เที่ยวออสเตรเลียวันที่ 2 : ออกไปลุย Blue Mountain !

     หลังจากที่วันแรกเราไปเยือนใจกลางเมือง Sydney มาแล้ว (และได้พักผ่อนเต็มที่แล้วด้วย) วันนี้พวกเราวางแผนกันว่าจะออกนอกเมืองไปเที่ยวแหล่งมรดกโลกอีกแห่งที่ไม่ไกลจาก Sydney ซึ่งนั่นคือ “Blue Mountains National Park” ที่ตั้งอยู่ที่เมืองชื่อแปลกหู “Katoomba (กาทูมบ้า)” โดยชื่อเมืองนี้เป็นภาษาโบราณของชนเผ่า Aboriginal ชนเผ่าพื้นเมืองของออสเตรเลีย คำว่า Katoomba มีความหมายว่า “น้ำตกจรัสแสง (Shining of falling water)”

     ปกติการไปเที่ยว Blue Mountain หรือ Katoomba จาก Sydney ถ้าเอาแบบง่ายและสะดวกที่สุดคงไม่พ้นการซื้อแพคเก็จทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับ โดยส่วนมากเดินทางโดยรถบัสหรือรถโค้ช แต่พวกเราวางแผนและหาข้อมูลกันล่วงหน้าก่อนมาแล้วว่ามีวิธีที่ประหยัดและได้ดื่มด่ำบรรยากาศกว่าการซื้อทัวร์ ซึ่งนั่นก็คือการนั่งรถไฟชานเมืองไปเองก็ได้ โดยมีรถไฟสาย Blue Mountain line ออกจากสถานี Sydney Central แทบจะทั้งวัน และใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถจัดทริปแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ สามารถเช็คตารางเวลารถไฟได้จากที่นี่ โดยเลือกดูตารางเวลาของ Blue Mountain line สำหรับวันที่เราไปนั้น (วันที่ 13 พ.ค. 2018) เราศึกษาตารางรถไฟทั้งขาไปและขากลับก่อนเดินทางแล้ว สามารถดูตัวอย่างตารางรถไฟจากรูปด้านล่าง

 

2

_________________________________________________________________________________________

1

 

     ขาไปเราเลือกรถไฟรอบเวลา 08.18 น. (ตอนขึ้นรถไฟให้สังเกตหาขบวนที่ไปปลายทาง ที่มี Katoomba อยู่ในทางผ่านนั้น ซึ่งอาจจะไม่ใช่ Bathurst เสมอไป อย่างของเรารอบ 08.18 น. นั้นสุดทางที่สถานี Lithgow  จากนั้นดูว่าจอดชานชาลาไหนจากหน้าจอในสถานีได้เลย หรือหากสงสัยก็ถามคนแถวนั้นก็ได้) ส่วนขากลับเรากะเวลาเที่ยวเสร็จให้ทันกลับรถไฟเที่ยวเวลา 15.51 น. โดยระยะเวลาประมาณนี้เราสามารถเก็บไฮไลท์ต่างๆ ที่สำคัญได้หมดพอดี รถไฟที่นี่ตรงเวลามาก หากพลาดขบวนที่ต้องการแล้วก็รอขบวนถัดไปเอา อ้อ…..ลืมบอกไป การขึ้นรถไฟชานเมืองไป Blue Mountain นั้น สามารถใช้บัตร Opal ที่เราซื้อเมื่อวานก็ได้ครับ เพียงแต่เติมเงินไว้ให้พอเป็นอันใช้ได้ ค่ารถไฟขาละ 8.50 AUD (ประมาณ 212.50 บาท) ระยะทางประมาณ 100 กม.

     พวกเราไปถึงสถานี Sydney Central Station ตั้งแต่ก่อนแปดโมงเช้า กะว่ามีเวลาประมาณ 18 นาทีก่อนขึ้นรถคงจะพอให้หาอะไรกินตอนเช้าและเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถไฟ แต่ที่ไหนได้สถานีรถไฟที่นี่ใหญ่มาก มีหลายฝั่งหลายชานชาลามาก เล่นเอาหลงไปหลายนาที กว่าจะเจอชานชาลาของขบวนรถเราก็แทบจะไม่ทันแล้ว เลยต้องหาซื้อแซนวิชไปกินกันบนรถแทน เรียกได้ว่าขึ้นรถ 08.17 น. ออก 08.18 น. ก็ว่าได้ ดังนั้นใครที่ไม่คุ้นกับสถานีนี้ควรเผื่อเวลาให้ดี

 

4

3

รถไฟของเราที่จะไป Katoomba นั้นไปสุดทางที่ Lithgow จอดที่ชานชาลาหมายเลข 5 จากนั้นมาคอนเฟิร์มที่หน้าจอแจกแจงสถานีของแต่ละสายอีกครั้ง

 

5

ชานชาลาและรถไฟของเราที่จะเดินทางไป Katoomba

 

6

บรรยากาศภายในรถไฟชานเมืองที่เรานั่งไป Katoomba เป็นรถไฟสองชั้น เลือกที่นั่งได้ตามสะดวก และเนื่องจากเป็นรถไฟขาวิ่งออกจากเมืองในตอนเช้า คนเลยโล่งเป็นพิเศษ เพราะส่วนใหญ่คนจะนั่งรถไฟเข้าเมืองมาทำงานกัน

 

     หลังจากที่รถไฟออกตรงตามเวลาแล้ว เราก็จัดการกินแซนวิชที่ถือขึ้นมาเป็นอาหารเช้า จากนั้นอากาศเย็นๆ รถวิ่งนิ่มๆ เราก็นั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปเรื่อยๆ จนเกือบจะเลยสถานี มาสะดุ้งตื่นกันสถานีเดียวก่อนถึง Katoomba โชคยังดีที่ยังไม่นั่งเลยป้าย ไม่งั้นต้องหารถไฟย้อนกลับมา 🙂

     หลังจากที่เราลวรถไฟที่สถานี Katoomba ซึ่งเป็นสถานีรถไฟเล็กๆ แล้ว เราก็เดินออกจากสถานีมาที่ทางออกด้านหน้า (อย่าลืมแตะบัตร OPAL ขาออกด้วยนะ สถานีนี้ไม่มีแผงกั้น มีแค่เสาให้แตะบัตร) ซึ่งตรงทางออกด้านหน้านั้นจะมีร้านขายทัวร์อยู่ 1 ร้าน ขายทัวร์แบบเหมาวันไปเลย รวมทุกอย่างในนั้นแล้ว แต่ราคาแพงพอสมควร ใครอยากเน้นสะดวกเข้าไปซื้อทัวร์ที่ร้านนี้ได้ แต่เราขอไปเองแบบสไตล์เราดีกว่า ว่าแล้วก็เดินออกมาที่วงเวียนแล้วเดินทางถนน Katoomba Street (สังเกตจะมีร้าน Subway อยู่บนถนนนี้) ประมาณ 50 เมตรก็จะเห็นป้ายรถเมล์ แล้วก็จัดการขึ้นรถเมล์สาย 686 (ใช้บัตร OPAL แตะขึ้นลงรถได้) โดยรถเมล์สายนี้ผ่านที่เที่ยวที่เราต้องการไปครบเลยทั้ง Echo Point (Three Sisters) และ Scenic World และใช้นั่งกลับมาสถานีรถไฟ Katoomba ได้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นสายหากินของเราในวันนี้เลย

 

1

ถึงแล้วสถานี Katoomba

 

2

ถ่ายรูปกับป้ายสถานีประเดิมก่อนเลย

 

3

วงเวียนหน้าสถานีรถไฟ Katoomba และทางเดินไปขึ้นรถเมล์สาย 686

 

4

รถเมล์สาย 686 ที่เราจะใช้เดินทางตะลุย Katoomba ในวันนี้ครับ

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บรรยากาศบนรถเมล์สาย 686

 

     หลังจากที่เราขึ้นรถแล้ว เราก็นั่งประมาณ 10 นาที เพื่อไปยังจุดหมายแรกคือ Echo Point เพื่อไปดูวิว Three Sisters ซึ่งเป็นภูเขาหินสามแท่งตั้งตะหง่านเรียงกันภายในหุบเขาของอุทยานแห่งชาติ Blue Mountain National Park นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่หาชมที่ไหนไม่ได้ ตามตำนานของชนเผ่า Aboriginal นั้นได้เล่าขานมาว่า “มีหญิงสาวชาวเผ่า Katoomba 3 คนซึ่งเป็นพี่น้องกัน ชื่อ Meehni, Wimlah และ Gunnedoo อาศัยอยู่ในหุบเขา Jamison Valley ได้ตกหลุมรักกับชายสามคนที่เป็นชนเผ่า Nepean แต่ด้วยกฏของชนเผ่า Nepean ที่ห้ามแต่งงานกับชนเผ่าอื่น ทำให้ทั้งสามตัดสินใจลักพาตัวสามอนงค์นางเผ่า Katoomba เพื่อหวังจะได้อยู่ด้วยกัน เป็นเหตุให้เกิดสงคราระหว่างสองเผ่าขึ้น ทางผู้เฒ่าของเผ่า Katoomba จึงตัดสินใจสาปทั้งสามนางให้เป็นหินเพื่อยุติสงครามและเพื่อรักษากฏอันศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ จากนั้นท่านผู้เฒ่าก็ได้เสียชีวิตในสงคราม ทำให้ไม่มีใครคืนร่างของสามสาวได้ พวกนางจึงต้องกลายเป็นหินตลอดกาล” จุดชมวิวนี้นอกจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชมความงามแล้ว ยังเคยเป็นจุดที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งประเทศอังกฤษเคยเสด็จมาเยือนเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1954 อีกด้วย

 

7

6

Echo Point จุดหมายแรกของเราในวันนี้

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Three Sisters ภูเขาหินสามลูก ตำนานอันแสนเศร้าของชนเผ่า Aboriginal

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่ระลึกในการเสด็จเยือน Three Sisters และ Echo Point ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งประเทศอังกฤษ

 

8

Three Sisters และจุดชมวิว Echo Point แบบพาโนรามา

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

12

13

5

🙂 มาถึงแล้วนะ….Three Sisters 🙂

 

     นอกจากจุดชมวิว Echo Point และ Three Sisters แล้ว ที่จุดนี้ยังมีเส้นทางให้เดินศึกษาธรรมชาติไปตามไหล่เขาให้เลือกหลายเส้นทางอีกด้วย มีทั้งแบบใกล้ๆ ไม่กี่กิโล จนถึงหลักหลาายกิโล โดยจะมีป้ายบอกทางอยู่เรื่อยๆ ใครสนใจก็เดินไปดูได้ครับ มีเพื่อนร่วมทางเดินเยอะมาก แต่ด้วยเรามีเวลาจำกัดที่นี่แค่เพียงวันเดียว (บางคนมาเที่ยวที่นี่แบบมาเดินจริงๆ จังๆ มากันหลายวันก็มี) จึงขอผ่านเรื่องการเดินศึกษาธรรมชาติ เพราะตอนนั้นก็เที่ยงเศษๆ แล้ว และไปต่อกันที่ Scenic World

15

ป้ายบอกทางสำหรับเดินศึกษาธรรมชาติ จากที่นี่เดินไป Scenic World ได้ด้วย แต่ไกลและใช้เวลาพอสมควรเลย

 

     การเดินทางจาก Echo point ไปยัง Scenic World นั้นก็ทำได้ง่ายๆ โดยใช้รถเมล์สาย 686 เหมือนเดิม โดยไปรอรถในจุดที่เราลงรถนั่นแหละ (รถอาจจะพาเราแวะไปที่สถานีรถไฟ Katoomba ก่อนไป Scenic Wolrd เพราะเส้นทางจะเป็นแบบ สถานีรถไฟ > Echo point > Scenic World > Echo Point > สถานีรถไฟ ไม่ต้องตกใจไป)

     เราใช้เวลานั่งรถประมาณ 15 นาที ก็มาถึง Scenic World โดยที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเอกชนที่เคยเหมืองแร่เก่าที่จั้งอยู่ท่ามกลางเขตป่าฝนมาก่อน ภายหลังถูกพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีเครื่องเล่นที่น่าสนใจ 4 อย่าง ได้แก่ Scenic Railway (รางรถไฟที่ชันที่สุดในโลก), Scenic Skyway (กระเช้าลอยฟ้าเหนือน้ำตก Katoomba Fall), Scenic Cableway (กระเช้าลอยฟ้าบนหน้าผาสูง 200 เมตร) และ Scenic Walkway (ทางเดินท่ามกลางป่าฝน)

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ป้ายด้านหน้าบริเวณทางเข้า Scenic World

 

16

4 เรื่องน่าสนใจหลักของเครื่องเล่นที่ Scenic World

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ตารางราคาค่าเข้า Scenic World ที่เป็นแพ็คเกจแบบต่างๆ สำหรับเราเลือกแบบ 1 วันเล่นเครื่องเล่นทั้ง 4 แบบได้ไม่จำกัด ราคา 39 AUD (ประมาณ 975 บาท)

 

     เมื่อเรามาถึงแล้วก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปข้างในเพื่อจัดการซื้อตั๋วทันที ถึงแม้วันนั้นเป็นวันจันทร์แต่คนก็ยังเยอะและใช้เวลาต่อแถวพอสมควร เมื่อซื้อตั๋วแล้วเจ้าหน้าที่จะแนะนำว่าเราควรไปที่ไหนก่อนหลัง พร้อมให้แผนที่มา เพื่อจะได้เล่นให้ครบ ซึ่งจากที่เราได้ลองทำจริงก็รู้สึกว่ามันเข้าท่าและจัดการเรื่องเวลาได้ดีเลยทีเดียว โดยให้เราไปที่ Skyway ก่อน เพื่อข้ามไปชมวิวน้ำตก Katoomba Fall และ Three Sisters (ในมุมไกล) จากนั้นก็นั่งย้อนกลับมาที่เดิมเพื่อไปขึ้น Railway ลงไปด้านล่าง และเดินต่อไปในเส้นทาง Walkway และไปขึ้น Cableway กลับมาที่จุดเดิม

 

     เมื่อซื้อตั๋วแล้วจะได้สายคาดข้อมือที่มีแถบบาร์โค้ดมา ให้เราคาดติดมือไว้ตลอด เวลาจะไปใช้เครื่องเล่นอะไรก็สแกนบาร์โค้ดที่ทางเข้าและสแกนอีกครั้งตอนออก เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเราก็ไปยังเครื่องเล่นอันแรกคือ Skyway ที่เป็นกระเช้าลอยฟ้าข้ามน้ำตก Katoomba fall และสามารถมองเห็น Three Sister จากมุมไกลได้อีกด้วย กระเช้าใช้เวลาข้ามระหว่างสองฟากประมาณ 5 นาที ระหว่างทางมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายข้อมูลให้เราฟังด้วย เราก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะมัวแต่เพลิดเพลินกับการถ่ายรูปมากกว่า อีกทั้งมีพื้นกระจกให้เรามองเห็นวิวด้านล่างตลอดการข้ามฟากอีกด้วย เพลินไปกันใหญ่

 

19

Skyway กระเช้าข้ามฟากที่ Scenic World – Katoomba

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ภาพวิวทิวทัศน์ที่มองจากหน้าต่างกระเช้า Skyway ขณะที่กำลังข้ามฟาก สังเกตเห็น Three Sisters อยู่ไกลๆ ด้วย

 

19

23

เมื่อกระเช้าเคลื่อนตัวถึงอีกฟาก เราก็เดินออกมาและก็เดินตามทางที่ไปจุดชมวิวได้ (ทางเดินขรุขระและเล่นระดับพอสมควร ควรเตรียมรองเท้าไปให้เหมาะ)

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

จากตรงนี้สามารถเดินกลับไป Echo Point ได้ด้วย เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกทาง ถ้าจำไม่ผิด ป้ายที่จุดขายตั๋ว Scenic World หมายเหตุไว้ว่า “Take Water” ด้วย เข้าใจว่าทางคงไกล ถึงต้องให้พกน้ำดื่มไปด้วย

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วิวอีกฟากเมื่อเราข้ามมาอีกฝั่ง ภาพที่เห็นคือตึกขายตั๋วของ Scenic World ที่เราข้ามมาจากตรงนั้น

 

     จากนั้นเมื่อเราเดินถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ก็กลับขึ้น Skyway เพื่อกลับไปฝั่งที่เราข้ามมา แต่ระหว่างทางกลับหิวซะงั้น ก็ตอนนั้นมันบ่ายสองกว่าแล้วนี่นา ได้เวลากินข้าวพอดี ว่าเราหลังจากกลับถึงอีกฝั่งเราก็ตรงไปศูนย์อาหารทันที ที่ Scenic world มีศูนย์อาหารคอยบริการ แต่ราคาก็แพงเอาเรื่อง พอๆ กัลร้านอาหารใน Sydney เลย แต่ความหิวชนะทุกสิ่งจึงลองสั่ง Fish & Chip มาหนึ่งจานลองดูก่อน (ก่อนมาศึกษามาหน่อยแล้วว่าอาหารที่นี่จานใหญ่มาก ลองสั่งจานนึงดูก่อน เพราะจานนึงคนไทยอย่างเราอาจจะกินได้ 2 คน เลย แล้วก็เป็นจริงดังว่า จานใหญ่มาก กินกันสองคนกับโค้กกลางอีกแก้วแทบไม่หมด) มื้อนี้หมดไป 18 AUD (ประมาณ 450 บาท)

 

26

 

27

Fish & Chip ขนาดกินสองคนอิ่มที่ Scenic World

 

     หลังจากที่ท้องอิ่มและมีแรงเดินต่อแล้ว เราก็ไปยังจุดหมายต่อไปของเราทันที นั่นคือ “Scenic Railway” ตอนที่เราไปต่อคิวรู้สึกว่าคิวของ Scenic Railway นี้จะยาวกว่าคิวอย่างอื่น อาจจะเป็นเพราะมันน่าตื่นเต้นที่สุด เราใช้เวลาต่อคิวเกือบ 15 นาทีก็ได้คิวขึ้นรถไฟ โดยรถไฟนี้ดัดแปลงมากจากรางสำหรับขนถ่ายแร่จากเหมืองสู่พื้นด้านล่างที่มีความชันถึง 45 องศา (ชันที่สุดในโลก) ตอนขึ้นไปนั่งก็รู้สึกเฉยๆ แต่ตอนรถไฟเริ่มเคลื่อนตัวเท่านั้นแหละ รู้สึกเสียวท้องน้อยขึ้นมาหน่อยๆ เลย รถไฟใช้เวลาจากด้านบนสู่ด้านล่างประมาณไม่เกิน 5 นาทีผ่านอุโมงค์มืด รู้สึกตื่นเต้นดีครับ (ถึงแม้จะไม่ได้หวาดเสียวเท่ากับพวกรถไฟเหาะตามสวนสนุกก็ตาม แต่ก็ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบ)

 

28

29

บรรยากาศบนรถไฟ Scenic Railway ก่อนออกเดินทาง

 

30

ภาพรางรถไฟ Scenic Railway ที่มองจากด้านล่างเมื่อนั่งรถไฟลงมาแล้ว

 

    จากนั้นเมื่อรถไฟลงมาถึงข้างล้างแล้ว เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้เดินไปตามทางเดิน  Scenic walkway (รถไฟพาลงอย่างเดียว ไม่พาขึ้น 😛 ) ซึ่งทางเดินก็เป็นสะพานไม้เดินสบาย ระว่างทางก็เป็นป่าฝนเขียวขจี ระยะทางไม่ไกลมาก เดินประมาณ 10 นาทีก็จะถึงสถานีของ Scenic Cableway ที่จะพาเรากลับขึ้นไปสู่อาคารหลักที่เรามาลงมาโดย Scenic Railway เราใช้เวลารอ Scenic cableway ประมาณ 20 นาที เพราะคนค่อนข้างเยอะ แต่ละรอบรับคนได้จำกัด จากนั้นเมื่อถึงคิวเราก็จัดการแทรกตัวเข้าไปใน Cable Car จากนั้นก็เคลื่อนตัวพาเราขึ้นไปบนหน้าผาสูง 200 เมตร ระหว่างทางเราก็สามารถชมวิวของอุทยานแห่งชาติ Blue Mountain ได้ด้วย

 

31

ป้ายบอกทาง Scenic Walkway

 

32

วิวจากสถานีด้านล่างของ Scenic Cableway ก่อนที่เราจะขึ้นไปด้านบน

     เมื่อเรากลับมาถึงด้านบนแล้ว ก็สรุปว่าเราได้ลองเครื่องเล่นครบทั้งสี่ของ Scenic World เป็นอันเรียบร้อย เวลาตอนนั้นประมาณเกือบจะบ่ายสามแล้ว เราจึงตัดสินใจไปรอรถเมล์ที่หน้า Scenic world เพื่อที่จะนั่งกลับไปสถานีรถไฟให้ทันรอบรถ 15.51 น. ที่ป้ายรถเมล์มีตารางเวลารถเมล์ด้วย และรถก็มาตรงเวลาในตารางนั้นเป๊ะ รถเมล์ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีพาเราไปถึงสถานีรถไฟ (รถวิ่งไปแวะ Echo Point ก่อน) เราไปถึงสถานีรถไฟประมาณ 10 นาทีก่อนรถออก ก็พอมีเวลาได้เข้าห้องน้ำและเตรียมตัวกันพักหนึ่ง ถึงเวลารถไฟก็เทียบชานชาลาแล้วเราก็ขึ้นไปหาที่นั่งตามสะดวกเช่นเดิม

     รถใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเช่นเดิมก็มาถึงสถานี Sydney Central รอบนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะนั่งหลับเลยสถานี เพราะสถานี Sydney Central คือสถานีปลายทาง แต่เราก็ไม่ได้หลับเท่าไหร่ เพราะรถไฟรอบนั้นตรงกับโรงเรียนเลิกพอดี มีนักเรียนขึ้นๆ ลงๆ ตลอด มีทั้งเด็กประถมยันเด็กมัธยม คุยกันเล่นกันสนุกเชียว เห็นแล้วก็นึกถึงวัยเด็กขึ้นมาทันที

      เมื่อรถไฟมาถึงปลายทางสถานี Sydney Central เวลานั้นก็ฟ้ามืดพอดี เราเลยตกลงกันที่จะไปตามเก็บงานที่ค้างจากเมื่อวานคือ ไปเดินเล่น Circular Quay ยามค่ำคืนและถ่ายรูป Skyline view ของ Sydney ตอนกลางคืน ว่าแล้วเราก็นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Circular Quay แล้วไปเดินเล่นดูวิวแสงสีสวยๆ ของอ่าว Sydney Harbour ยามราตรีพร้อมอากาศเย็นสบายๆ ประมาณ 10 องศากัน

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วิว Sydney Opera House ยามค่ำคืน พร้อมแสงไฟกระทบผืนน้ำ

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วิว Sydney Skyline ยามราตรี พร้อมแสงสีของฤดูใบไม้ร่วง

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ยามค่ำคืน คนน้อยไม่พลุกพล่าน บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ 🙂

 

     เราเดินกันเรื่อยๆ จากท่าเรือ Circulay Quay แล้วไปยังด้านท่าเรือยอร์ชเพื่อถ่ายรูป  Opera House และวิว Skyline ของ Sydney จากนั้นก็เดินวนไปย่าน The Rock บรรยากาศตอนนั้นเงียบสงบ คนไม่พลุกพล่าน เดินเล่นสบายๆ ชมบรรยากาศยามค่ำคืนกัน จนเวลาประมาณทุ่มครึ่งก็เริ่มรู้สึกเมื่อยปนหิว (ค่อนไปทางหิวมากกว่า) ก็เลยตัดสินใจเดินกลับโรงแรมกัน ระหว่างทางก็ซื้ออาหารกลับไปกินด้วย ร้านอาหารที่ Sydney มีตัวเลือกเยอะ ทั้งอาหารฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น หรืออาหารไทย เลือกตามชอบได้เลย ราคาก็กลางๆ ถ้าไม่กินหรูเป็นแบบ A la carte หรืออาหารจานเดียว ซื้อกลับบ้านก็ประมาณมื้อละ 8 – 12 AUD (ประมาณ 200 – 300 บาท) หรือบางมื้อถ้าประหยัดก็เข้า Supermarket ได้ มีอยู่ทั่วไป เช่น Coles หรือ Metro (Woolworth) หรือเข้า Minimart ทั่วไปหรือ 7-Eleven ก็ได้ เอาตามสะดวกเลยเรื่องกินแต่ละคนไม่เหมือนกัน 😉

 

     วันนี้ถือว่าเป็นวันที่คุ้มค่าอีกวันหนึ่งของเรา ได้ออกไปนอกเมืองไปชมความงามของธรรมชาติ พร้อมกิจกรรมที่น่าประทับใจ ตกเย็นมาก็เข้ามาในเมืองแห่งแสงสีแต่คงความเงียบสงบและบรรยากาศที่ชวนหลงใหลของมหานครที่น่าอยู่ติดอันดับโลกอย่าง Sydney เมืองที่ใครๆ ก็อยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต

 

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

Advertisements

2 thoughts on “เที่ยวออสเตรเลียวันที่ 2 : ออกไปลุย Blue Mountain !

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s