Day-2 in USA : New Yorker in Middle Manhatton

หลังจากที่เราอุ่นเครื่องกันที่ใจกลางนครนิวยอร์คในวันแรกเพื่อสลายอาการ “Jet Lag” และพักผ่อนมาหนึ่งคืนเต็ม วันที่สองนี้ความกระปรี้กะเปร่าก็ได้เวลากลับเข้าฝั่งและพร้อมที่จะลุยกันต่อครับ ซึ่งในวันนี้ผมว่งแผนว่าจะไปตะลุยย่าน “Middle Manhatton” กันเพื่อซึมซับวิถีความเป็น “นิวยอร์คเกอร์” ให้เต็มที่สมกับที่บินมามากกว่าหมื่นไมล์

วันนี้ผมตื่นขึ้นมาประมาณ 6.30 น. พร้อมกับอากาศหนาวจัดเกือบจะ 0 องศาเซลเซียส (แต่ก็หนาวแบบสดชื่นนะครับ เพราะคุณภาพอากาศ AQI ที่นี่ดีมาก) หลังจากที่บู้สต์สมองตั้งโปรแกรมได้แล้วก็อาบน้ำแต่งตัวและออกไปหาข้าวเช้ากินกันประมาณ 8.30 น. (เมื่อวานง่วง เหนื่อยรีบกลับมานอน จนลืมหาเสบียงไว้สำหรับตอนเช้า ซึ่งปกติทุกครั้งที่ผมพัก Hostel ผมจะหาอาหารเช้าของวันถัดไปเผื่อไว้ทุกครั้งเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา ซึ่งอาหารเช้าที่ผมเตรียมก็ง่ายๆ เช่นขนมปังกับนมหรือน้ำผลไม้) วึ่งถือว่าโชคดีที่ใกล้ๆ โรงแรมผมมีร้าน McDonald อยู่ใกล้ๆ จึงเดินไปจัดมัฟฟินแฮมชีสกับกาแฟร้อนหมดไป 6.50 USD (ประมาณ 200 บาท) นั่งกินที่ร้านชิลล์ๆ ไม่เร่งรีบให้เหมาะกับการมาพักผ่อนจากความวุ่นวาย 🙂 จากนั้นเมื่อท้องอิ่มก็พร้อมจะออกไปยังจุดมุ่งหมายแรกของเราในวันนี้คือ The Metropolitan Museum of Art (หรือเรียกย่อๆ ว่า THE MET) ซึ่งใช้การเดินทางโดย Subway เช่นเดิมโดยนั่งจากสถานี Delancey/Essex st สาย F มุ่งหน้า Uptown ไป 2 สถานีเพื่อลงสถานี Broadway-Lafayette St แล้วต่อด้วยสาย 4 มุ่งหน้า Uptown อีกเช่นกันไปลงสถานี 77 St จากนั้นก็เดินอีกสัก 10 นาทีก็ถึง THE MET ผมไปถึงที่นั่นเวลา 10 โมงเศษซึ่งเป็นเวลาที่พิพิธภัณฑ์เริ่มเปิดพอดี THE MET ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาและเป็นหนึ่งในสามของพิพิธภัณฑ์ที่คนเข้าชมมากที่สุดในโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน 1870 หรือเกือบ 150 ปีมาแล้ว จุดประสงค์ในการก่อตั้งคือต้องการเป็นแหล่งสะสมงานศิลปะและเป็นแหล่งศึกษางานศิลปะให้กับชาวอเมริกัน ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของ Central Park ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 19 แผนก พื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตรและมีงานศิลปะกว่า 2 ล้านชิ้นตั้งแต่ศิลปะยุคคลาสสิค อียิปต์โบราณ แอฟริกา เอเซีย-แปซิฟิค งานสะสมอเมริกันสมัยใหม่ รวมถึงงานประติมากรรมและงานจิตรกรรมจากประเทศในยุโรปอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีงานสะสมทั้งเครื่องดนตรี เสื้อผ้า อาวุธโบราณ เสื้อเกราะต่างๆ กระจายอยู่ตามแต่ละพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย THE MET เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.00 น. ถึง 17.30 น. (วันศุกร์และวันเสาร์เปิดถึงสามทุ่ม) ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปอยู่ที่คนละ 25 USD (ประมาณ 760 บาท) ซึ่งสามารถซื้อตั๋วได้ที่เคาน์เตอร์หน้าทางเข้าหรือเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติโดยรับทั้งเงินสดและบัตรเครดิต ภายในพิพิธพัณฑ์สามารถถ่ายรูปได้เต็มที่ แต่ห้ามถ่ายวีดีโอเท่านั้นครับ

.

อย่างที่ผมบอกไปครับว่างานศิลปะที่นี่มีความหลากหลายและจำนวนเยอะมาก ดูเท่าไหร่ก็ไม่มีหมดง่ายๆ แน่นอน ใครที่ชอบเสพย์งานศิลปะทั้งสมัยเก่าและสมัยใหม่ THE MET นี่คือสวรรค์ชัดๆ แต่สำหรับผมก็เอาแค่ “หอมปากหอมคอ” ครับ ชิ้นไหนที่ผมสนใจหรือเห็นว่ามันสวยก็ใช้เวลากับมันมากหน่อยในการอ่านรายละเอียด ส่วนชิ้นไหนที่ไม่ค่อนต้องตาต้องใจก็ดูแบบผ่านๆ ครับ แต่ผมก็ใช้เวลาที่ THE MET นี้ไปร่วม 3 ชั่วโมงทีเดียว เพราะถึงแม้จะไม่ได้ชอบงานศิลป์แบบจริงจัง แต่มีผลงานให้ชมแบบนี้ก็เพลินใช้ได้เลยทีเดียวครับ รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าท้องหิวเสียแล้ว จึงออกไปหาอะไรกินดีกว่า โดยเดินเล่นแถวๆ นั้นชมบรรยากาศไปด้วยก็ไปเจอร้าน Subway เลยจัดแซนด์วิชชื่อดังที่ประเทศต้นกำเนิดไปพร้อมเป๊ปซี่จากนั้นก็พร้อมออกไปลุยใจกลาง Manhattan กันต่อเลย

เป้าหมายต่อไปสำหรับวันนี้ของผมคือไปเดินเล่นที่ Central Park ครับ โดย Central Park นี้อยู่ถัดจาก THE MET เลย (พูดให้ถูกคือ THE MET ตั้งอยู่ใน Central Park มากกว่า) Central Park เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในนครนิวยอร์คและอเมริกาตั้งอยู่ใจกลางเกาะ Manhattan ระหว่าง Upper West Side และ Upper East Side มีพื้นที่ 3.41 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 460 สนามฟุตบอล) และเป็นสวนสาธารณะที่มีคนเข้าชมมากที่สุดอีกด้วย Central Park สร้างขึ้นเมื่อปี 1853 โดยตั้งใจให้เป็นเสมือน “ปอด” ของเมืองนิวยอร์ค ภายใน Central Park นั้นมีทั้งส่วนที่เป็นสนามหญ้า ลู่จักรยาน ลู่วิ่ง สระน้ำ ร้านอาหาร รูปปั้นตกแต่งต่างๆ รวมถึงพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจมากมาย อีกทั้งยังมีสวนสัตว์ สนามเบสบอล ลานสเก็ตน้ำแข็ง และบางครั้งก็ใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ ด้วย Central Park เปิดให้ทุกคนเข้าฟรีทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตีหนึ่ง (แต่บางพื้นที่อาจจะปิดหลังตะวันตกดินหรือบางส่วนเช่น สวนสัตว์จะต้องเสียค่าเข้าชม) ผมคิดว่าหลายๆ คนคงจะเคยเห็นภาพ Central Park มาบ้างอย่างในหนังฮอลลิวู้ดบางเรื่องก็ใช้ Central Park เป็น Location ถ่ายทำด้วย

.

ผมใช้เวลาเดินเล่นใน Central Park เรื่อยๆ ล่องมาทางใต้มุ่งหน้า Downtown ประมาณเกือบชั่วโมงครึ่ง โดยอาศัยเดินๆ หยุดๆ พักๆ ถ่ายรูปกับชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ จนสุดสวนทางด้านทิศใต้ ระหว่างเดินในสวนก็เห็นคนจัดงานอีเวนท์พสมควร ทั้งงานวิ่งภายในสวน หรืองานปั่นจักรยาน รวมทั้งเจอคนพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นหรือคนมาปิคนิคกันก็มีให้เห็นเยอะ อาจจะเพราะวันที่ผมไปเป็นวันอาทิตย์พอดี คนเลยออกมาข้างนอกกันและก็มีงานกิจกรรมเยอะเป็นพิเศษ

สักประมาณบ่ายสามโมงเศษ ผมก็คิดว่าน่าจะได้เวลาสำหรับ Highlight ของวันนี้นั่นคือผมจะไปชมตะวันตกดินเหนือมหานครนิวยอร์คที่บนยอดตึก Rockefeller โดยผมใช้วิธีการเดินจากสวน Central Park นั่นแหละครับ เดินลงใต้มาทางถนน Fifth Avenue เรื่อยๆ ถนนสายนี้เป็นเหมือนถนนสายหลักของใจกลาง Manhattan เลยก็ว่าได้ ร้านค้าแบรนด์เนมหรือตึกที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น Trump Tower ก็ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ แผนการของผมในการขึ้นยอดตึก Rockefller คือผมจะขึ้นไปก่อนเวลาตะวันตกดินสักประมาณ 30 นาที เพื่อจะได้ตั๋วที่ถูกกว่าขึ้นไปตอนตะวันตกดิน 10 USD และเลี่ยงการเข้าคิวยาวและอยู่บนนั้นรอจนตะวันตกดินเพื่อชมวิวและถ่ายรูป ผมเช็คเวลาประมาณการตะวันตกดินในวันนั้นคือประมาณบ่ายสี่โมง (เวลาที่ค่าตั๋วจะปรับขึ้น) ตอนนั้นระหว่างเดินไปตึก Rockefeller ก็ผ่านสถานที่น่าสนใจสามแห่งคือ ร้าน Apple Store สาขา Fifth Avenue, โบสถ์ St.Thomas และ โบสถ์ St.Patrick ซึ่งทั้งสามสถานที่นี้เข้าฟรีครับ เลยแวะเข้าไปดูชมก่อนไปขึ้นตึก Rockefeller

ร้าน Apple Store สาขา Fifth Avenue ตัวร้านอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ข้างในคนเยอะมาก

.

ผมไปถึงตึก Rockefeller ประมาณบ่ายสามครึ่ง เมื่อไปถึงก็ไม่รอช้าเดินไปถามที่ Reception ว่าที่ซื้อตั๋วและทางขึ้น Top Of The Rock อยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่าให้เดินไปด้านข้างตึกจะมีป้ายบอกทางเข้าใหญ่ๆ เลย สำหรับผมไม่ได้ซื้อตั๋วออนไลน์มาไว้ก็ไปเข้าแถวซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์โชคดีที่แถวยังไม่ยาว ราคาค่าตั๋วสำหรับขึ้นยอดตึกอยู่ที่คนละ 38 USD (ประมาณ 1,150 บาท)

ด้านหน้าตึก Rockefeller Center
ทางเข้าบริเวณซื้อตั๋วขึ้นยอดตึก Rockefeller

.

หลังจากที่ซื้อตั๋วแล้วก็เดินผ่านกระบวนการสแกนตัวและกระเป๋าตามระเบียบความปลอดภัยของตึกและขึ้นลิฟต์ตรงดิ่งขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้าของตึก ผมขอแนะนำว่าบนดาดฟ้านั้นลมแรงและหนาวมากในช่วงหน้าหนาว ให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้พร้อมด้วยครับ เมื่อไปถึงด้านบนแล้วตอนนั้นตะวันยังไม่ตกดิน ผมก็อาศัยจังหวะนี้เก็บภาพเหนือมหานครนิวยอร์คพร้อมกับวิวตึก Empire จากมุมสูงในบรรยากาศตอนสว่างเป็นการอุ่นเครื่องครับ โดยจากบนยอดตึก Rockefeller นั้นมีทั้งหมดสามชั้นด้วยกัน ชั้นแรกเป็นโถงใหญ่ใช้กันหนาวได้ ช่วงไหนออกไปถ่ายรูปวิวด้านนอกแล้วหนาวจนไม่ไหวก็เข้ามาพักได้ ส่วนอีกสองชั้นเป็นบนยอดเลย สามารถชมวิวนิวยอร์คและ Central Park แบบ 360 องศาได้แบบเต็มตา

.

ผมใช้เวลาช่วงก่อนตะวันตกดินเดินไปมาทั้งสามชั้นเพื่อถ่ายรูปวิวนิวยอร์คสักพักตะวันก็เริ่มคล้อยและ Highlight ของวันนี้ที่ผมรอคอยก็มาถึง พอตะวันเริ่มลับขอบฟ้าบรรดาตึกสูงต่างๆ ก็เริ่มเปิดไฟและแสงสีของมหานครนิวยอร์คก็เริ่มปรากฏขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งตึก Empire ที่นิยามของคำว่า “ป่าคอนกรีต” มันแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดและสวยงามมาก บอกตามตรงว่าตอนแรกผมก็คิดว่าค่าตั๋วขึ้นมาบนนี้แพงพอสมควร แต่พอได้เห็นวิวแบบนี้แล้ว บอกได้คำเดียวว่า “คุ้ม” ครับ

.

หลังจากที่เก็บภาพและชมบรรยากาศยามค่ำคืนของมหานครนิวยอร์คจากบนยอดตึก Rockefeller จนหนำใจแล้ว ผมก็ถือโอกาสช่วงที่คนยังไม่ทยอยลงจากยอดตึกนั้นลงมาก่อนสักพัก เพราะหากรอคนลงพร้อมกันหมดรับรองคิวลงลิฟต์ยาวแน่ๆ และเมื่อลงมาถึงข้างล่างแล้วผมก็ถือโอกาสไปเดินเล่นย่าน Broadway Street ซึ่งเป็นบริเวณแสงสีและโรงละครแสดงโชว์ที่มีชื่อเสียงของนิวยอร์ค แต่ผมยอมรับว่าผมไม่ใช่คอการแสดงครับ จึงแค่เดินเล่นเอาบรรยากาศพร้อมกับหาอะไรใส่ท้องและซื้อของฝากย่านนั้นนิดหน่อยก่อนจะขึ้น Subway กลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน เพราะวันพรุ่งนี้ผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปอีกแลนด์มาร์คที่สำคัญของนิวยอร์คอีกที่ 🙂

.

เมื่อกลับมาถึงโรงแรมสักประมาณสองทุ่มผมก็จัดการอาบน้ำและพักผ่อนแทบจะทันที เพราะรู้สึกวันนี้ใช้หลังงานเดินขาลากอีกวัน แต่เป็นการเหนื่อยแบบที่มีความสุขจริงๆ ครับ เพราะระหว่างวันนี้ผมก็คิดในใจตลอดเวลาเลยว่า “ชีวิตเราหากรู้ว่าเราต้องการอะไร และเดินเข้าไปหาสิ่งนั้นด้วยกำลังของเราเอง มันเป็นอะไรที่แบบรู้สึกว่าเราใช้ชีวิตได้คุ้มค่าจริงๆ” เราอาจจะไม่ได้ทุกสิ่งอย่างตามที่เราคิด ชีวิตนี้มีผิดหวังสมหวังกันไป แต่ชีวิตนี้มันอยู่ได้ด้วยการ Moving ตราบใดที่ชีวิตเรามี Moving เราก็หาความสุขเล็กๆ จากมันได้เสมอ…..ฝันดีครับ 😛

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s