ต้องมาถ่ายรูปกับ Rocky ครับ ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง

.

เมื่อได้รูปพร้อม Rocky Balboa กลับบ้านแล้วถัดไปก็ขอไปเก็บภาพมุมสูงของเมือง Philadelphia แบบ Skyline View จากด้านหน้า Museum of Art กัน โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1876 มีผลงานศิลปะกว่า 240,000 ชิ้น ซึ่งมีทั้งศิลปะงานปั้น งานจิตรกรรม งามวาด ภาพถ่าย ชุดเกราะและของประดับตกแต่งที่มีถิ่นกำเนิดจากยุโรป อเมริกัน และเอเชีย (ผมไม่ได้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ครับ เพราะกลัวไม่ทันเวลา และชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะจากนิวยอร์คมาพอสมควรแล้วแต่หากสนใจก็สามารถเข้าไปชมงานศิลปะได้ครับ ค่าเข้าชมคนละ 25 USD หรือประมาณ 770 บาท เปิดทุกวัน 10.00 น. ถึง 17.00 น. ส่วนวันพุธและวันศุกร์เปิดถึง 20.45 น.)

.

หลังจากได้ภาพงามๆ ของวิวเมือง Philadelphia จากด้านหน้า Museum of Art แล้ว เห้าหมายถัดไปของมก็คือ Rodin Museum ที่สามารถเดินจาก Museum of Art ได้ (เดินย้อนทางที่เรามานั่นแหละ) ประมาณ 1 กิโลเมตร เดินประมาณ 15 นาที โดย Rodin Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่รวบรวมผลงานของ Auguste Rodin เปิดตั้งแต่ปี 1929 (Rodin Museum ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Philadelphia Museum of Art) สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของ Rodin Museum คือรูปปั้นคนครุ่นคิดหรือ The Thinker ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ Rodin Museum เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันอังคารตั้งแต่ 10.00 น. ถึง 17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 10 USD (ประมาณ 310 บาท)

.

ถัดมาจาก Rodin Museum ผมก็เดินย้อนกลับมาทางเดิมครับ เพื่อไปยัง Logan Square โดยเดินประมาณ 800 เมตร Logan Square ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนและศูนย์ราชการของ Philadelphia ออกแบบโดย Alexander Calder ใจกลางของย่านนี้มีสวนเล็กๆ ตั้งอยู่ในกลางแยก จุดเด่นอยู่ที่รูปปั้นทองแดงพร้อมน้ำพุที่ชื่อว่า Swann Memorial Fountain

.

ใกล้ๆ กับ Logan Square มีโบสถ์ที่สวยงามและโดดเด่นอีกแห่งหนึ่งคือโบสถ์ Cathedral Basilica of Saints Peter and Paul ถือเป็นโบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 155 ปี ผมเห็นว่าน่าสนใจจึงเดินเข้าไปดูด้านใน โดยโบสถ์ Cathedral Basilica of Saints Peter and Paul นี้สร้างข้นเมื่อปี 1846 – 1864 ใช้เวลาสร้าง 18 ปี เป็นโบสถ์แบบโรมันคาทอลิค ถูกออกแบบโดย Lapoleon LeBrun ส่วนภายในโบสถ์ถูกตกแต่งโดย Constantino Brumidi ถือเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในรัฐเพนซิลเวเนียและถูกขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติอเมริกันเมื่อปี 1971 นอกจากนี้โบสถ์ The Cathedral Basilica of Saints Peter and Paul ยังเคยถูกใช้ทำพิธี Papal Mass ถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อครั้งปี 1979 โดยพระสันตะปาปา John Paul ที่สอง อีกครั้งในปี 2015 โดยพระสันตะปาปา Francis โบสถ์แห่งนี้เปิดให้เข้าฟรีทุกวันตั้งแต่ 7.30 น. ถึง 17.00 น. (วันเสาร์เปิด 9.00 น. ส่วนวันอาทิตย์เปิด 8.00 น.)

.

และก็อีกเช่นเคย ผมเดินเที่ยวเพลินจนลืมเวลาจนรู้ตัวอีกทีก็ท้องหิวเข้าให้เเล้ว มองดูนาฬิกาอีกทีก็ปาเข้าไปบ่ายโมงเศษแล้ว ว่าแล้วก็เดินออกจากโบสถ์เพื่อไปหาอะไรกินก่อนที่จะตาลายเที่ยวต่อไม่ไหว จึงเดินย้อนกลับไปทางที่ Bus Terminal แล้วก็ไปเจอ Market Place ชื่อ Reading Terminal Market ข้างในมีร้านอาหารแบบ Take Away หลายร้าน มีอาหารหลากหลายชาติรวมทั้งอาหารไทยแต่คนขายไม่น่าใช่คนไทย จึงลองไปสั่ง Rice with Chicken Basil กับ Shrimp Coconut soup แล้วไปหาม้านั่งแถวนั้นนั่งกิน ตอนแรกก็คิดว่าคงได้กินข้าวกะเพราไก่กับต้มข่ากุ้ง แต่สิ่งที่ได้มาคือข้าวราดแกงไก่ใส่กะเพราและซุปกะทิใส่กุ้ง โดยรวมรสชาติใช้ได้ พอให้หายอยากอาหารไทยได้บ้าง มื้อนี้หมดไป 10.50 USD (ประมาณ 320 บาท) ตบท้ายด้วยกาแฟจาก 7-Eleven สักแก้ว อาาาาาาาห์….อิ่มพุงกาง

เมื่อได้เรี่ยวแรงกลับมาเหมือนซุนโกคูได้กินถั่วเซนสึแล้ว ผมก็ขอออกไปต่อกันอีกที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Philadelphia ใกล้กับ Reading Terminal Market นั่นคือ LOVE PARK โดย LOVE PARK นี้เป็นจตุรัสใจกลางเมืองมีชื่อจริงว่า John F. Kenedy Plaza แต่คนทั่วไปเรียก LOVE PARK เพราะว่ามีสัญลักษณ์ป้ายคำว่า LOVE ตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่ากลางจตุรัสและคนนิยมมาถ่ายรูปด้วย จึงเรียกกันติดปากว่า LOVE PARK บริเวณจตุรัสนี้นิยมใช้จัดงานขายสินค้าหรือตลาดนัด

.

จบจาก LOVE PARK แล้ว ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการเมือง Philadelphia หรือ City Hall ที่มีความโดดเด่นตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า (อันที่จริงเห็นตั้งแต่เช้าแล้วครับ แต่กะมาเก็บทีหลัง เพราะอยู่ใกล้ดี) City Hall หรือศาลาว่าการเมือง Philadelphia แห่งนี้เป็นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่เมือง Philadelphia สร้างขึ้นระหว่างปี 1871 ถึง 1901 ส่วนยอดสูง 167 เมตร มีทั้งหมด 9 ชั้น (เคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกจนถึงปี 1908) ออกแบบโดย John McArthur Jr. และ Thomas Ustick Walter ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Napoleon III (Second Empire Style) และถูกขึ้นทะเบียนเป็นแลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์ของชาติเมื่อปี 1976 เราสามารถเดินเข้าไปยังชั้นล่างของ City Hall แล้วเดินทะลุไปอีกฝั่งได้ จุดเด่นของที่นี่คือนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรุปความสวยงามของสถาปัตยกรรมอาคาร City Hall นี้

.

ผมใช้เวลาไม่นานมากกับ City Hall เพราะเน้นแค่ถ่ายรูปกับเดินชมโดยรอบ ด้านในที่เป็นส่วนสำนักงานของเจ้าหน้าที่นั้นไม่สามารถเข้าไปได้ จากนั้นก็เดินทะลุอีกฝั่งไปถนน Market St. เพื่อจะเดินไปต่อยัง Liberty Bell ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 15 – 20 นาที ระหว่างเดินก็ชมเมือง Philadelphia ไปด้วย แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว

Liberty Bell (ชื่ออื่น : State House Bell หรือ Old State House Bell) เป็นสัญลักษณ์แห่งอิสระภาพของชาวอเมริกันที่ตั้งอยู่ที่ Independence National Historical Park (ในอดีตเคยถูกตั้งไว้ที่ Philadelphia Independence Hall) ตัวระฆังกว้าง 1.16 เมตร เส้นรอบวงที่ฐานยาว 3.7 เมตร สูง 1.2 เมตร มีการตีระฆังเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1753 และในปี ค.ศ. 1776 เป็นการตีระฆังเพื่อเป็นการประกาศอิสรภาพของอเมริกาจากอังกฤษ ภายในหอแสดงระฆังมีการฉายสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเสรีภาพอเมริกันด้วย น่าสนใจมาก ผมดูจนจบทำให้เข้าใจวัฒนธรรมและความยากลำบากในการได้มาซึ่งเสรีภาพอย่างถ่องแท้เลย รวมถึงมีผู้คนที่พยายามจะทำลาย Liberty Bell ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพนี้ด้วย ระฆังนี้จึงผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายต่อหลายยุคทำให้ยิ่งดูแล้วยิ่งศรัทธามากยิ่งขึ้นไปอีก

.

ผมเดินออกมาจาก Liberty Bell ตอนนั้นก็ประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ ตะวันเริ่มโพล้เพล้แล้ว แต่ยังพอมีเวลาให้เดินเล่นหาของกินใส่ท้องก่อนขึ้นรถต่อไปยัง Washington DC ว่าแล้วก็เดินไปย่าน Chinatown สักหน่อยเพื่อสำรวจกัน จาก Liberty Bell ไป China Town ใช้เวลาเดินไม่นานมาก ประมาณ 15 นาที (800 เมตร) ระหว่างเดินผมก็ส่องเมืองไปด้วย รู้สึกส่วนตัวว่าเมืองนี้น่าอยู่กว่านิวยอร์คพอสมควร เพราะด้วยความที่คนไม่พลุกพล่านเหมือนเมืองใหญ่ แล้วการจราจรก็ไม่แออัด รวมถึงผู้คนก็ไม่ได้แสดงชีวิตแบบเร่งรีบ ชีวิตดูเรียบง่ายพอสมควร เดินไปคิดไปส่องไปเรื่อยๆ ก็มาถึง Chinatown แว๊บแรกที่เห็นคือ “ร้านชานมไข่มุกเยอะมาก” ไม่นึกว่าจะ Popular มาถึงที่นี่ (อันที่จริงตามในเมืองนิวยอร์คก็เห็นร้านชาไข่มุกเยอะอยู่แล้ว พอกับร้านกาแฟเลย ส่วนมากคนขายเป็นคนเอเชียทั้งนั้น)

ย่าน Chinatown ของเมือง Philadelphia ไม่ใหญ่โตเท่าที่ New York มีร้านอาหารและร้านกาแฟน่านั่งอยู่พอสมควร ผิดกับที่นิวยอร์คที่ส่วนมากเป็นร้านขายของสดและของนำเข้า

.

เมื่อเดินเล่นจนขาลากพร้อมกับอิ่มท้องแล้ว ตอนนั้นฟ้าก็เริ่มมืดพอดี ก็ถึงเวลาที่เราต้องลาจากเมือง Philadelphia เพื่อไปต่อยังเป้าหมายถัดไป ว่าแล้วก็ไปรับกระเป๋าคืนที่ร้าน QQ Cafe ที่เราฝากไว้ แล้วก็ไปรอขึ้นรถที่ Bus Terminal เราสามารถเดินจาก Chinatown ไป Bus Terminal ได้เลย ห่างกันแค่ 300 เมตรเท่านั้น

เมื่อมาถึงที่ Bus Terminal ก็จัดการเก็บของ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย และก็ไปต่อแถวรอขึ้นรถกัน ตามตารางเวลานั้นรถออก 17.45 น. ถึง Washington DC เวลา 20.40 น. แต่คนไปเข้าแถวรอขึ้นรถตั้งแต่ 17.30 น. กันแล้ว เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ก็เรียกขึ้นรถ นำกระเป๋าไปฝากใต้ท้องรถ แล้วก็หาที่นั่งกันตามสบาย ตั๋วไม่มีระบุที่นั่ง คราวนี้ไม่ต้องกลัวนั่งเลยป้าย เพราะรถสุดสายที่ Washington DC (Union Station) หลับพักผ่อนได้เต็มที่ ระหว่างทางก็จอดแวะรับ-ส่งคนแค่จุดเดียวที่ Baltimore เท่านั้น

.

ผมนั่งหลับแทบจะตลอดทางเลย คงเป็นเพราะวันนี้เดินเยอะเหลือเกิน ลองดูในโทรศัพท์เดินไปเกือบ 17 กิโลเมตร 🙂 มารู้ตัวตื่นตอนรถกำลังเข้าจอดเทียบท่าที่สถานี Union Square Bus Terminal – Washington DC และขอบอกว่ารถเมล์ของที่นี่ตรงต่อเวลามาก มาถึงที่หมายตามเวลาหน้าตั๋วเป๊ะ

เมื่อลงจากรถได้กระเป๋ามาแล้ว เราก็หารถไฟใต้ดินไปโรงแรมครับ โดยที่ Bus Terminal นี้อยู่ที่เดียวกับสถานีรถไฟใต้ดินสถานี Union Station เลย (รถไฟใต้ดินที่นี่เรียก Metro) แต่ระบบตั๋วที่นี่ต่างจาก New York โดยสิ้นเชิง โดยเป็นตั๋วแบบเติมเงิน ค่าโดยสารก็ขึ้นอยู่กับระยะทาง คล้าย BTS บ้านเรา เราสามารถซื้อตั๋วและเติมเงินได้ที่เครื่องขายตั๋วเลย รับทั้งเหรียญ ธนบัตร และบัตรเครดิต ส่วนแผนที่ของ Metro ก็ไม่ได้ซับซ้อนเท่า New York เพราะเมืองค่อยข้างเล็ก ดูง่าย ใช้ง่าย สามารถดาวน์โหลดแผนที่โดยคลิกที่นี่ หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Washington DC Metro Route Map ไว้ติดมือถือก็ได้ครับ การใช้งานตั๋ว Metro ก็เป็บแบบแตะเข้า-แตะออกง่ายๆ

.

ที่ Washington DC ผมจองโรงแรมแบบ Hostel ไว้ชื่อ Hi-Washington DC Hostel ราคาไม่แพง เพราะเป็นโรงแรมที่ไม่ได้แสวงผลกำไร แต่หากเราไม่ใช่สมาชิกของ Hostelling International Membership จะต้องเสียเพิ่มคืนละ 4 USD ที่สำคัญโรงแรมนี้มีอาหารเช้าฟรีด้วย ซึ่งหาได้ยากในราคาแบบนี้ ส่วนการเดินทางจาก Union Station มาที่โรงแรมก็ไม่ยาก แค่นั่ง Metro ไปลงที่สถานี Metro Center แล้วเดินต่ออีก 5 นาที ไปทางถนน 11th St NW ก็ถึงโรงแรมแล้วครับ

เมื่อไปถึงโรงแรมก็จัดการเก็บข้าวของและอาบน้ำทันที ตอนนั้นก็ดึกแล้วประมาณสามทุ่มครึ่งได้ แล้ววันนี้ก็เหนื่อยมากเพราะตื่นมาตั้งแต่เช้ามืด จากนั้นก็นอนหลับพักเอาแรงชนิดที่ว่าหัวถึงหมอนแล้วหลับทันที พรุ่งนี้มีภารกิจตามหาฝันอีกหนึ่งวันคือการออกไปเที่่ยวกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของอเมริกา……Good Night….Close your eyes and make a wish……. 🙂

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

One thought on “Day-6 in USA : Good Feeling in Philly

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s