คิดไรไม่ออก…บอกเชียงราย [PART-3]

วันที่สามของทริปเชียงรายครับ เราตื่นเช้ามาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์บนดอยผาฮี้ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า จากนั้นก็ล้างหน้าแปรงฟันและไปรับประทานอาหารเช้าที่ทางโฮมสเตย์เตรียมไว้ให้ โดยเมนูเป็นข้าวต้มหมูใส่ไข่ (แต่เป็นไข่ดาวครับ ไม่ใช่ไข่ลวกเหมือนที่เราเคยพบเห็น แปลกตาแต่อร่อยมาก) เสิร์ฟพร้อมกาแฟหรือชาร้อนๆ….นั่งรับประทานพร้อมวิวบนยอดดอยดูพระอาทิตย์ยามเช้าและแดดอ่อนๆ….ฟินตั้งแต่เช้าเลยทีเดียว 😛

หลังจากท้องอิ่มและชมบรรยากาศยามเช้าจนจุใจแล้ว เราก็จัดการเก็บข้าวของพร้อมกับเช็คเอาท์และโบกมือลาผาฮี้แล้วไปเที่ยวตะลุยเชียงรายกันต่อ ซึ่งเราใช้เวลาเที่ยวเชียงรายลัดเลาะตามภูผาป่าดอยและนอนสูดอากาศบริสุทธิ์บนพื้นที่สูงมาสองวันเต็มแล้ว วันนี้สามนี้ก็ขอออกไปเที่ยวต่อยังสถานที่สำคัญของเชียงรายบนพื้นราบกันบ้าง โดยเป้าหมายแรกของเราในวันนี้ก็คืออำเภอแม่สาย อำเภอที่อยู่เหนือสุดแดนสยามครับ โดยการเดินทางไปแม่สายนั้นเราก็ใช้เส้นทางจากผาฮี้มุ่งหน้าไปทางผาหมีและลัดเลาะถนนเลียบชายแดนไทยพม่า ระหว่างทางก็จะมีด่านตรวจอยู่สองสามด่าน ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงตัวอำเภอแม่สาย เส้นทางจากผาฮี้มาแม่สายก็เป็นทางลงเขา ยังไงก็ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ใช้ความเร็วตามที่ป้ายบอกทางกำหนดจะปลอดภัยที่สุดครับ

เรามาถึงแม่สายประมาณ 10 โมงเช้าและที่หมายแรกของเราคือไปชมวิวเมืองแม่สายและชายแดนไทย-เมียนมาร์ที่วัดพระธาตุดอยเวา โดยวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับจุดผ่านแดนและตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถเดินขึ้นบันไดหรือขับรถขึ้นไปถึงบนพระธาตุได้เลย จากบนพระธาตุสามารถมองเห็นวิวเมืองแม่สายและมองข้ามแม่น้ำรวกไปเห็นฝั่งท่าขี้เหล็กของประเทศเมียนมาร์ได้เลย

.

หลังจากที่เดินเล่นชมวัดพระธาตุดอยเวา เราก็ลงมาด้านล่างเพื่อชมตลาดแม่สาย ตลาดการค้าชายแดนที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย (เสียดายช่วงนี้โควิดระบาด ไม่งั้นเราก็สามารถข้ามแดนไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเพื่อช้อปปิ้งสินค้าได้อย่างสบายใจแล้ว…เอาไว้โควิดหายแล้วมาใหม่แล้วกันเนอะ​ 🙂 ) เราใช้เวลาเดินเล่นกันจนเที่ยงก็มองหาของกินแถวตลาดแม่สายนั่นแหละ เมื่อื้องอิ่มแล้วเราก็มุ่งหน้าไปยังอีกสถานที่เที่ยวขึ้นชื่อที่เคยเป็นข่าวดังไปทั่วโลกนั่นคือ “ถ้ำนางนอน” โดยใช้เส้นทางถนนพหลโยธินมุ่งหน้าเข้าเชียงราย (แน่นอนว่าต้องขับมุ่งเข้าเชียงรายอยู่แล้ว เพราะขับออกต่อไปไม่ได้แล้ว สุดเขตชายแดนแล้วนิ…555) ใช้เวลาขับไม่นานประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้ว โดยประวัติของที่นี่คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะเคยมีกลุ่มทีมฟุตบอลเยาวชนท้องถิ่นของเชียงรายที่ชื่อหมูป่าอคาเดมี่มาเกิดอุบัติเหตุติดอยู่ในถ้ำแห่งนี้กว่า 18 วันกว่าทีมค้นหาจากทั่วทั้งโลกจะสามาถช่วยชีวิตออกมาได้ แต่ด้วยสถานการณ์นี้ทำให้เกิดตำนานวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตหนึ่งท่านที่จะเป็นที่จดจำไปชั่วนิรันดร์คือ “จ่าแซม – จ.อ.สมาน กุนัน” ทำให้เกิดเป็นอนุสาวรีย์จ่าแซมตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่หน้าปากถ้ำเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีนี้ด้วย

.

รอบถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนนั้นมีพิพิธภัณฑ์แสดงภาพและกระบวนการช่วยชีวิตในเหตุการณ์ช่วยชีวิตระดับโลกนี้ไว้ด้วย เราใช้เวลาเที่ยวชมทั้งตัวถ้ำและพิพิธภัณฑ์ประมาณครึ่งชั่วโมงก็โบกมือลาถ้ำหลวงเพื่อไปยังสถานที่เที่ยวถัดไปของเราอย่าง “สามเหลี่ยมทองคำ” ที่อำเภอเชียงแสนกัน โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 123 จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าถนนหมายเลข 1290 มีป้ายบอกทางตลอดไม่ต้องหลัวหลง ระยะทางทั้งหมดประมาณ 35 กิโลเมตร ใช้เวลาแวนซ์ทั้งสิ้นราวๆ หนึ่งชั่วโมง

เรามาถึงสามเหลี่ยมทองคำประมาณบ่ายสองครึ่ง ก็ขอเอาสัมภาระไปเก็บที่โรงแรมตรงสามเหลี่ยมทองคำที่เราจองไว้ชื่อ “บัวคำริมโขง” จากนั้นก็ขอพักผ่อนสักครู่ให้หายเหนื่อยจากการขับรถสองล้อยิงยาวมาที่นี่ ช่วงบ่ายแก่ๆ เราออกไปเที่ยวกันต่อที่สามเหลี่ยมทองคำกัน โดยจุดนี้ถือเป็นจุดแห่งสุดยอดวิวที่เดียวในประเทศไทยที่เป็นรอยต่อของสามประเทศนั่นคือไทย ลาว และเมียนมาร์โดยมีเพียงแม่น้ำโขงขวางกั้นเท่านั้น เราสามารถมองเห็นดินแดนของทั้งสามประเทศจากจุดนี้ ใครมาที่อำเภอเชียงแสนแล้วไม่ได้มาลมวิวสามเหลี่ยมทองคำก็อาจจะถือได้ว่ามาไม่ถึงเชียงแสน สามเหลี่ยมทองคำนั้นอยู่ห่างจากตัวอำเภอเชียงแสนเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น แต่วันนี้เราขอเที่ยวชมวิวสามเหลี่ยมทองคำก่อนและเดี๋ยวไปชมวิวกันต่อที่อำเภอเชียงแสน (หากไม่มีโควิดและด่านข้ามแดนเปิด เราสามารถนั่งเรือข้ามฟากไปเที่ยวฝั่งเมืองห้วยทราย ประเทศลาวได้ด้วย)

.

หลังจากนั้นสักช่วงเย็นๆ เราก็ย้ายจากสามเหลี่ยมทองคำ ขับสองล้อคู่ใจเลียบริมฝั่งโขงไปชมวิวที่ตัวอำเภอเชียงแสนยามเย็นกัน โดยตัวอำเภออยู่ติดแม่น้ำโขงมองไปเห็นฝั่งลาวยาวตลอดแนว ช่วงเย็นๆ มีร้านอาหารมาตั้งขายริมแม่น้ำและผู้ออกมาเดินเล่นพักผ่อนกันหนาตา บรรยากาศก็ชิลล์ๆ เหมาะแก่การรีแล็กซ์เป็นที่สุด

เราใช้เวลาเดินเล่นหาของกินตามริมโขงพร้อมกับนั่งเล่นรับลมเย็นๆ ริมแม่น้ำปล่อยใจให้ล่องลอยโดยไม่ต้องมีอะไรมาขังมันไว้ ซึ่งมันก็ทำให้เราได้รับความสุขไปอีกแบบ โดยรู้สึกว่าการที่เรามีโมเมนต์ที่เราไม่ต้องขังใจเราเอาไว้นั้น มันรู้สึกได้ถึงอิสระภาพทางใจที่ไม่ค่อยได้สัมผัสมันเท่าไหร่ แต่เมื่อได้สัมผัสมันแล้วมันทำให้เราได้รู้ว่าสุขนั้นหาไม่ยาก ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเรานั่นเองที่จะเลือกมัน

จนเกือบค่ำเราก็ขอขับรถกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนกับการเดินทางที่จะว่ายาวนานมันก็ใช่สำหรับวันนี้ เพราะเริ่มตั้งแต่ลงจากดอย ไปเที่ยวชายแดน กลับมาเที่ยวถ้ำ จากนั้นมาจบการเดินเล่มริมแม่น้ำที่กั้นสามประเทศ มันทำให้รู้สึกว่าอิสระภาพของชีวิตนั้นมันก็ไม่ได้ยากที่จะหาเจอ ขอเพียงแค่ใจเราพร้อมที่จะเปิดรับมัน ความสุขจากอิสระก็พร้อมจะเปิดรับเราเช่นกัน….ยิ้มให้กับทุกโมเมนต์ของชีวิตครับ

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s