Day-3 in USA : เสรีภาพที่ใกล้แค่เอื้อม

วันนี้ผมตั้งใจตื่นเช้าเป็นพิเศษครับ เพราะเป้าหมายแรกของผมในวันนี้นั้นควรจะไปเช้าๆ เพื่อเลี่ยงฝูงชนนั่นคือ “ไปถ่ายรูปกับ Charging Bull ที่ย่าน Wall Street” ซึ่งก่อนหน้าที่ผมจะมาก็ได้หาข้อมูลมาว่า Charging Bull นี้ถึงแม้จะไม่มีอะไรเป็นแค่รูปปั้นธรรมด๊า…ธรรมดา แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของถนน Wall Street ถนนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมของบริษัทและสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งของโลก และทุกคนก็ต่างอยากมาถ่ายรูปคู่กับเจ้ากระทิงนี้ สำหรับใครที่อยู่ในโลกการลงทุนก็คงรู้จักดีว่า Bull หรือกระทิงนั้นเปรียบเสมือนตลาดที่กำลังเป็นขาขึ้นคล้ายกระทิงที่กำลังบ้าคลั่ง นักลงทุนทุกคนชอบตลาดแบบ “กระทิง” เพราะหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ตนเองกำลังลงทุนอยู่นั้นมูลค่าก็มากขึ้นตามไปด้วย สามารถทำกำไรได้มหาศาลในช่วงตลาดแบบกระทิง จึงไม่แปลกที่จะมีการนำเอารูปปั้นเจ้ากระทิงหรือ Charging Bull นี้มาตั้งไว้ที่ถนนแห่งการลงทุนนี้ เพื่อเป็นเสมือนเครื่องรางให้เป็นขวัญกำลังใจของนักลงทุน และสำหรับผมก็ไม่พลาดที่จะมาเยือนเจ้ารูปปั้นนี้เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตการลงทุนของผมด้วย 😛

สำหรับผู้ที่จะมาเยือนและถ่ายรูปกับรูปปั้นกระทิงนี้ ผมแนะนำว่าควรจะมาถึงที่นี่แต่เช้า ถ้าเป็นไปได้มาถึงก่อน 8.30 น. ยิ่งดีเพื่อเลี่ยงผู้คนมากมายที่อยากมาถ่ายรูปคู่กับกระทิง สำหรับผมเองวันนี้ตื่นตั้งแต่ 6.30 น. แล้วรีบอาบน้ำแต่งตัวจากนั้นก็ขึ้น Subway ใกล้โรงแรมสถานี Delancey/Essex St. เช่นเดิม โดยการเดินทางไปหาเจ้ารูปปั้นกระทิงนี้นั้นสามารถขึ้น Subway สาย J มุ่งหน้า Downtown เพื่อไปลงสุดสายที่สถานี Broad St. จากนั้นเดินต่อไปทางถนน Broadway ไปจนสุดถนนก็จะเจอรูปปั้น Charging Bull ตั้งตะหง่านอยู่ตรงเกือบจะปลายแหลมสุดด้านทิศใต้ของเกาะ Manhattan เมื่อไปถึงก็ยังไม่ทันแปดโมงเช้าดีซึ่งคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็มีคนมาตั้งแถวรอถ่ายรูปกับเจ้ากระทิงบ้างแล้ว โดยความเชื่อของนักลงทุนคือ “หากใครได้จับไข่กระทิงจะนำมาซึ่งความโชคดีด้านการลงทุน” ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคลครับ โปรดใช้วิจาณญาณ 🙂

ส่วนในบริเวณใกล้ๆ แถวนั้นก้มีถนน Wall Street ศูนย์รวมแหล่งสถานบันการเงินและการลงทุนให้เดินเล่นเก็บบรรยากาศความเป็น “นักลงทุน” ได้ด้วยครับ เพลินดี

จับไข่ตามความเชื่อ…ไม่ได้ทะลึ่งนะครับ 🙂

.

ผมใช้เวลาไม่นานประมาณ 40 นาทีสำหรับการถ่ายรูปกับ Charging Bull รวมทั้งเดินเล่นแถวนั้น เพราะเป้าหมายต่อไปคือไฮไลท์ของวันนี้คือการไปเยือน “เทพีเสรีภาพ – Liberty Statue” โดยผมตั้งใจที่จะไปชมเทพีเสรีภาพใกล้ๆ ถึงบนเกาะ Liberty Island เลย ทั้งนี้การข้ามไปเกาะ Liberty Island นั้นสามารถทำได้โดยนั่งเรือเฟอรรี่จากท่าเรือที่ Battery Park ที่อยู่ถัดจาก Charging Bull ไปประมาณไม่ถึง 100 เมตรครับ

ในส่วนของตั๋วเรือข้ามไปเกาะ Liberty Island นั้นผมแนะนำ (อย่างยิ่ง) ว่าควรจะจองล่วงหน้าออนไลน์ไปก่อนเพราะเต็มเร็วหรือใช้เวลาเข้าคิวรอซื้อตั๋วนาน โดยเฉพาะช่วง Hi-Season หรือช่วง Summer และหากใครต้องการขึ้นไปบนยอดมงกุฏของเทพีเสรีภาพยิ่งต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน สำหรับผมเองนั้นใช้บริการเว็บไซต์จองออนไลน์ผ่านทาง Statue Cruise โดยตั๋วก็มีหลายแพ็คเกจให้เลือก ซึ่งแต่ละแพ็คเกจก็สามารถใช้เข้าชมส่วนต่างๆ ได้แตกต่างกันไปและราคาก็แตกต่างกันด้วย

.

ตัวผมเองนั้นเลือกจองตั๋วแบบ Reserve Ticket ราคา 18.50 USD (ประมาณ 570 บาท) ซึ่งสามารถใช้ข้ามจากฝั่ง Battery Park ไป Liberty Island และ Ellis Island (รวมถึงเข้า Immigration Museum ที่ Ellis Island ได้ด้วย) และกลับมาฝั่ง Battery Park โดยตั๋วที่ซื้อผ่านหน้าเว็บสามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิตได้และสามารถพิมพ์ออกมาสแกนบาร์โค้ดใช้ขึ้นเรือได้ทันทีไม่ต้องไปต่อแถวซื้อตั๋วอีกแล้ว (อันที่จริงตั๋วแบบ Reserve Ticket กับ Pedestal reserve ticket นั้นราคาเท่ากันแต่อย่างหลังใช้เข้าใต้ฐานเทพีเสรีภาพได้ด้วย แต่ผมจองไม่ทัน เต็มซะก่อน ขนาดจองล่วงหน้าเกือบเดือน 😦 )

หน้าตาตั๋วก็จะประมาณนี้ พิมพ์ออกมาหรือโหลดเก็บไว้ในโทรศัพท์ แล้วใช้ขึ้นเรือได้เลย

.

เรือรอบแรกเริ่มให้เช็คอินตั้งแต่ 8.30 น. (การเช็คอินคือสแกนตั๋วและผ่านกระบวนการตรวจความปลอดภัยผ่านเครื่องสแกนเหมือนสนามบิน) และออกจาก Battery Park ตอน 9.00 น. โดยสามารถดูรอบเรือได้จากเว็บนี้ https://www.statuecruises.com/departure-schedule และแผนที่การเดินเรืออยู่ที่ด้านล่างนี้ครับ

.

เมื่อทราบข้อมูลของการเดินทางไป Liberty island เพื่อชมเทพีเสรีภาพแบบใกล้ชิดและมีตั๋วอยู่ในมือแล้ว ก่อนเรือออกสัก 15 นาทีผมก็ไปขึ้นเรือ โดยผ่านการตรวจค้นตัวและสแกนด้านความปลอดภัย เมื่อถึงบนเรือแล้วก็หาที่นั่งตามอัธยาศัย มีทั้งแบบ Indoor และแบบ Outdoor ชั้นดาดฟ้า สำหรับอากาศเกือบศูนย์องศาแบบนี้เลือก Indoor ดีกว่า เจอมุมสวยๆ น่าถ่ายรูปค่อยขึ้นไปดาดฟ้าเป็นครั้งๆ จะรู้สึกชีวิตปลอดภัยมากกว่า 😛 ส่วนบนเรือมีเคาน์เตอร์ขายขนมและกาแฟด้วย ราคาไม่แพง และมีห้องน้ำด้านท้ายเรือ

จาก Battery Park สามารถมองเห็นเทพีเสรีภาพไกลๆ ได้

.

ประมาณ 9.00 น. เรือก็ออกจากท่าตามเวลาและใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีก็พาเรามาถึง Liberty Island อันเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกา อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพหรือ Statue of Liberty ตั้งอยู่บนเกาะ Liberty บริเวณอ่าวนิวยอร์ค เป็นของขวัญที่ทางการฝรั่งเศสมอบให้แก่อเมริกาเนื่องในวันเฉลิมฉลองวันชาติครบ 100 ปีเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1876 หรือกว่า 143 ปีมาแล้ว ตัวอนุสาวรีย์เป็นประติมากรรมโลหะสำริดสูง 46 เมตร (รวมฐานด้วยสูง 93 เมตร) เป็นรูปเทพีผู้หญิงชูคบเพลิงด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายถือคำจารึกประกาศอิสรภาพของอเมริกา สวมมงกุฏ 7 แฉก อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพถูกออกแบบโดย Frédéric Auguste Bartholdi แต่เดิมนั้นอนุสาวรีย์ทำด้วยโลหะผสมทองแดงกับเหล็ก มีสีทองแดงเงางาม แต่เนื่องจากตั้งอยู่กลางทะเลทองแดงจึงทำปฏิกิริยากับไอเกลือส่งผมให้มีสีเขียวเหมือนในปัจจุบัน ในปี 1984 องค์การยูเนสโกประกาศให้อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพเป็นมรดกของโลก สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนนิวยอร์คนั้น การมาเยือนอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา หรืออาจจะบอกได้ว่าหากไม่ได้มาเยือนอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพก็เปรียบเสมือนมาไม่ถึงนิวยอร์ค

.

ผมใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมงเดินเล่นรอบๆ เกาะ Liberty พร้อมกับถ่ายรูปเทพีเสรีภาพจนหนำใจ จากนั้นเป้าหมายต่อไปของผมคือต่อเรือ (โดยใช้ตั๋วใบเดิมและขึ้นเรือจากจุดที่เราลงที่ Liberty Island) ไปยังเกาะ Ellis Island เพื่อเข้าชม Immigration Museum โดยใช้เวลานั่งเรือไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น Ellis Island เป็นที่ตั้งของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเก่าที่เคยเป็นหนึ่งในด่านตรวจคนเข้าเมืองที่คนคับคั่งที่สุดในโลกในช่วงปี 1892 ถึง 1954 โดยมีผู้คนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองผ่านทางด่านนี้กว่า 12 ล้านคน บนเกาะมีพื้นที่ประมาณ 27.5 เอเคอร์ ฝั่งเหนือของเกาะเป็นที่ตั้งของอาคารพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวและกระบวนการการอพยพและการผ่านเข้าเมืองของชาวต่างชาติในสมัยก่อน ภายในพิพิธภัณฑ์นั้นมีทั้งข้าวของเครื่องใช้ พื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทางการอเมริกาได้เก็บรักษาไว้ โดยหากเดินจนครบเราจะสามารถรู้ถึงกระบวนการและความยากลำบากของการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของที่นี่ได้อย่างถ่องแท้ราวกับว่าเรามาอยู่ในสถานที่นั้น ณ เวลานั้นจริงๆ

ห้องโถงใหญ่ที่เคยเป็ยด่านตรวจคนเข้าเมืองในอดีต

.

ผมใช้เวลาเดินภายในพิพิธภัณฑ์ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อดูเรื่องราวการตรวจคนเข้าเมืองในสมัยก่อนแบบทีละขั้นทีละตอนเลย บอกตามตรงว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของที่นี่น่าสนใจมาก (ถึงแม้ที่ผ่านมาตัวผมเองจะไม่ค่อยสันทัดประวัติศาสตร์ก็ตาม) แต่ในพิพิธภัณฑ์นี้ทำให้เรารู้ที่มาที่ไปของการที่เหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงมาประชากรหลากหลายเชื้อชาติ กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่นอกจากจะคัดกรองเอกสารแล้วก็ยังมีการคัดกรองสุขภาพด้วย รวมถึงคนที่ผ่านเข้าเมืองมาได้แล้วก็มุ่งมั่นที่จะหางานทำเพื่อลงหลักปักฐานถาวร และทุกคนที่เดินทางหรืออพยพมาที่นี่ก็คาดหวังถึงสิ่งเดียวกัน “เสรีภาพ” ซึ่งเมื่อดูจากข้อมูลและสิ่งของต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์นี้ก็จะทำให้รู้ได้เลยว่าดินแดนนี้นั้นพร้อมจะมอบเสรีภาพให้กับทุกคนจริงๆ

เมื่อผมดื่มด่ำกับข้อมูลจนเสมือนว่าเราย้อนอดีตไป ณ เวลานั้นจริงๆ ผมก็ขอกลับมาที่ปัจจุบันและมุ่งหน้าไปที่เป้าหมายถัดไปของวันนี้ แต่เอาจริงคือตอนนั้นก็น่าจะเลยเที่ยงครึ่งแล้ว ท้องผมก็เริ่มหิวเพราะตอนเช้ากินมาแค่ขนมปังกับกาแฟเพราะจะรีบไปถ่ายรูปกระทิง 😛 ว่าแล้วก็ไปขึ้นเรือเพื่อกลับไปฝั่ง Battery Park โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจาก Ellis Island

เมื่อมาถึงฝั่ง Battery Park แล้วผมก็รีบส่องหาของกินทันทีและไปเจอร้าน Subway จึงหาอะไรกินง่ายๆ และมุ่งหน้าไปเป้าหมายถัดไปของวันนี้คือ The Museum of Modern Art (หรือเรียกย่อๆ ว่า MOMA) ซึ่งการเดินทางไป MOMA จาก Battery Park สามารถทำได้โดยขึ้น Subway สาย 1 จากสถานี South Ferry Subway Station มุ่งหน้า Uptown ไป 14 สถานีเพื่อลงที่สถานี 50 St – Broadway จากนั้นเดินไปอีก 800 ม. ทางถนน W54 st ก็จะถึงครับ MOMA เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.00 น. – 17.30 น. (วันพฤหัสบดีและศุกร์เปิดถึง 21.00 น.) ตั่วเข้าชม MOMA สามารถซื้อได้ทั้งช่องทางออนไลน์หรือซื้อที่เคาน์เตอร์หน้าทางเข้าก็ได้ ราคาคนละ 25 USD (ประมาณ 755 บาท)

The Museum of Modern Art (MOMA) ตั้งอยู่ที่ใจกลางแมมฮัตตันก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 1929 เป็นจัดเก็บและแสดงงานศิลปะยุคใหม่ โดยเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์แสดงศิลปะสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีอิทธิพลต่องานศิลปะสมัยใหม่เป็นอย่างมาก งานศิลปะที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดเก็บมีทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานออกแบบ ภาพวาด รูปปั้น ภาพถ่าย สื่อสอ่งพิมพ์ ภาพยนตร์และงานศิลปะอิเลคทรอนิค ในความเห็นของผมเองนั้นงานศิลปะของที่นี่ค่อนข้างหลากหลายและให้อิสระกับศิลปินในการสร้างสรรค์งาน จะเห็นได้จากงานศิลปะบางงานที่ไม่คิดว่า “มันจะเป็นศิลปะได้ยังไง” แต่ถ้ามองให้ดีก็รู้สึกมันก็เป็นศิลปะได้นี่หว่า 🙂 และเนื่องจากความเสรีในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จึงทำให้เนื้อหาของงานศิลปะบางงานนั้นมาในรูปแบบที่ค่อนข้าง “รุนแรง” และ “ก้าวร้าว” อย่างเช่นงานศิลปะอิเลคทรอนิคบางงานก็มีแนวคิดมาจากสงคราม อาชญากรรมและการนองเลือด ดังนั้นจึงควรใช้วิจารณญาณในการรับชมครับ

.

ผมเองพยายามดูงานศิลปะของที่นี่ให้ครบทุกห้อง ทุกส่วน ทุกพื้นที่ และคิดว่าเดินจนทั่ว (แต่ไม่รู้ดูจนครบทุกชิ้นหรือไม่ เพราะงานศิลปะที่จัดแสดงนั้นเยอะมาก) ดูเวลาอีกทีก็ประมาณเกือบสี่โมงเย็นตะวันเริ่มคล้อยแล้ว สิริรวมผมใช้เวลาที่นี่ไป 2 ชั่วโมงเต็ม ผมจึงตัดสินใจบอกลา MOMA เพื่อไปยังแลนด์มาร์คอีกแห่งของนิวยอร์คและเป็นจุดหมายสุดท้ายของผมในวันนี้นั่นคือ “Flatiron Buidling” โดยผมใช้ Subway สาย F จากสถานี 23 St มุ่งหน้า Downtown ไปลงที่สถานี 53 st แล้วเดินต่อไปทางถนน 5th Ave ตัดกับถนน E 23rd ก็จะเจอตึกรูปทรงคล้ายเตารีด แสดงว่าเรามาถึงตึก Flatiron แล้ว

ตึก Flatiron Building (หรืออีกชื่อหนึงว่า Fuller building) สร้างขึ้นเมื่อปี 1902 ตั้งอยู่บนเกาะสามเหลี่ยมระหว่างถนน 5th Ave และถนน E 22nd ประจบกับถนน 23rd ซึ่งเป็น 3 ถนนหลักที่ล้อมรอบตึกแห่งนี้ คนทั่วไปนิยมเรียกบริเวณย่านนี้ว่า “ย่าน Flatiron” ซึ่งมาจากชื่อของตึกนี้ และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของมหานครนิวยอร์ค หากใครเคยดูหนังเรื่อง John Wick ก็จะพบว่ารูปแบบและที่ตั้งของ Continental Hotel ก็คล้ายๆ ตึก Flatiron นี้ด้วย

Continental Hotel จากหนังเรื่อง John Wick

.

บริเวณย่าน Flatiron นี้ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปตึกเก๋ๆ นี้อยู่เยอะพอสมควรครับ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรมากในย่านนี้ หลักๆ คือมาถ่ายรูปแค่นั้นครับ

.

ผมใช้เวลาที่ผ่าน Flatiron นี้ไม่นานครับ ประมาณ 15 นาที เพื่อถ่ายรูปและเดินรอบๆ เอาบรรยากาศยามฝนพรำก่อนจะพลบค่ำ จากนั้นก็แวะหาซื้อของกินที่ผ่านนั้นก่อนจะเดินทางกลับโรงแรมตอนประมาณสัก 17.00 น.

วันนี้เป็นอีกวันที่ได้ออกมาใช้ชีวิตไปกับสิ่งที่เราไม่เคยทำ ในสถานที่ที่เราไม่เคยไป และในบรรยากาศที่หาที่ไหนไม่ได้ในโลกนี้ ที่สำคัญวันนี้เปรียบเสมือนผมได้เดินทางไปพร้อมกับกับกาลเวลาตั้งแต่อดีตกาลเรื่อยมาจนถึงโลกปัจจุบัน นั่นคือได้ไปเรียนรู้ว่าสมัยก่อนผู้คนอพยพเข้ามาสู่ผืนดินของอเมริกากันอย่างไร ผู้คนที่เข้ามานั้นไขว่คว้าและคาดหวังถึงเสรีภาพและความมั่นคงมากเพียงใดผ่านทางการไปเที่ยว Liberty Island และ Ellis Island ต่อมาก็ได้ไปรู้จักโลกในปัจจุบันผ่านทางศิลปะที่สะท้อนถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและนำมาถ่ายทอดลงบนงานศิลปะอย่างเสรีที่ MOMA ปิดท้ายด้วยการไปเก็บบรรยากาศหนึ่งในแลนด์มาร์คของนิวยอร์คที่ย่าน Flatiron ทำให้วันนี้ผมรู้สึกว่าเสรีภาพของคนเรานั้นมันไม่ได้หมายถึงอิสระเสรีในการดำรงชีวิตเท่านั้น หากแต่มันหมายรวมถึงเสรีภาพทางจิตใจและความคิด รวมถึงการได้ออกไปใช้ชีวิตในโลกที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน และที่สำคัญที่สุด “เสรีภาพของเรานั้นอยู่ที่ปลายจมูกเท่านั้น อยู่ที่ว่าเราจะหามันเจอและนำมันมาใช้กับชีวิตหรือไม่”……….. Bonne journée 🙂

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s