Day-5 in USA : สนามเด็กเล่นของ Backpacker

วันที่ 5 สำหรับการเที่ยวอเมริกาของผมแล้วและก็เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะอยู่ที่นิวยอร์คครับ วันนี้เป็นวันที่ผมตั้งใจตามไล่เก็บสถานที่ที่ยังไม่ได้ไปให้ครบตามที่วางแผนไว้ อันที่จริงผมก็วางแผนก่อนเที่ยวมาเรียบร้อยสำหรับแต่ละวันแล้วแหละ แต่ด้วยแผนการของคนเราย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทำให้ระหว่างทริปมีการสลับสับเปลี่ยนกันไปมาตามความเหมาะสมในแต่ละวัน ดังนั้นวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการอยู่นิวยอร์คจึงเปรียบเสมือนว่าวันนี้เป็น “Sweeper” เพื่อไล่กวาดให้หมด และวันนี้ผมก็จะให้เป็นวันสบายๆ เดินไปเรื่อยๆ ตามแต่ใจอยากจะไปครับ 🙂

วันนี้ผมตื่นตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมงเช้า แล้วก็อาบน้ำแต่งตัว (ฝรั่งที่นี่คงแปลกใจว่าทำไมคนไทยคนนี้อาบน้ำเช้า-เย็นทุกวัน ทั้งที่อากาศเกือบจะ 0 องศาขนาดนี้ เพราะพวกฝรั่งผมไม่ค่อยเห็นใครอาบน้ำเลย อาจจะเพราะความเคยชินที่บ้านเราเมืองร้อนต้องอาบน้ำทุกวัน วันไหนไม่ได้อาบจะรู้สึกไม่สบายตัว 😛 ) จากนั้นผมก็กินอาหารเช้าง่ายๆ ที่เตรียมไว้ แล้วก็เริ่มลุยสถานที่แรกของเราในวันนี้แต่เช้าเลยนั่นคือ Greenwich Village โดยผมใช้ Subway สาย F จากสถานี Delancey/Essex ใกล้โรงแรม มุ่งหน้า Uptown เพื่อไปลงที่สถานี West 4 St จากนั้นเดินต่ออีก 5 นาทีก็ถึงย่าน Greenwich Village แล้วครับ

Greenwich Village หรืออีกชื่อหนึ่งที่คนท้องถิ่นเรียกง่ายๆ ว่า “The Village” เป็นย่านชุมชนทางตะวันตกของเกาะ Manhattan ซึ่งติดกับแม่น้ำ Hudson คำว่า “Greenwich” มาจากภาษาดัทช์ “Groenwijck” ย่าน Greenwich Village เป็นย่านชุมชนของเหล่าศิลปินและมีดาราหรือคนมีชื่อเสียงหลายคนอาศัยอยู่ย่านนี้ เช่น Robert Downey Jr., Emma Stone, Marc Jacobs และ Leonardo DiCaprio เป็นต้น ในอดีตเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและปกครองโดยชาวโบฮีเมี่ยน อาคารบ้านเรือนในย่านนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว น่าเดินเล่นในบรรยากาศที่สงบเงียบ และสามารถเดินจาก Greenwich Village ไปยังเลียบแม่น้ำ Hudson ได้ด้วย ในปี 2014 นิตรสาร Forbe ได้ระบุว่าราคาบ้านในย่าน Greenwich Village นี้ยังติดอันดับ Top 10 ของบ้านที่แพงที่สุดในอเมริกาอีกด้วย

ผมใช้เวลาเดินเล่นเรื่อยๆ ตามถนนใน Greenwich Village ในยามเช้าท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ บ้านเรือนของย่านนี้ดูสวยงามและมีลักษณะที่มีกลิ่นอายแห่งความเป็นอเมริกันแบบในหนังเลย บอกตามตรงว่าบ้านในย่านนี้น่าอยู่มาก แต่ราคาก็แพงมหาศาลเช่นกัน คงต้องเป็นระดับเศรษฐีเท่านั้นถึงจะซื้อได้ ผมเดินไปเรื่อยๆ จนรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่ริมแม่น้ำ Hudson โดยบริเวณริมแม่น้ำนั้นเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ตามชายฝั่งแม่น้ำ และมีทางจักรยานและทางวิ่งจ็อกกิ้งอีกด้วย วิวแม่น้ำ Hudson เมื่อมองจากฝั่ง Manhattan นี้แล้วจะสามารถเห็นวิว Skyline ของฝั่ง New Jersey ได้แบบเต็มตา ไม่มีอะไรมาบดบังเลย ระหว่างเดินเล่นริมแม่น้ำในหัวก็นึกถึงเพลง One Call Away – Charlie Puth ขึ้นมาทันที บรรยากาศเงียบสงบในหน้าหนาว พร้อมวิวสวยๆ แบบนี้ มันช่างเข้ากับบทเพลงนี้จริงๆ

New Jersey Skyline View from Manhattan over Hudson River

.

หลังจากที่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองแบบเงียบสงบที่หมู่บ้าน Greenwich และริมแม่น้ำ Hudson แล้ว ช่วงสายๆ ของวันผมก็ใช้วิธีเดินเท้า (วันนี้ไม่รู้ทำไม อยากจะเดินมากกว่าใช้ Subway ทั้งที่จริงควรเสียดายตั๋วรายสัปดาห์ที่ซื้อไว้ 😛 ) ไปยังแลนด์มาร์คสุดเจ๋งอีกที่หนึ่งของนิวยอร์คที่เรียกว่า The High Line ซึ่งใช้เวลาเดินจากย่านริมแม่น้ำ Hudson ไปประมาณ 20 นาที (เดินเรื่อยๆ อากาศเย็นๆ สบายๆ ครับ)

The High Line เป็นสวนสาธารณะลอยฟ้ายาวประมาณ 2.33 กิโลเมตรที่สร้างบนทางรถไฟเก่า ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ Manhattan พาดผ่านตั้งแต่ถนน Gansevoort st ผ่านย่าน Chelsea ไปจนถึง West Side Yard ใกล้ถนน 34th st สวนสาธารณะแห่งนี้เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2009 ถูกออกแบบโดยความร่วมมือของ James Corner Field Operations (Project Lead), Diller Scofidio + Renfro และ Piet Oudolf ที่ต้องการพัฒนาอสังหริมทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้แล้วเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ภายในสวนเน้นการตกแต่งด้วยต้นไม้นานาชนิดและยังคงเก็บสภาพเดิมของรางรถไฟเก่าไว้ด้วยบางส่วน ผู้คนนิยมมาเดินเล่น ถ่ายรูป บรรยากาศของสวนที่แปลกและชิคแห่งนี้กัน The High Line เปิดทุกวันตั้งแต่ 7.00 น. ถึง 19.00 น.

เอาจริงๆ ผมเดินไม่สุดครับ เพราะระยะทาง 2 กิโลเมตรกว่าๆ ค่อนข้างไกลทีเดียว ผมเพียงเดินจากทางเข้าฝั่งถนน Gansevoort st ไปถึงย่าน Chelsea เท่านั้น ระหว่างเดินก็เห็นทั้งคนอเมริกันและชาวต่างชาติมาเดินเล่นและถ่ายรูปกันจำนวนมาก รวมทั้งมีนางแบบนายแบบมาถ่ายแบบที่นี่ด้วย คงเพราะด้วยความชิคที่ไม่เหมือนใครเนื่องด้วยเป็นวิวสวนที่ตั้งอยู่บนรางรถไฟเก่า ทำให้ได้รูปที่ทั้งสวยและแปลกไม่เหมือนใคร ผมใช้เวลาที่ The High Line นี้ประมาณเกือบชั่วโมงครับ ถึงแม้จะระยะทางไม่ไล แต่วันนี้ผมกะว่าจะให้เป็นวันสบายๆ จึงเดินเล่นช้าๆ สลับกับคิดอะไรไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปและนั่งเล่นตามม้านั่งบ้าง รู้สึกชีวิตมันได้พักผ่อนจริงๆ ได้พลังงานเหมือนได้ชาร์จแบตอีกครั้ง จนมาถึง Chelsea market ก็ขอเดินเข้าไปสำรวจสักหน่อย เพราะว่าได้ยินชื่อเสียงของตลาดนี้มาพอสมควร

Chelsea Market เป็นแหล่งร้านอาหารและช็อปปิ้งเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในย่านที่เรียกว่า “Chelsea” สร้างขึ้นเมื่อช่วงยุคปี 1890 โดยแต่เดิมนั้นเป็นโรงงานคุ้กกี้ Oreo ที่เรารู้จักกันดี (โรงงานชื่อ National Biscuit Company หรือ Nabisco) มาร่วม 100 ปี จากนั้นในช่วงยุคปี 1990 จึงถูกพัฒนาเพิ่มเติมให้ชั้นล่างเป็นแหล่งค้าปลีกและสำนักงาน Chelsea Market ปัจจุบันบริหารงานโดยบริษัท Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ภายใน Chelsea Market มีร้านอาหาร ร้านขาย Grocery และร้านขายของฝากให้เลือกมากมาย ที่สำคัญตลาดแห่งนี้มีความ “วินเทจ” และ “ออริจินอล” มาก เหมาะแก่การเดินเล่นชมของและรับประทานอาหารเป็นที่สุด หรือสายถ่ายรูปก็ย่อมไม่ควรพลาดความ “น่ารัก” แบบวินเทจของตลาดแหล่งนี้ Chelsea Market เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 7.00 น. ถึงตีสอง (วันอาทิตย์เปิด 8.00 น. ถึงเที่ยวคืน)

.

ภายในตลาด Chelsea Market นั้นมีของกินและของฝากให้เลือกมากมายจนลายตาไปหมด ว่าไปแล้วผมก็จัดการกินมื้อเที่ยงที่นี่ไปเสียเลย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อีกทั้งได้ของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากที่นี่ฝากบรรดาผองเพื่อนอีกสักหน่อยด้วย สบายตัวไปเลย จากนั้นเมื่อสาแก่ใจที่ตลาด Chelsea Market แล้ว ผมก็ก็ย้ายร่างกายไปยังอีกจุดหมายที่ผมวางแผนไว้ว่าต้องไปให้ได้อีกที่คือ The Morgan Library & Museum โดยใช้ Subway สาย E จากสถานี 14th st ใกล้ Chelsea Market มุ่งหน้า Downtown ไปลงที่สถานี W 4th st แล้วต่อด้วยสาย F มุ่งหน้า Uptown ไปลงสถานที่ 34th St – Herald Square จากนั้นเดินไปทางถนน E 35th St และ Madison Ave สักประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้วครับ (คราวนี้ไกลเกินระยะเดินครับ เดินไม่ไหว ถึงวันนี้จะอยากเดินก็เถอะ)

The Morgan Library & Museum หรือชื่อเดิมคือ Pierpont Morgan Library เป็นพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเพื่อการวิจัยที่ตั้งอยู่ที่ถนน Madison Ave ใจกลาง Manhattan แต่เดิมนั้นเป็นห้องสมุดส่วนตัวของ John Pierpont Margan Sr. ตั้งแต่ปี 1906 (ผู้ก่อตั้ง JPMorgan Chase & Co. ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินและการลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก) ภายในห้องสมุดแห่งนี้มีทั้งหนังสือ เอกสารลายมือ ซึ่งบางชิ้นเป็นผลงานที่หาได้ยากในปัจจุบัน ห้องสมุดแห่งนี้ออกแบบโดย Charles McKim มูลค่าในการก่อสร้างอยู่ที่ 1.2 ล้านดอลลาห์ ห้องสมุดเปิดให้ผู้คนทั่วไปเข้าชมครั้งแรกปี 1927 โดยบุตรชายของ John Pierpont Margan Sr. ตามความประสงค์ของผู้เป็นบิดา ในปี 1966 The Morgan Library & Museum ได้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของนิวยอร์คและแลนด์มาร์คทางด้านประวัติศาสตร์ของชาติ The Morgan Library & Museum เปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันจันทร์ตั้งแต่เวลา 10.30 น. ถึง 17.00 น. (วันอาทิตย์เปิด 11.00 น. ส่วนวันศุกร์เปิดถึง 21.00 น.) ค่าเข้าชมคนละ 22 USD (ประมาณ 670 บาท) ภายในห้องสมุดที่ถูกแปลงสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่างจากห้องสมุดที่ผมจินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง เพราะแต่ละส่วนนั้นถูกออกแบบอย่างวิจิตรงดงามด้วยศิลปะแบบตะวันตก มีทั้งสถาปัตยกรรมลอยตัว งานจิตรกรรมฝาผนังและเพดาน รวมถึงมีหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์สมัยโบราณให้ได้ชมอีกด้วย งดงามเหนือความคาดหมายจริงๆ (การถ่ายรูปที่นี่ห้ามใช้แฟลชนะครับ)

ตั๋วเข้า The Morgan Library & Museum เป็นเข็มกลัดติดเสื้อ เก๋ไม่เหมือนใคร
.

.

Morgan Library นั้นไม่ค่อยใหญ่มากครับ แต่แบ่งเป็นห้องต่างๆ ชัดเจน ผมใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษไปกับที่นี่เพื่อเก็บภาพความสวยงามและศึกษารายละเอียดบางส่วนที่น่าสนใจของชีวิตการทำงานของ John Pierpont Morgan Sr. จากนั้นผมก็โบกมือลาห้องสมุดสุดสวยและสุดขลังไปยังเป้าหมายต่อไปที่เหมาะแก่การนั่งเล่นท่ามกลางเมืองใหญ่นั่นคือ Washington Square Park โดยใช้ Subway สาย D จากสถานี 34 St-Herald Sq มุ่งหน้า Downtown ไปลงที่สถานี West 4 St แล้วเดินต่ออีก 5 นาทีก็ถึงครับ

Washington Square Park เป็นสวนสาธารณะขนาดย่อม มีพื้นที่ 9.75 เอเคอร์ ตั้งอยู่ใกล้กับ Greenwich Village ที่เรามาเดินเล่นเมื่อช่วงเช้าวันนี้ เป็นแหล่งที่ผู้คนในย่านนี้ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน พื้นที่สวนนั้นเป็นพื้นที่เปิด สิ่งโดดเด่นที่สุดของส่วนนี้คือซุ้มประตู Washington Square ที่ตั้งอยู่ทิศเหนือของสวน และบริเวณใกล้กันนั้นยังมีสวนน้ำพุซึ่งเป็นจุดที่ผู้มาเยือนและนักท่องเที่ยวให้ความสนใจที่สุดอีกด้วย สวนสาธารณะ Washington Square Park สร้างขึ้นในปี 1871 เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่ 06.00 น. ถึง ตีหนึ่ง

ภายในสวน Washington Square Park ยามบ่ายๆ นั้นมีผู้คนออกมาเล่นกิจกรรมอย่างสเกตบอร์ด หรือ พาสุนัขมาเดินเล่น รวมถึงมีคนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจกันหนาตาเลย เป็นสวนกลางเมืองใหญ่อีกสวนที่เหมาะแก่การพักผ่อนหลีกหนีจากชีวิตที่วุ่นวาย (หนีความวุ่นวายจากกรุงเทพมาพักผ่อนที่นี่ก็ไม่เลวนะครับ 🙂 ) ผมใช้เวลาที่นี่นานเท่าไหร่จำไม่ได้ เพราะหมดไปกับการเดินเล่นและนั่งอยู่ตรงสวนใกล้ๆ ซุ้มประตูมองดูผู้คนทำกิจกรรมสลับกับให้เวลากับตัวเราเองคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาในปีนี้ที่มีทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าร้องไห้ แต่ทั้งหมดนั้นมันก็คือชีวิต แค่กระพริบตาทุกอย่างก็เป็นอดีตไปแล้ว วันนี้และพรุ่งนี้ย่อมสำคัญกว่า อยู่กับปัจจุบันและก้าวออกไปสู่อนาคตคือสิ่งที่ผมได้มาจากการนั่งคิดและให้เวลากับตัวเองในวันนี้ครับ

.

จากนั้นสักประมาณบ่ายแก่ๆ ผมก็ขอย้ายทำเลไปยังจุดหมายที่สุดท้ายของผมในวันนี้ (และเป็นจุดหมายสุดท้ายของทริปนิวยอร์คนี้ด้วย) นั่นคือผมจะปิดท้ายด้วยการช็อปปิ้งที่ย่าน SOHO (อ่านว่า โซ-โห ย่อมาจาก South of Houston street) โดยการเดินประมาณ 800 เมตาจาก Washington Square Park ครับ แต่ระหว่างทางเจอร้านไอศกรีมเล็กๆ ร้านหนึ่งชื่อ Odd Fellow ใกล้ๆ กับย่านมหาวิทยาลัยเข้า เห็นว่าน่ารักดี (ร้านไอศกรีมนะครับ ไม่ใช่นักศึกษา 😛 ) เลยขอเข้าไปลองสักหน่อย Scoop ละ 5 USD (ประมาณ 160 บาท) มีหลายสิบรสให้เลือก แต่ผมเลือกรสอะไรไปจำไม่ได้ เห็นหน้าตามมันสวยดี และลองแล้วรสชาติอร่อยมาก เหมาะกับการกินพร้อมอากาศหนาวๆ เหลือเกิน (ผมพูดจริงๆ นะ)

.

หลังจากฝาดไอศกรีมเพิ่มระดับความหวานให้กับระบบโลหิตและหัวใจแล้ว ก็ไปเวลาไปต่อยังย่าน SOHO ครับ

ย่าน SOHO เป็นแหล่งชุมชนค่อนมาทางใต้ของเกาะ Manhattan ประกอบด้วยร้านค้าและแหล่งช็อปปิ้งจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้า Brand Name และผลงานทางศิลปะ ขาช็อปหากได้มาที่ย่าน SOHO นี้แล้ว บอกตรงๆ ว่า “รอดยาก” ได้มีการจ่ายค่าสินสอดไปกับสินค้าที่นี่แน่นอน แต่ผมก็ถือเสียว่า “ให้รางวัลกับตัวเอง” ไปครับ

.

ผมได้รางวัลให้กับตัวเองไปพอสมควรจากย่าน SOHO นี้ครับ เป็นทั้งรางวัลบวกโบนัสด้วย และเมื่อลองตรวจสุขภาพทางการเงินในกระเป๋าแล้วก็ขอเอาแค่นี้ก่อน เพราะทริปอเมริกายังไม่จบ ต้องไปต่อทั้ง Philadelphia และ Washington DC อีก เดี๋ยวเงินจะไม่พอเอา 🙂 ว่าแล้วก็ขอจบการเดินเล่นที่ SOHO เท่านี้ก่อน เอาเป็นว่าไปหาอาหารเย็นแถว China Town ที่ไม่ไกลจาก SOHO นี้กินแล้วกลับโรงแรมพักผ่อนดีกว่า เพราะวันพรุ่งนี้ผมจะต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปขึ้นรถไปยังอีกเมืองที่น่าสนใจนั่นคือ Philadelphia เลยขอเก็บแรงไว้ลุยให้เต็มที่ครับ

จากที่เราใช้ชีวิตแบบนักเดินทางและท่องเที่ยวแบบ Backpacker ที่มหานครนิวยอร์คแห่งนี้ ผมขอบอกได้เลยว่า “เที่ยวง่ายมากกว่าเมืองอื่นๆ เยอะ” เพราะการเดินทางที่สะดวก สถานที่เที่ยวเข้าถึงไม่ยาก และเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ทุกที่ ผมขอยกให้นิวยอร์คเปรียบเสมือน “สนามเด็กเล่นของ Backpacker” เพราะเหตุผลดังที่กล่าวมาครับ Backpacker ทั้งมือเก่า มือใหม่ มือสมัครเล่น สามารถมาเที่ยวนิวยอร์คได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ทุกอย่างมีพร้อมที่นี่ และนี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ “นิวยอร์ค” ติดอันดับเมืองที่ผู้คนมาเยือนมากที่สุดในโลกแทบจะทุกปี ดังนั้น “ขาเที่ยว” จึงไม่ควรพลาดเมืองแห่งความอาร์ต ผสมผสาน ครบเครื่อง สะดวก และเข้าถึงได้ทุกชนชั้นที่เรียกว่า “นิวยอร์ค” ….. เพราะผมเชื่อเสมอว่า “Moving is Living

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s