Day-4 in USA : ชีวิตล่องลอยแบบมีจุดหมาย

วันที่ 4 สำหรับทริปอเมริกาของผม คำพูดที่ว่า “เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ” นั้นเป็นความจริง เพราะผมยังคงคิดว่าผมเพิ่งมาถึงนิวยอร์คเมื่อวานนี้อยู่เลย แต่ The Show Must Go on ตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลากลับ เราก็ยังคงเที่ยวต่อไปตามปณิธานของเรา 🙂

เป้าหมายของผมในวันนี้นั้นเริ่มจากการไปหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกแห่งของนิวยอร์คที่สายอาร์ตและคูลจะต้องไม่พลาดนั่นคือ Brooklyn Bridge และ DUMBO โดยวันนี้ผมตื่นตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมง อาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเช้า แล้วก็ขึ้น Subway สาย J จากสถานี Delancey/Essex มุ่งหน้า Downtown ไปลงที่สถานี Chamber St จากนั้นออกมาจากสถานีก็สามารถเดินไปสะพาน Brooklyn Bridge จากฝั่ง Manhattan เพื่อข้ามไปฝั่ง Brooklyn ได้

สะพาน Brooklyn Bridge เป็นสะพานแขวนที่เชื่อมระหว่างเกาะ Manhattan และฝั่ง Brooklyn พาดผ่านแม่น้ำ East River ที่ใช้เป็นถนนให้รถยนต์สัญจรและให้คนเดินข้าม สะพานมีความยาว 486.3 เมตร กว้าง 25.9 เมตร และสูง 38.7 เมตร และเป็นสะพานแขวนแบบสายลวดแห่งแรกของโลก สะพาน Brooklyn Bridge ออกแบบโดย John Augustus Roebling วิศวกรอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน และเปิดใช้งานครั้งแรกในปี 1883 ความเก๋และคูลของสะาพนนี้คือเป็นหนึ่งในจุดชมวิว Skyline ของมหานครนิวยอร์คและยังปรากฏอยู่ในภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง นอกจากนี้การเดินข้ามสะพานแขวนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกพร้อมกับวิวแม่น้ำและพื้นหลังเป็นนครนิวยอร์คเป็นสิ่งที่สุดจะโรแมนติคเหนือคำบรรยาย 🙂

.

ผมเดินข้ามสะพานจากฝั่ง Manhattan ไปฝั่ง Brooklyn ตลอดระยะการเดินข้ามนั้นบอกได้คำเดียวว่าสวยงามโคตรๆ เพราะนอกจากความสวยงามของสะพานที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีวิวเมือง New York แบบ Skyline พร้อมอากาศหนาวๆ นี่มันสุดยอดวิวและฟีลลิ่งมากๆ (ยิ่งได้เพลง Homeless heart – Bryan Rice กรอกหูด้วยตอนนั้น…..โอ๊ย….ฟิน)

หลังจากที่ข้ามมาฝั่ง Brooklyn แล้ว ความสนุกของการมาเที่ยวสะพานแห่งนี้ยังไม่หมด เพราะยังมีอีกที่ที่น่าไปสัมผัสบรรยากาศมากๆ คือย่าน DUMBO ซึงเป็นย่านชิคๆ ถ่ายรูปอาร์ตๆ กับวิวสะพาน Manhattan Bridge และเดินเล่นริมแม่น้ำพร้อมวิวสะพานได้อีกด้วย การเดินทางไปย่าน DUMBO นั้นไม่ยากครับ หลังจากที่ลงสะพาน Brooklyn แล้วก็เดินไปทางถนน York st ก็จะพบถนนที่เป็นคล้ายๆ ซอยและมีเบื้องหลังสุดซอยเป็นสะพาน Manhattan Bridge ใช้เวลาเดินจาก Brooklyn Bridge ไม่เกิน 10 นาที (หากกลัวหลงก็เดินตามฝูงชนที่ดูคล้ายนักท่องเที่่ยวนั่นแหละครับ ร้อยทั้งร้อยเดินไปย่าน DUMBO ทั้งนั้น) บริเวณนี้ความมหัศจรรย์อยู่ที่หากวันไหนฟ้าเปิดก็จะสามารถเห็นตึก Empire State ผ่านช่องระหว่างเสาของสะพาน Manhattan Bridge ได้อีกด้วย

เห็นยอดตึก Empire State ที่ช่องเสาสะพานมั้ยครับ 🙂

.

ผมใช้เวลาไปกับสะพาน Brooklyn Bridge และย่าน DUMBO ไปประมาณ 2 ชั่วโมงซึ่งเวลาส่วนมากหมดไปกับการถ่ายรูปและชมบรรยากาศ สักประมาณ 10 โมงผมก็มุ่งหน้าต่อไปยังอีกจุดหมายของวันนี้คือ 9/11 Memorial โดยใช้ Subway สาย A จากสถานี High Street – Brooklyn Bridge ที่อยู่ไม่ห่างจากย่าน DUMBO มุ่งหน้า Manhattan เพื่อไปลงสถานี Fulton St จากนั้นเดินไปอีกประมาณ 500 เมตรก็ถึงอนุสรณ์สถาน 9/11 Memorial

9/11 Memorial เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นบนพื้นที่เดิมของตึก World Trade Center เพื่อเป็นสิ่งแสดงความอาลัยและอุทิศให้กับโศกนาฏกรรมจากสถานการณ์ 11 กันยายน 2001 (รายละเอียดผมไม่ขอพูดถึงครับ)

อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างแล้วเสร็จในปี 2006 ถูกออกแบบโดยสถาปนิกสัญชาติอเมริกัน-ยิวชื่อ Michael Arad โดยมีลักษณะเป็นสระน้ำสีดำสองแห่งท่ามกลางป่าไม้โอ๊ค ตัวสระน้ำทั้งสองมีน้ำตกอยู่ภายในสระ รอบสระน้ำมีป้ายรายชื่อของผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ 9/11 และข้อความเชิญชวนให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสที่ป้ายชื่อนั้นเพื่อแสดงความไว้อาลัยด้วย ข้างๆ 9/11 Memorial มีพิพิธภัณฑ์อยู่ด้วยซึ่งเป็นแหล่งแสดงถึงสิ่งของและรูปภาพจากสถานการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบอกเล่าเรื่องราวของทีมกู้ภัยที่เสียสละตนเองช่วยเหลือผู้คนจากเหตุการณ์ 9/11 ราคาค่าเข้าชมคนละ 25 USD (ประมาณ 755 บาท) แต่ตัวผมเองของผ่านการเข้าชมพิพิธภัณฑ์นี้ครับ เพราะลองดูจากอินเตอร์เนตแล้วมันค่อนข้างหดหู่เนื่องจากล้วนมีแต่สิ่งที่แสดงถึงโศกนาฏกรรม กลัวตัวเองจะรับสภาพไม่ได้จึงไม่เข้าชมดีกว่าครับ ขอเพียงแค่เดินชมบรรยากาศที่สวยงามของสระน้ำทั้งสองและเก็บภาพก็เพียงพอแล้ว

.

บริเวณ 9/11 Memorial นั้นไม่แคบแต่ก็ไม่กว้าง ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็เดินเที่ยวและเก็บบรรยากาศจนทั่วแล้วครับ จากนั้นผมก็ขอโบกมือลาอนุสรณ์สถานแห่งนี้เพื่อไปยังจุดหมายถัดไปที่อยู่ใจกลางเมืองอีกที่หนึ่งคือ “Grand Central Station” ซึ่งเป็นศูนย์กลางสถานีรถไฟระหว่างเมืองของนิวยอร์ค (เปรียบเหมือนหัวลำโพงของกรุงเทพ) การเดินทางไป Grand Central Terminal นั้นผมใช้ Subway สาย 5 จากสถานี Fulton st มุ่งหน้า Uptown เพื่อไปลงสถานี Grand Central Terminal เลย ถึงจะไกลพอสมควรแต่ก็ต่อเดียวถึง

Grand Central Terminal (GCT) เป็นศูนย์กลางการเดินทางระบบรางของนิวยอร์ค ตั้งอยู่ที่ถนน 42nd st และถนน Park Avenue ในย่าน Midtown Manhattan เป็นสถานีรถไฟที่ผู้คนคับคั่งที่สุดเป็นอันดับสามของอเมริกาเหนือ มีผู้โดยสารกว่า 66 ล้านคนต่อปี สถานีรถไฟแห่งนี้เปิดใช้งานครั้งแรกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1913 ความพิเศษของสถานีรถไฟ Grand Central Terminal คือสถาปัตยกรรมภายในสถานีที่สวยงามด้วยสไตล์การออกแบบ Beaux-Arts style จากหนังเรื่อง Reed and Stem และ Warren and Wetmore ทางการของอเมริกาได้ยกให้ Grand Central Terminal เป็นแลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในปี 1976 และถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ดังมาแล้วหลายเรื่อง เช่น John Wick : Chapter 3, The Commuter, The Avenger, I am legend, Men in black II และ Armageddon เป็นต้น

.

ที่ชั้นใต้ดินของสถานี Grand central terminal เป็นศูนย์อาหารมีร้านอาหารหลายสิบร้าน ประกอบกับตอนนั้นเที่ยงวันพอดี ท้องก็เริ่มหิว ว่าแล้วก็ขอฝากท้องที่นี่เลยแล้วกัน ตัวเลือกเยอะแถมราคาไม่ได้แพงมากด้วย 😛

.

เมื่อท้องอิ่มและได้นั่งพักเอาเเรงแล้วก็พร้อมลุยกันต่อ สักประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ผมก็เดินทางไปต่อยังอีกจุดหมายที่น่าสนใจและสวยงามคือ New York Public Library : Stephen A. Schwarzman Building ที่อยู่ติดกับ Bryant Park โดยการเดินทางไปนั้นไม่ไกลจาก Grand Central Station ครับ เดินเท้าไปทางถนน E 42nd St. ประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้ว

New York Public Library : The Stephen A. Schwarzman Building (หรืออีกชื่อหนึงคือ Main Branch) ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของย่าน Midtown Manhattan เป็นห้อสมุดเพื่อการค้นคว้าวิจัยที่มีทั้งหมด 9 ภาคส่วน ภายในประกอบด้วย 4 ส่วนที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชมและใช้ประโยชน์ ส่วนอีก 5 ส่วนอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเพื่อเข้าทำงานเท่านั้น หอสมุดแห่งนี้เปิดสู่สาธารณะครั้งแรกเมื่อ 23 พฤษภาคม 1911 ตัวอาคารตั้งอยู่ด้านตะวันออกของ Bryant Park ถูกออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ด้านในส่วนที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าได้มีทั้งส่วนห้องอ่านหนังสือ ห้องเก็บหนังสือ สำนักงาน และส่วนจัดงานนิทรรศการ หอสมุด New York Public Library เปิดให้บริการฟรีทุกวัน 10.00 น. – 17.45 น. (วันอังคารและพุธ เปิดถึง 19.45 น. ส่วนวันอาทิตย์เปิด 13.00 น. – 16.45 น.)

.

บรรยากาศภายในหอสมุดนี้เงียบสงบเหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือหรือทำงานอย่างมาก ถ้าสมัยผมเป็นนักศึกษาแล้วได้สถานที่แบบนี้มานั่งอ่านหนังสือและทำงานส่งอาจารย์แล้วรับรองเกียรตินิยมไม่ไปไหนหรอกครับ 😛 (ล้อเล่นนะครับ…..อาจารย์) ดังนั้นเราในฐานะผู้มาเยือนก็ควรสำรวมและงดใช้เสียงดังเพื่อเคารพสถานที่และให้เกียรติผู้ที่มาใช้งานหอสมุดนี้ด้วย ส่วนตัวผมใช้เวลาเดินดูรอบๆ นั่งอ่านหนังสือเล็กน้อยในห้องอ่านหนังสือเพื่อลองซึมซับบรรยากาศดู จากนั้นก็เดินดูงานนิทรรศการต่างๆ หมดเวลาที่นี่ไปประมาณชั่วโมงครึ่งก็คิดว่าได้เวลาอันควรที่จะไปยังจุดหมายถัดไปที่อยู่ถัดจากหอสมุดนี้ (อยู่ด้านหลังหอสมุด) คือ Bryant Park

Bryant Park เป็นสวนสาธาณะขนาดย่อมซึ่งบริหารจัดการโดยเอกชน มีขนาด 9.6 เอเคอร์ ใจกลางย่าน Midtown Manhattan ตั้งอยู่ระหว่างถนน 5th Ave กับ 6th Ave (New York Public Library ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสวนนี้) Bryant Park สร้างขึ้นเมื่อปี 1847 ภายในสวนประกอบด้วยสนามหญ้า ทางเดิน และร้านค้าพร้อมที่นั่งพักผ่อนรับประทานอาหาร บางช่วงอาจจะมีการจัดกิจกรรมขึ้น เช่น ช่วงที่ผมไปมีลานสเกตน้ำแข็งให้เล่นด้วย

.

ผมใช้เวลาเดินเล่นรอบๆ Bryant Park ไม่นานครับ ส่วนมากผู้คนมาใช้เวลาพักผ่อนหาอาหารรับประทานกัน ตามร้านค้าก็มีของฝากและงานแฮนด์เมดมาขาย น่าสนใจดีครับ ระหว่างเดินก็ท้องเริ่มหิวอีกรอบ เพราะเห็นของกินเยอะ แต่มีแต่อาหารฝรั่งทั้งนั้น วันนี้อากาศหนาว และเริ่มเบื่ออาหารฝรั่งแล้ว จึงขอเดินจากที่นี่ไป เพื่อไปหาสิ่งที่คุ้นปากเราที่ย่าน China Town ดีกว่าครับ ว่าแล้วก็ขึ้น Subway สาย D จากสถานี 42 St-Bryant Park มุ่งหน้า Downtown ไปลงที่สถานี Grand St แล้วเดินต่อไปยัง China Town

China Town ชื่อนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นย่านคนจีนอาศัย บรรยากาศรอบๆ China Town ก็จะมีทั้งร้านค้าขายสินค้าของชาวจีน ซึ่งมีทั้งร้านอาหาร ของสด ของนำเข้า ของใช้ เสื้อผ้า ฯลฯ และมีชาวเอเชียอยู่เป็นจำนวนมาก ราคาสินค้าที่ย่าน China Town นั้นค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับย่านอื่นๆ ส่วนตัวผมมีจุดประสงค์เดียวก็คือหาอาหารเอเชียกินครับ เพราะอย่างที่บอก กินอาหารฝรั่งมาหลายวันเริ่มเบื่อ ร้านอาหารในย่านนี้มีทั้งแบบซื้อกลับไปกิน (Take Away) และแบบนั่งรับประทานที่ร้าน ตัวเลือกก็มีตั้งแต่บะหมี่ ข้าวกล่องแบบเบนโตะ ซูชิเซ็ต นอกจากย่านคนจีนและคนเอเชียแล้ว ใกล้ๆ กันยังมีย่านคนอิตาลีอาศัยอยู่ด้วย เรียกว่า Little Italy ครับ ย่านนี้ส่วนมากเป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนขนานแท้ บรรยากาศแบบอยู่ที่อิตาลีเลย ใครสนใจไปชมบรรยากาศและลองอาหารอิตาเลี่ยนในนิวยอร์คสามารถไปได้ครับ เดินไปจาก China Town ได้เลย อยู่ติดกัน

.

เดินไปเดินมาจนรอบสรุปผมได้ข้าวกล่องเบนโตะพร้อมผัดผักกับไก่เทอริยากิมาครับ อร่อยใช้ได้ เสร็จแล้วตามด้วยเป๊ปซี่อีกกระป๋อง…..อ้าาาา…..หายอยาก หลังจากอิ่มแล้วผมก็กะว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้มาอีก เพราะของน่ากินเยอะมากและยังไม่หายเบื่ออาหารฝรั่งอยากลองอีกสักอย่างสองอย่าง 😛 จากนั้นฟ้าก็เริ่มมืดก็ขอกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนดีกว่า วันนี้เดินมาเยอะขาเริ่มปวด (สาเหตุมาจากเดินเยอะนะครับ…ไม่ใช่อายุเยอะ) เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วที่นิวยอร์ค ยังต้องสู้กันต่อไปเพื่อเก็บสิ่งที่อยากไปให้ครบ

ตอนกลับถึงโรงแรมมีเวลาได้นั่งพักและได้อยู่กับตัวเราเองเงียบๆ ทบทวนในสิ่งที่เราได้ทำไปและสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ผมกลับนึกได้ว่าชีวิตนี้ถ้าจะทำให้มันยาก…มันก็ยาก แต่ถ้าเราทำให้มันง่าย…มันก็ง่ายแบบคาดไม่ถึง แค่หาสิ่งที่เรารักให้เจอแล้วลงมือทำไปให้ถึงสิ่งนั้น ถึงแม้ระหว่างทางมันจะมีปัญหาอุปสรรค เสียใจ ดีใจ ร้องไห้ หัวเราะ โดดเดี่ยว หรือครื้นเครง แต่นั่นคือชีวิตครับ เมื่อเราผ่านมันไปได้เเล้วหันกลับมามองมันอีกครั้ง มันก็คือเรื่องตลกหรือเรื่องเฮฮาเรื่องหนึ่งเท่านั้น ชีวิตที่ผมใช้อยู่นี้อาจจะดูล่องลอยในสายตาบางคน แต่ผมก็มีจุดหมายในชีวิตผม และผมเชื่อเสมอว่า “หากเรารักที่จะทำอะไร ก็ไปให้มันสุด สิ่งที่เจอระหว่างทางนั้น หลายครั้งสำคัญและน่าจดจำกว่าจุดหมายครับ” ……. 🙂

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

Shipy Siwarit Tiasuwattiseth : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s