ตะลอนศรีลังกาวันที่ 1 – เมืองหลวงเก่า Kandy

          หลังจากที่เมื่อวานผมใช้เวลาบินจากกรุงเทพมาสู่กรุงโคลอมโบเมืองประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย” อย่างศรีลังกาโดยสายการบินสัญชาติมาเลย์อย่าง Malindo Air แบบแวะกัวลาลัมเปอร์แล้ว (สำหรับรีวิวของไฟลท์นี้คลิกดูที่นี่ครับ) เมื่อคืนนี้ผมมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติโคลอมโบเวลาประมาณตีหนึ่งตามเวลาท้องถิ่น (ไฟลท์ดีเลย์ไป 1.30 ชั่วโมง) จากนั้นผมก็นั่งแทกซี่ไปที่พักที่จองไว้ใกล้ๆ กับสถานีขนส่งเมืองเนกอมโบ (Negombo) ทันทีเพื่อจะได้นอนพักผ่อนเอาแรงสักประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง ก่อนที่จะตื่นเช้าเพื่อขึ้นรถไปเมืองหลวงเก่าของศรีลังกาที่ชื่อว่า “แคนดี้ (Kandy)” (จริงๆ แล้วสนามบินโคลอมโบไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตโคลอมโบครับ แต่ตั้งอยู่ที่เมืองเนกอมโบแห่งนี้ซึ่งห่างจากกรุงโคลอมโบประมาณ 40 กม. อารมณ์คล้ายสนามบินสุวรรณภูมิของเราที่ไม่ได้อยู่ในเขตจังหวัดกรุงเทพ แต่อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ) โดยผมเลือกที่จะพักที่เมืองเนกอมโบก็เพราะว่าอยู่ใกล้สนามบิน ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 15 นาที และที่เมืองเนกอมโบนี้ก็มีสถานีขนส่งหลักที่สามารถนั่งรถบัสตรงดิ่งไปเมืองแคนดี้ เป้าหมายของผมในวันถัดไปได้สะดวกดี

          ซึ่งที่พักของผมคืนแรกหลังจากลงเครื่องแล้วคือ “Mazz Homestay”  โดยอยู่ห่างจากสถานีขนส่งรถประจำทางเนกอมโบเพียง 300 เมตร สามารถเดินได้สบายๆ ซึ่งที่พักนี้เป็นเหมือนบ้านชั้นเดียวแล้วนำมาแบ่งเป็นห้องๆ ให้แขกพักเป็นห้องพัดลมธรรมดาๆ มีเตียง 1 เตียงขนาด 1 คนนอนและมีโต๊ะเล็กๆ 1 โต๊ะเท่านั้น และมีห้องนำรวม 1 ห้อง- และห้องครัว 1 ห้อง ค่าที่พักเพียงคืนละ 10 USD (ประมาณ 350 บาท) มาถึงที่พักก็ร่วมตีสองแล้ว ผมไม่รอช้ารีบอาบน้ำแล้วเข้านอนทันที เพราะต้องตื่นตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าเพื่อไปขึ้นรถไปแคนดี้

 

1

Mazz Homestay ที่เมือง Negombo ผมไปพักคืนแรกหลังจากลงเครื่อง เพื่อต่อรถไป Kandy ในวันถัดไปครับ

 

         เมื่อผมตื่นขึ้นมาเจ็ดโมงเช้าพร้อมอากาศที่แจ่มใสมาก ผมก็รีบอาบน้ำและเดินไปยังสถานีขนส่งรถโดยสารเนกอมโบทันที ไปถึงที่นั่เวลาประมาณ 7.45 น. คนกำลังเยอะเลย เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนออกไปทำงานกัน ไปถึงก็หารถที่เขียนว่าไปแคนดี้ (Kandy) ซึ่งหาไม่ยากครับ หรือถ้าไม่เจอก็ถามคนแถวนั้นได้เลย คนที่นี่พูดอังกฤษได้แทบทุกคน สอบถามคนขับรถและกระเป๋ารถดูก็ทราบว่ารถออกแปดโมงตรง ผมจึงมีเวลา 15 นาทีในการหาอะไรกินรองท้องมื้อเช้าที่บริเวณสถานีขนส่ง โดยลักษณะเป็นแบบสถานีขนส่งต่างจังหวัดบ้านเราเป๊ะๆ เลย คือมีชานชาลารถจอดและมีร้านขายของชำตั้งอยู่ในบริเวณสถานี ผมจึงได้กาแฟ UHT มา 1 กล่องและขนมปังอีกชิ้นหมดไป 120 รูปี (ประมาณ 30 บาท) แล้วก็ถือขึ้นไปกินบนรถ โดยรถที่ผมขึ้นนั้นเป็นรถพัดลม (รถหวานเย็น) ได้บรรยากาศลุยแบบสุดๆ ไปเลย เรียกได้ว่า “เต็มที่กับชีวิตจริงๆ”

 

2

3

บริเวณด้านหน้าสถานีขนส่ง Negombo (บรรยากาศคล้าย บขส. บ้านเราเลย)

 

4

บรรยากาศภายในสถานีขนส่ง Negombo ในตอนเช้าชั่วโมงเร่งด่วน

 

5

ป้ายบอกเส้นทางรถที่ชานชาลา

 

6

รถประจำทางที่จะพาเราออกจาก Negombo ไป Kandy ครับ เป็นรถหวานเย็นแบบคลาสสิค

 

7

เวลาเหลือก่อนขึ้นรถนิดหน่อยเลยขอเซลฟี่กับรถหวานเย็นของศรีลังกาเป็นที่ระลึ

 

          แปดโมงตรงรถก็ออกตรงเวลาผู้คนนั่งอยู่ประมาณ 75% ของรถ (เดาว่ามาแบบนี้ต้องจอดแวะรับคนเพิ่มกลางทางแน่ๆ) หลังจากออกรถมาได้ 5 นาที กระเป๋ารถก็เดินมาเก็บเงิน โดยจะถามเราว่าจะลงที่ไหน แล้วก็จะเขียนราคาลงบนตั๋วและฉีกให้เรา ทำให้นึกถึงรถหวานเย็นของบ้านเราตามต่างจังหวัดเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วจริงๆ และเมื่อรถออกไปได้ประมาณ 20 นาทีก็แวะรับคนที่สถานีขนส่งใกล้ๆ สนามบิน ก่อนจะฝ่ารถติดออกนอกเขตขัณฑสีมาของเมืองหลวง ซึ่งใช้เวลารวมแล้วเกือบชั่วโมง

 

8

บรรยากาศบนรถประจำทางก่อนรถออกครับ อารมณ์แบบ “Back to traditional” จริงๆ

 

          หลังจากที่รถเริ่มแล่นออกนอกตัวเมืองและเริ่มไต่ขึ้นเขา เราก็เริ่มเห็นความงามของธรรมชาติที่ศรีลังกาครับ บรรยากาศตอนรถไต่เขาไปเรื่อยๆ รถวิ่งช้าๆ เพราะทางค่อนข้างชัน และเมื่อผมมองออกไปข้างทาง วิวบริเวณนั้นทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศตอนเด็กๆ ซึ่งเป็นคราวที่ผมชอบติดรถพ่อไปส่งของให้ลูกค้าที่สกลนคร (ออกจากกาฬสินธุ์) ซึ่งต้องวิ่งผ่านภูพาน ซึ่งเป็นเขาสูงสลับซับซ้อนกั้นระหว่างกาฬสินธุ์และสกลนคร คนที่เป็นชาวจังหวัดแถบนั้นคงรู้จักความงามของบนเขาภูพานได้เป็นอย่างดี ซึ่งบรรยากาศระหว่างทางไปแคนดี้นั้นคล้ายกับตอนไปภูพานจริงๆ เห็นแล้วนึกถึงวันเก่าๆ สมัยเราเด็กๆ เหมือนนาฬิกาชีวิตผมหยุดไปขณะหนึ่ง มันทำให้มีความสุขไปอีกแบบจริงๆ

 

9

10

11

ภาพบรรยากาศข้างทางขณะไป Kandy ครับ รถวิ่งขึ้นเขาช้าๆ กับวิวแบบนี้ ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยเด็กๆ ขึ้นมาทันที

 

          รถโดยสารใช้เวลาร่วมๆ สามชั่วโมงก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่สถานีขนส่งเมืองแคนดี้ครับ   เมืองแคนดี้ ตั้งอยู่บนยอดเขา สูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 500 เมตร เป็นเมืองมรดกโลกของประเทศศรีลังกา เมืองนี้เคยเป็นที่มั่นสุดท้ายของกษัตริย์สิงหล ก่อนการยกดินแดนให้กับจักรวรรดิอังกฤษใน ค.ศ. 1815 หลังจากที่ได้ต่อต้านชาวโปรตุเกสและชาวดัตช์มานานถึงสามศตวรรษ เมืองแคนดี้ เดิมเรียกว่า ‘ศิริวัฒนานคร’ หรือ ‘สิงหขันธนคร’ ชาวเมืองสิงหลเรียก ‘ขันธะ’ หมายถึงกองหินหรือภูเขา เมื่อต่างชาติเข้าครองเมือง ขันธะ จึงออกสำเนียงตามฝรั่งว่า แคนดิ หรือ แคนดี้

       ที่สถานีขนส่งแคนดี้แห่งนี้วุ่นวายไม่แพ้เมืองเนกอมโบเลยทีเดียวเพราะเมืองแคนดี้เป็นเมืองศูนย์กลางของประเทศศรีลังกาที่สามารถต่อรถไปได้หลายที่อีกทั้งเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกด้วย ทำให้หลังจากลงรถแล้วผมต้องฝ่าฝูงมหาชนเพื่อออกมาหาอากาศหายใจด้านนอก และเพื่อจะเดินต่อไปยังโรงแรมที่พักที่จองเอาไว้ โดยผมจองที่พักไว้ที่ Charlton Kandy Rest ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีขนส่งประมาณ 1.5 กิโลเมตร ผมจึงตัดสินใจเดินไป เพราะไม่ไกลมาก และเพื่อจะได้ชมเมืองไปด้วย (ข้อดีของการเป็น Lite Traveler มีกระเป๋าติดตัวใบเดียวก็คือเดินสะดวกนั่นเอง) ระหว่างทางก็ได้เจออะไรหลายอย่างที่แปลกตาสำหรับเรา อย่างเช่น ร้านขายของต่างๆ โดยส่วนมาร้านค้่าที่นี่จะเป็นร้านอาหาร ร้านขนมหวาน เค้กและไอศกรีม รวมถึงร้านเสื้อผ้าส่าหรีต่างๆ  และมีร้านแผงลอยข้างทาง ได้เจอเด็กเดินกลับจากโรงเรียน เจอผู้คนที่กำลังทำมาหากิน เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ผมอยากจะบอกว่าคนศรีลังกาทุกเมืองน่ารักมาก หากเรายิ้มให้เขาแล้วเค้าจะยิ้มกลับมาแบบจริงใจมากๆ หรือบางครั้งเขาเจอหน้าเราที่เป็นนักท่องเที่ยวเค้าก็จะยิ้มให้แบบมีไมตรีสุดๆ เรียกได้ว่าอัธยาศัยดีกันแทบทุกคนจริงๆ (DO NOT SMILE TO SRI LANKAN PEOPLES IF YOU DO NOT WANT THEM TO REFLEX YOU WITH MORE FRIENDLY SMILE).

 

12.JPG

แผงขายผลไม้ใกล้ๆ สถานีขนส่ง Kandy

 

13.JPG

บรรยากาศใจกลางเมือง Kandy ช่วงเที่ยงวัน

 

          เมื่อมาถึงโรงแรม Charlton Kandy Rest ประมาณเที่ยงวัน ผมก็จัดการเช็คอินเก็บข้าวเก็บของก่อนที่จะตะลุยเมืองแคนดี้กันต่อ โดยได้คุยกับชายผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บริเวณล็อบบี้ที่ผมเช็คอิน คุยไปคุยมาเขาก็คือเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ เขาบอกว่าเคยมาเมืองไทยหลายครั้ง เขาชอบเมืองไทยมาก คนศรีลังกาส่วนมากก็ชอบเมืองไทย แต่คนไทยไม่ค่อยมาเที่ยวศรีลังกาเท่าไหร่ ทำให้เขาแปลกใจพอสมควรที่เห็นคนไทยมาพักโรงแรมเขา ซึ่งเขาก็แนะนำว่าเมืองแคนดี้นั้นเล็ก สามารถเดินเที่ยวรอบเมืองได้สบายๆ หากเรามีเวลาช่วงบ่ายแค่วันเดียวที่แคนดี้ เขาแนะนำให้ไปที่วัด Sri Mahabodhi Maha Viharaya ที่อยู่ห่างออกไปจากโรงแรมประมาณ 1.5 กม. ก่อนจะมาเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาบแคนดี้ในช่วงเย็นๆ และช่วงหัวค่ำก็เข้าไปชมการแสดงพิธีสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระเขี้ยวแก้ว (Sri Dalada Maligawa หรือ the Temple of the Sacred Tooth Relic) พร้อมกับยื่นแผนที่มาให้หนึ่งแผ่นพร้อมชี้บอกจุดสถานที่เที่ยวต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผม หลังจากที่ได้แผนที่แล้วผมก็ขอตัวออกเดินทางในทันที

          ผมใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาทีก็มาถึงวัด Sri Mahabodhi Maha Viharaya ซึ่งถึงแม้ระยะทางจะไม่ไกล แต่วัดอยู่บนเขาขนาดย่อมๆ ทางขึ้นค่อนข้างชัน ผมจึงต้องใช้เวลาเดินพอสมควร วัดนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง 850 ฟุต และมีจุดเด่นคือมีพระพุทธรูปสูง 88 ฟุต หันพระพักตร์ไปทางวัดพระเขี้ยวแก้ว โดยที่เราสามารถมองเห็นพระพุทธรูปนี้จากใจกลางเมืองแคนดี้เลยทีเดียว วัดนี้มีค่าเข้า 200 รูปี (ประมาณ 50 บาท) และต้องฝากรองเท้าและถุงเท้าด้วยค่าฝากแล้วแต่จะให้โดยใส่ในตู้บริจาคได้เลย ขณะที่ผมไปนั้นน่าเสียดายเล็กน้อยเนื่องจากองค์พระพุทธรูปนั้นอยู่ในช่วงบรูณะพอดี จึงไม่ได้เห็นแบบเต็มตา แต่ก็ถือว่ามาไม่เสียเที่ยวเพราะที่นี่นั้นยังมีจุดชมวิวที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของแคนดี้ นั่นคือที่บนยอดของวิหารซึ่งสามารถขึ้นไปถ่ายรูปได้ ณ จุดนี้สามารถมองเห็นวิวเมืองแคนดี้แบบ Bird’s eyes view ได้แบบเต็มตาเลยทีเดียว

 

16

ตั่วเข้าชมวัด Sri Mahabodhi Maha Viharaya ราคา 200 รูปี (ประมาณ 50 บาท)

 

This slideshow requires JavaScript.

พระพุทธรูปสูง 88 ฟุต อันเป็นสัญลักษณ์ของวัด Sri Mahabodhi Maha Viharaya

 

18

พระพุทธรูปตามแบบฉบับศรีลังกาที่ประดิษฐานอยู่ในวัด Sri Mahabodhi Maha Viharaya

 

22

ต้นศรีมหาโพธิ์ภายในวัด Sri Mahabodhi Maha Viharaya

 

14

20

21

วิวมุมสูงจากยอดวิหารของวัด Sri Mahabodhi Maha Viharaya

 

          ก่อนกลับนั้นขณะที่ผมกำลังเดินชมไปเรื่อยๆ ทางมัคทายกของวัดก็มาทักทายถามว่า “มาจากจีนใช่มั้ย ?” ผมรีบตอบเลยว่า “ไม่ใช่ มาจากไทย” แล้วเค้าก็เหลือบมาเห็นหลวงปู่ทวดที่ผมห้อยคออยู่จึงถามด้วยความน่าสนใจว่า “พระอะไร ที่ห้อยคอคุณอยู่” ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง เลยตอบไปแค่ว่า “This is a small monk locket, simulate from famous Thai monk who pass away” เขาก็ขอส่องละเอียดเลย (ประมาณเซียนพระบ้านเราส่องพระเลย) แล้วเค้าก็บอกว่า “ไหนๆ เราก็เป็นคนพุทธ และพระพุทธรูปที่นี่กำลังบูรณะอยู่ ช่วยทำบุญโดยบริจาคช่วยได้มั้ย” ผมก็ตอบรับโดยทันที จากนั้นมัคทายกท่านนั้นก็เขียนใบอนุโมทนาบัตรให้โดยพลัน เป็นการยืนยันว่าเรามาทำบุญที่นี่ (แต่ใช้ลดหย่อนภาษีที่บ้านเราไม่ได้นะ 😀 )

 

23

ใบอนุโมทนาบุญจากการทำบุญบริจาคช่วยบรูณะพระพุทธรูปของวัด…..สาธุ

 

         ผมใช้เวลาอยู่ที่วัดนี้ประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษ ผมก็ถึงเวลาลงเขาเพื่อเดินผ่านกลางเมืองไปชมทะเลสาบ Kandy (kandy lake) แต่เวลาตอนนั้นก็ปาไปบ่ายสองกว่าๆ แล้ว ผมนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เช้ามากินแค่กาแฟไปกล่องกับขนมปังอีกก้อนเท่านั้น เรียกได้ว่าเที่ยวเดินเพลินจนลืมหิวไปเลย เมื่อนึกขึ้นมาว่ายังไม่กินอะไรเลย ก็เริ่มหิวทันที และประกอบกับผมต้องเดินผ่านกลางเมืองแคนดี้เพื่อไปทะเลสาบอยู่แล้วจึงถือโอกาสนี้หาอะไรใส่ท้องสักหน่อย เดินไปเดินมาไปเจอร้านอาหารสไตล์ศรีลังกาเข้าให้ ด้านหน้าร้านนี้ขายเค้กและขนมหวาน แต่ด้านในเป็นร้านอาหาร ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปพร้อมกับไปเลือกดูอาหารที่จัดวางในตู้คล้ายร้านข้าวแกงบ้านเรา ไปถึงคนขายทักทันทีว่า “หนี…ห่าว” (สงสัยเห็นหน้าตี๋ๆ หน่อย คนที่นี่เหมาว่าเป็นจีนไปหมด 🙂 ) ผมจึงบอกไปทันทีว่าไม่ใช่จีน ผมมาจากไทย เค้าจึงยอมคุยอังกฤษด้วย แล้วเค้าก็แนะนำอาหารมาว่าเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ พร้อมกับชี้ไปที่ห่อใบบัวที่วางไว้ในตระกร้าข้างตู้โชว์อาหาร บอกว่าเป็นข้าวอบกับไก่พร้อมเครื่องเทศ ผมเห็นว่าน่าลองดีและถามราคาแล้วปรากฏว่าไม่แพง ประมาณ 200 รูปี (50 บาท) จึงสั่งมาลอง หลังจากที่เขาอุ่นและเอามาเสิร์ฟให้ ผมแกะออกมาดูลักษณะเป็นข้าวหมกไก่คล้าย Biryani ข้าวและไก่ค่อนข้างเผ็ดและฉุนเครื่องเทศ กินพร้อมกับเครื่องเคียงที่เป็นคล้ายๆ หอมใหญ่ผสมสัปปะรดออกเปรี้ยวๆ หวานๆ เข้ากันดี ผมยอมรับว่าเผ็ดมาก (ตอนสั่งถามว่าเผ็ดมั้ย ดันบอกไม่เผ็ดเท่าไหร่ ปั๊ดโธ่…) แต่อร่อยครับ ห่อใหญ่มาก ผมกินหมดเกลี้ยงเลย พร้อมกับเหงื่อและน้ำตาที่ตามมาเพราะความเผ็ด จึงบอกคิดเงินและเดินไปหน้าร้านหาอะไรแก้เผ็ดทันที (สาเหตุที่หน้าร้านขายของหวาน เพราะสาเหตุนี้รึเปล่าไม่แน่ใจ 😛 ) มองตู้เค้กไปก็ไม่ค่อยมีอะไรถูกใจ แต่แล้วก็เหลือบไปเห็นร้านขายไอศกรีมตักโคนละ 40 รูปี (ประมาณ 10 บาท) จึงไปสั่งไอศกรีมช็อกโกเลตมาอย่างไว เพื่อดับความเผ็ดที่ได้รับมาเครื่องเทศศรีลังกาขนานแท้

 

24

ข้าวหมกไก่เครื่องเทศ เผ็ดจัดจ้าน ศรีลังกาขนานแท้

(ผมว่าอาหารที่นี่คล้ายอินเดียตอนใต้ ตามรัฐ Tamil Nadu มาก รสเผ็ดของเครื่องเทศเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างชัดเจน)

 

25

ดับความเผ็ดด้วยไอศกรีมช็อกโกเลตข้างทาง

 

          หลังจากที่ท้องอิ่มแล้วประมาณสี่โมงเย็นผมก็ขอไปเดินเล่นชิวๆ ที่ริมทะเลสาบแคนดี้สักพัก โดยใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีจากร้านอาหารที่ผมเพิ่งไปรับประทานมา ทะเลสาบแคนดี้นี้อยู่ติดกับวัดพระเขี้ยวแก้วเลย และเป็นแหล่งเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง บริเวณโดยรอบทำเลสาบจะมีร้านค้าขายของกินเล็กๆ น้อยๆ และมีการแสดงเล็กๆ ตามถนนรอบทะเลสาบ (เช่น แสดงโชว์งูเห่าที่ข้างทาง) บางจุดอาจจะมีผู้คนมานั่งเล่นพักผ่อนกัน ดูแล้วก็รู้สึกเวลาที่นี่เดินช้ากว่าในเมืองใหญ่มาก บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ ที่ริมทะเลสาบค่อนข้างเงียบสงบ บรรยากาศแบบนี้ทำให้ผมมีเวลาคิดไตร่ตรองพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต รวมถึงช่วยให้ผมใจเย็นลงเยอะเลย

 

26

ทะเลสาบแคนดี้ยามบ่ายแก่ๆ

 

          หลังจากเดินเล่นสลับนั่งเล่นที่ริมทะเลสาบได้สักประมาณชั่วโมงเศษแล้ว ประมาณสักห้าโมเย็นผมก็ขอเข้าไปชมสถานที่ที่เป็นไฮไลต์และจุดหมายหลักของผมในวันนี้ นั่นคือ “วัดพระเขี้ยวแก้ว” อันเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของเมืองแคนดี้ โดยวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ติดทะเลสาบแคนดี้เลย สามารถเดินไปได้โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที

          วัดพระเขี้ยวแก้วเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ตีห้าครึ่งจนถึงสองทุ่ม แต่เวลาที่แนะนำเลยคือช่วงเย็นถึงหลังตะวันตกดิน เพราะที่วัดจะมีการเปิดไฟ และเราจะเห็นแสงไฟตามหน้าต่างสวยงามมาก สำหรับชาวต่างชาติมีค่าเข้าชม 1,000 รูปี (ประมาณ 250 บาท)

 

27.JPG

ตั๋วเข้าชมวัดพระเขี้ยวแก้ว

 

           วัดพระเขี้ยวแก้ว ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวิมลสุริย์ พระองค์ได้อัญเชิญพระมอญเข้าไปบวชในแคนดี้ ไม่มีโบสถ์ก็บวชกันที่เกาะกลางแม่น้ำมหาเวลีคงคา มีคนบวชเป็นร้อย แต่สมัยต่อมาพระเจ้าแผ่นดินทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ก็กลับเสื่อมลงอีก จนถึงสมัยพระเจ้าศรีวิชัยราชสิงหะทรงส่งราชฑูตมาขอสงฆ์เมืองไทยเมื่อศรีลังกาเกิดวิกตฤทางพุทธศาสนาคือไม่มีพระสงฆ์ กษัตริย์ศรีลังการู้จากพ่อค้าชาวฮอลันดาว่ามีพระสงฆ์อยู่ในกรุงศรีอยุธยาก็แต่งราชทูตเข้ามาทูลขอคณะสงฆ์ออกไปอุปสมบทแก่ชาวสิงหล สมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้ทรงอาราธนาคณะสงฆ์สยาม มีพระราชาคณะคือพระอุบาลี และพระอริยมุนีเป็นประธานออกไปอุปสมบทแก่ชาวสิงหล

 

28

ทางเดินบริเวณทางเข้าวัดพระเขี้ยวแก้ว

 

ลักษณะเด่นภายในวัดคือประตูกำแพงและลวดลายสลักหินด้านนอกวัด เป็นผลงานของพระเจ้าศรีวิกรมมาราชสิงหะ กษัตริย์องสุดท้ายแห่งราชวงค์แคนดี้ยัน (Kandyan) ที่ประตูด้านนอกมีภาพแกะสลักช้าง ในประวัติจารึกไว้ว่านำมาจากส่วนหนึ่งของพระราชวังนเรนทราสิงห ที่เมืองกุนดาสาลตามทางขึ้นสู่ตัวตึกด้านในมีภาพพระนางลักษมีแห่โดยขบวนช้างทรงผินพระพักตร์มทางที่ประดิษฐานพระทันตธาตุ บนเพดานเป็นภาพเขียนบนปูนหมาดๆ แสดงถึงนรกขุมต่างๆในพุทธศาสนา ลายสลักแคนดี้ยัน

 

29

30

บรรยากาศภายในพระอารามของวัดพระเขี้ยวแก้ว

 

          หอประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วเป็นอาคารแปดเหลี่ยม สร้างโดยกษัตริย์องสุดท้ายของแคนดี้คือ พระเจ้าศรีวิกรมราชสิงหะบนที่ตั้งเดิมที่พระเจ้าวิมาลาธรรมสุริยะสร้างไว้ในรูปทรงเดิมตัวอาคาร 2 ชั้น ชั้นบนประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว บานประตูประกอบไปด้วยสิ่งประดับมีค่า เช่น เงินและงาช้างก่อนถึงห้องชั้นในเป็นห้องแคบๆจุคนได้ไม่เกินยี่สิบคน เป็นห้องปลอดภัย มีม่านสีทองปิดสนิท ไม่มีใครผ่านเข้าไปได้จนกว่าจะได้รับอนุญาต และห้องนี้แหละเป็นห้องประดิษฐานพระทันธาตุ ในห้องมีแท่นบูชาขนาดใหญ่อยู่หน้าตู้กระจกกันกระสุนภายในตู้มีเจดีย์ทองอยู่ภายใน บนเจดีย์มีสร้อยสังวาลทองและพลอยประดับอยู่ประมุขของประเทศต่างๆจัดของเหล่านี้มาถวาย เจดีย์ทองคำนั้นครอบอยู่ถึง 7 ชั้น ชั้นในสุดมีซองห่อหุ้มพระเขี้ยวแก้วอีก 6 ชั้นทุกชั้นเป็นทองและพลอยมีค่า เช่น ทับทิม มรกต ชิ้นสุดท้ายเป็นงาช้างรูปร่างเหมือนเขี้ยวห่อหุ้มองค์พระเขี้ยวแก้วไว้ภายใน

 

38

31

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายในพระอารามวัดพระเขี้ยวแก้ว มีทั้งสถาปัตยกรรมแบบลังกาและแบบไทย แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศในแง่พระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี

 

34

32

36

บรรยากาศของสวนด้านในอาณาบริเวณวัดพระเขี้ยวแก้ว

3335

ด้านบนสวนภายในวัดพระเขี้ยวแก้วมีชั้นกำแพงที่สามารถขึ้นไปและสามารถมองเห็นวิวทะเลสาบแคนดี้ได้อย่างสวยงาม

          ด้านข้างมีห้องเก็บคัมภีร์ใบลาน มีห้องสวดมน์หลายห้อง มีพระพุทธรูปจำนวนมาก รวมทั้งพระพุทธชินราชจำลองและองค์อื่นๆจากทั่วโลก นอกจากอาคารแปดเหลี่ยมแล้วยังมีอาคารอื่นอีก เช่น กุฏิและหอฉัน ซึ่งจัดเป็นระเบียบ การที่พระเขี้ยวแก้วเป็นที่รวมจิตใจของชาวพุทธ มีความพยายามหลายครั้งที่จะทำลาย เพื่อสามารถครอบครองประเทสนี้ให้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ดังกรณีของโปรตุเกส เมื่อ พ.ศ 2541 กบฏอีแลมใช้รถบรรทุกระเบิดพยายามถล่มวัดนี้แต่ก็ไม่ทำให้เกิดความเสียหายมากนัก ปัจจุบันมีการดูแลอย่างเข้มงวดและผู้เข้าวัดก็ต้องถูกตรวจอย่างละเอียด โดยจะมีการตรวจค้นตัวและกระเป๋าอย่างละเอียดทุกคน ทุกวันจะมีชาวศรีลังกาและชาวพุทธจากทั่วโลกนับหมื่นคนมาสักการะบูชาพระเขี้ยวแก้ว แต่ช่วงเวลาย่ำค่ำกับย่ำรุ่งของทุกวันเป็นเวลาที่มีการประกอบพิธีบูชา มีการสวดมนต์และตีกลอง และแต่ละวันจะเปิดให้ผู้คนเข้าสักการะพระพรมสารีริกธาตุ ซึ่งมีผู้ศรัทธาต่อคิวเข้าอย่างแน่นขนัดทุกวัน

การแสดงเปิดของพิธีสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ศรีลังกา

37

ผู้ศรัทธาเข้าคิวเพื่อเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุอย่างแน่นขนัด (คิวยาวมากขนาดยาวจากชั้นบนถึงชั้นล่างเลยทีเดียว)

39

บรรยากาศพระอารามของวัดพระเขี้ยวแก้วยามค่ำคืน มันช่างสวยงามและเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม

         ผมอยู่ที่วัดพระเขี้ยวแก้วแห่งนี้จนถึงเวลาปิดประมาณสองทุ่มก็ได้เวลาเดินทางกลับที่พักซึ่งห่างจากวัดเขี้ยวแก้วเพียง 500 เมตรเท่านั้น ระหว่างทางที่ผมเดินกลับนั้น เป็นเวลาประมาณสองทุ่มเศษ หากเป็นที่กรุงเทพของเรานั้นผู้คนคงกำลังอยู่บนท้องถนนหรือกำลังเดินทางกลับบ้านกัน แต่ที่เมืองแคนดี้นี้บ้านเมืองเงียบสงัด ร้านค้าและบ้านเรือนต่างปิดกันหมดแล้ว แต่ความเงียบนี้แฝงไปด้วยความสงบของชีวิตผู้คนที่ไม่มีแสงสีมากมายนัก ซึ่งมันทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่น่าอยู่อีกเมืองหนึ่งเลยทีเดียว

          หลังจากที่กลับถึงโรงแรมแล้วผมก็จัดการอาบน้ำอาบท่าและพักผ่อนทันที เพราะวันรุ่งพรุ่งนี้ผมยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางต่อไปอีกเมืองที่เป็นเป้าหมายของผมในทริปนี้ในฐานะ “ผู้ที่ชื่นชอบชา หรือ Tea Lover” กับเมืองที่อยู่บนดินแดนสูง 2,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลที่ชื่อว่า “นุวารา เอลิยา (Nuwara Eliya)

          วันนี้ทั้งวันผมได้พบเจออะไรแปลกหูแปลกตาหลายอย่างกับดินแดนที่เป็นเมืองแห่งเอเชียใต้ที่มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา ผมได้เปิดโลกทัศน์กับแนวคิดและภาพลักษณ์ใหม่ๆ ของประเทศนี้ที่เคยได้ยินหรือได้อ่านมาจากแหล่งต่างๆ แต่วันนี้ได้มาเห็น มาสัมผัส มารับรู้ด้วยตัวเอง มันรู้สึกวิเศษกว่าจินตนาการที่เคยคิดไว้อย่างหาที่สุดมิได้จริงๆ เพราะผมเชื่อเสมอว่า “โลกนี้มีอะไรให้เราค้นหาไม่รู้จบ” ………เป็นอีกวันที่ผมนอนหลับสนิทแบบสบายใจชนิดที่ไม่ฝันเลย 🙂

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

 

Advertisements

One thought on “ตะลอนศรีลังกาวันที่ 1 – เมืองหลวงเก่า Kandy

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s