เที่ยวเสียมเรียบ (กัมพูชา) – ตอนแรก

          ทริปนี้เป็นอีกทริปหนึ่งที่สนุกมาก เพราะผมไปพร้อมกับเพื่อนๆ อีก 3 คน รวมผมด้วยเป็นสี่คน โดยแรกเริ่มนั้นทริปนี้วางไว้ล่วงหน้าเกือบเดือนว่าเราจะไปกันช่วงหยุดยาววันมาฆบูชาที่ 20 – 22 กุมภาพันธ์ 2559 โดยวางแผนว่าจะนั่งรถของบ่อนไปโรงเกลือหรือขับรถไปจอดโรงเกลือ (สระแก้ว) แล้วค่อยข้ามฝั่งและหารถไปเสียมเรียบต่อ แต่แล้วก็ล่มไปเพราะสมาชิกถอนตัว ต่างคนต่างติดธุระ ซึ่งผมก็นึกว่าจะไม่มีทริปนี้เสียแล้ว แต่แล้วพอก่อนวันมาฆบูชาประมาณ 10 วัน เพื่อนสาวที่แสนน่ารักผู้ริเริ่มทริปในตอนแรกนามว่า “นุ๊ก” หรือ “พนิต” นั้นก็ Line มาบอกผมด้วยคำที่สุภาพด้วยบทสนทนาใจความที่ว่า

 

พนิต          : ชิพ…กูจะไปเสียมเรียบวันมาฆบูชานี้

ชิพ            : ไปกันกี่คน ?

พนิต          : ตอนนี้ไม่รู้ ถ้ามึงไปด้วยก็มีแค่มึงกับกู

ชิพ            : OK…กูไปได้ งั้นไปหาทีมมาเพิ่ม

พนิต          : OK…ตามนั้น

 

          หลังจากนั้นทั้งผมและพนิตก็จัดการหาสมัครพรรคพวกโดยทันที ซึ่งก็ได้มาฝั่งละคน โดยพนิตไปได้ผู้ร่วมชะตากรรมมาหนึ่งคน นั่นคือ “แหม่ม” เพื่อนสาวผู้เป็นเสาหลักของทริปนี้ ซึ่งลงทุนเดินทางมาจากเชียงใหม่เพื่อจอยทริปนี้โดยเฉพาะ ส่วนผมก็ได้เชิญชวนเพื่อนสมัยทำงานที่เก่าอย่าง “แบงค์” มาอีกคน (ตอนแรกผมเกริ่นกับแบงค์มาคร่าวๆ แล้วว่าจะไปเสียมเรียบ แต่พอทริปล่มก็บอกว่าไม่ไปแล้ว แต่สุดท้ายพอทริปนี้รีเทิร์นกลับมา นับว่าโชคดีมากที่แบงค์มันยังไม่เปลี่ยนใจ มันยังคงอยากไปอยู่) ทำให้ทริปนี้ลงตัวมีไปทั้งหมด 4 คนถ้วน ซึ่งทางพวกเราก็ไม่รอช้า รีบจัดการหาข้อมูลเที่ยว หาโรงแรม (พวกเราตกลงกันว่าจะนอนโฮสเทล เพราะทริปนี้เน้นแบ็คแพ็คอยู่แล้ว) หาไกด์พาเที่ยว  ในที่สุดก็ได้ตารางเที่ยวคร่าวออกมาตามนี้

 

          วันแรก : ออกจาก กทม. เช้าประมาณตีห้า เพื่อไปถึงด่านโรงเกลือประมาณเก้าโมงเช้า จากนั้นก็ข้ามแดนและหารถไปเสียมเรียบ เมื่อเก็บของที่โรงแรมแล้วก็เที่ยวเล่นในเสียมเรียบ

 

          วันที่สอง : ให้ไกด์มารับที่โรงแรมประมาณตีห้า เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด (Angkor Wat) จากนั้นก็ให้ไกด์พาชมปราสาทต่างๆ ภายในเขตนครวัด-นครธมทั้งวัน

 

           วันที่สาม : ให้ไกด์พาเที่ยวววัดและสถานที่ต่างๆ ในเสียมเรียบตอนเช้าและส่งพวกเรากลับขึ้นรถเพื่อไปที่ด่านโรงเกลือในตอนเที่ยงและขับรถกลับ กทม. ในตอนบ่าย

 

          โดยค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่เราจัดการหาไว้ตั้งแต่ก่อนไปก็คือค่าโรงแรมคืนละ 5 USD/คน (จองผ่าน www.booking.com) เราเลือกจอง Hostel Salakamreuk เพราะราคาถูกและคะแนน review ดีมาก (8.6 คะแนน) ค่าไกด์สองวัน 60 USD (เฉลี่ยคนละ 15 USD) ขึ่งจ่ายในวันกลับ จากนั้นพวกเราก็แลกเงินกันให้เรียบร้อยล่วงหน้า โดยแลกกันไปคนละ 4,000 บาท ซึ่งได้มาประมาณ 115 USD โดยรวมสภาพการณ์ตอนนั้นพร้อมเที่ยวเต็มที่

 

1.jpg

ผู้ร่วมทางทั้งหมดของทริปนี้

จากซ้ายไปขวา พนิต (สาวเจ้าผู้ริเริ่มทริป), แหม่ม (คนเดียวที่พึ่งพาได้ในทริปนี้), แบงค์ (ไกด์เถื่อนผู้รู้ข้อมูลของที่เที่ยวเป็นอย่างดี) และผม

 

          หลังจากที่พวกเราวางแผนกันเรียบร้อยภายในระยะเวลาอันสั้น (เพราะว่าเรามืออาชีพอยู่แล้ว อะไรที่ไม่ได้ก็เดี๋ยวไปหาเอาน้ำบ่อหน้า 555+) ก็มาถึงวันเดินทาง โดยทุกคนนัดแนะกันเรียบร้อง เริ่มจากผมขับรถออกจากบ้านเวลาตีสี่ เพื่อไปรับพนิตตอนตีสี่ครึ่ง พอไปถึงที่นัดหมาย ปัญหาแรกก็มาถึงนั่นคือ “พนิตหลับไม่ตื่น เพราะนาฬิกาปลุกไม่ทำงาน !!!!” ผมลองโทรหา 1 ครั้งถ้วนและรอจนถึงตีหน้า แม่นางจึงโทรมาหาผมพร้อมกับบอกว่า “ชิพ…มึงไปับแหม่มที่บ้านก่อนเลย เดี๋ยวกูตามไปหาที่บ้านแหม่มเอง” เป็นการเจิมแผนการของเราแบบหน้าหงายกันเลยทีเดียว ผมจึงเปลี่ยนแผนโดยไปรับแหม่มและรอพนิตที่บ้านแหม่มจนตีห้าครึ่งสาวเจ้าจึงโผล่มาในสภาพกระเซอะกระเซิงตามแบบฉบับคนเพิ่งตื่นและรีบออกมา จากนั้นเราก็ไม่รอช้า ขับรถไปรับแบงค์และออกเดินทางสู่ตลาดโรงเกลือซึ่งเป็นจุดหมายแรกที่เราจะเอารถไปจอดไว้ทันที พวกเราใช้เส้นทางถนนสุวินทวงศ์ วิ่งผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้วและสุดเขตประเทศไทยที่ตลาดโรงเกลือทันทีใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ เราถึงตลาดโรงเกลือประมาณ 9.15 น. จากนั้นเราก็เอารถไปฝากไว้ที่จุดรับฝากรถใกล้กับด่านตรวจคนเข้าเมือง ค่าฝากรถที่นี่คิดวันละ 100 บาท ก็ถือว่าพอรับได้ครับ ดูแล้วมีระบบบัตรรับฝากและมีหลังคา ซึ่งปลอดภัยพอสมควร ส่วนค่าฝากรถนั้นจ่ายตอนวันกลับทีเดียว หลังจากที่จอดรถเรียบร้อยแล้วเราก็จัดการหาอะไรใส่ท้องเป็นอาหารเช้าในบริเวณตลาดใกล้ๆ และเก็บข้าวของกันใส่กระเป๋าสะพายตามแบบฉบับแบ็คแพ็คเกอร์กันให้เรียบร้อย สักประมาณ สิบโมงครึ่งเราก็โบกมือลาประเทศไทยเพื่อข้ามฝั่งไปเที่ยวกัมพูชาสัก 3 วัน ซึ่งการผ่านแดนที่นี่นั้นก็ใช้เพียงพาสปอร์ตเล่มเดียว แต่คิวอาจจะยาวหน่อยเนื่องจากมีทั้งนักท่องเที่ยวและนักแสวงโชคที่เดินทางข้ามไปคาสิโนที่ปอยเปตมาต่อคิวผ่านแดนกันอยู่นั่นเอง

 

          หลังจากที่เราข้ามผ่านแดนและเดินผ่านย่านคาสิโนแล้ว เราก็ได้เหยียบแผ่นดินกัมพูชากันเสียที (ถ้าใครอยากได้ซิมการ์ดกัมพูชาก็หาซื้อได้จากที่นี่เลย มีร้านขายและคนเดินขายเยอะมาก คนขายพูดได้ทั้งไทยและอังกฤษ ราคาซิมรวมเติมเงินประมาณ 250 บาท เล่นเน็ตได้ประมาณ 2 GB) เมื่อเราเดินไปเพื่อจะหารถประจำทางไปเสียมเรียบ เราก็เริ่มรู้ฤทธิ์การเป็นนักท่องเที่ยวทันที เพราะมีชายคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษกับเราว่าเค้ามี Shuttle bus พาเราไปสถานีขนส่งฟรี เป็นรถแอร์อย่างดี ผมก็ถามไปว่าต้องรอนานไหมกว่ารถจะออกเค้าบอกว่าแค่พวกเราสี่คนรถก็ออกเลย ผมก็ดีใจสิครับ พร้อมกับตอบเค้ากลับไปว่า “Perfect !” นั่งในรถ 5 นาทีรถก็ออก และใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็พาเรามาถึงสถานีขนส่ง แว๊บแรกที่มองไป…เฮ้ย ! ทำไมสถานีขนส่งไม่มีรถบัสหรือรถประจำทางสักคันว่ะ ก็เลยลงไปถามที่เคาน์เตอร์ เค้าบอกว่ามีแต่รถออกอีกทีสี่โมงเย็น (ตอนนั้นเพิ่งสิบโมงกว่าๆ) ถ้าจะไปตอนนี้เลยต้องเหมาแท็กซี่ราคา 35 USD ส่งถึงที่เลย ในใจตอนนั้น…เอาแล้ว น่าจะโดนหลอกกันเข้าให้แล้ว เพราะที่ศึกษามาแต่แรกคือจะมีรถบัสไปเสียมเรียบค่ารถคนละ 7 USD อยู่ คาดว่ารถ Shuttle bus คงมีเอี่ยวกับแท็กซี่แน่นอนจึงพาเรามาที่สถานีขนส่งแห่งนี้ แต่พอมาคำนวณแล้วค่าแท็กซี่ 35 USD หารออกมาก็คนละ 9 USD ก็พอรับได้ (แพงกว่ารถบัส 2 USD แต่ได้ความเป็นส่วนตัว) เราจึงตกลงไปแท็กซี่กัน แต่สำหรับใครที่ไปแค่คนเดียวหรือสองคน อันนี้ค่ารถถือว่าโหดครับ และสุดท้ายผมมารู้ทีหลังว่าเมื่อเดินผ่านแดนมาแล้วให้เดินต่อไปอีกสักหน่อยจนถึงวงเวียนจะมีรถ shuttle bus (ของจริง) ที่พาเราไปสถานีขนส่งจริงๆ ที่มีรถประจำทางไปเสียมเรียบตลอดทั้งวัน นั่นล่ะฮะท่านผู้ชม….สรุปว่าพวกเราโดนหลอกตั้งแต่ก้าวเข้าเขมรเลยครับ 😦

 

       หลังที่เราตัดสินใจใช้บริการแท็กซี่จากสถานีขนส่งไร้สังกัดแล้วรถก็พาเราออกเดินทางทันที เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษก็มาถึงเสียมเรียบ แต่แล้วมหกรรมโดนโกงก็บังเกิดขึ้นอีกรอบ ซึ่งในตอนแรกนั้้นแท็กซี่บอกว่าจะพาเราไปส่งที่โรงแรม แต่แล้วสัญญาลมปากที่ไม่มีหลักฐานก็เปลี่ยนแปลงได้อีก ซึ่งนั่นคือเขาพวกเราไปยังสถานที่หนึ่งที่มีวินรถตุ๊กตุ๊กตั้งอยู่ (รถตุ๊กตุ๊กในความหมายของชาวกัมพูชาคือรถมอเตอร์ไซค์ที่มีที่นั่งพ่วงอยู่ข้างหลัง สามารถนั่งได้สูงสุด 4 คน) เมื่อไปถึงเราก็บอกคนขับว่าที่นี่ไม่ใช่โรงแรมของเรานะ เขาก็บอกเราว่ารถตุ๊กตุ๊กจะพาเราไปโรงแรมให้เราลงไปนั่งตุ๊กตุ๊กต่อ ตอนแรกเราก็นึกว่าฟรี พอลงปุ๊บ คนขับรถก็ออกรถปั๊บ จากนั้นตุ๊กตุ๊กก็เขามาบอกเราว่าจะพาไปส่งโรงแรม แต่เขาอาสาจะพาเราไปซื้อบัตรเข้าชมนครวัด-นครธมก่อน เนื่องจากเคาน์เตอร์ปิดห้าโมงเย็นและเปิดแปดโมงเช้า ถ้าเราจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าต้องไปซื้อวันนี้ โดยค่ารถไปซื้อบัตรนั้นเหมาที่ 20 USD แล้วเขาจะพาไปส่งโรงแรมหลังจากซื้อบัตรแล้ว พวกเราเลยมองหน้ากันแล้วเข้าใจตรงกันว่า “เอาแล้วไง….โดน (โกง) อีกแล้ว” ดีที่เราศึกษามาระดับหนึ่งว่าเคาน์เตอร์ขายตั๋วนั้นเปิดตั้้งแต่ตีห้า เลยบอกว่าให้ไปส่งเราที่โรงแรมเลย ไม่ต้องพาไปซื้อตั๋ว เดี๋ยวเราไปซื้อเอง เขากลับบอกว่าแบบนั้นก็คิดค่าไปส่ง 8 USD (อ้าว…นึกว่าฟรีซะอีก แต่ไหนๆ ก็โดนหลอกแล้ว จ่ายๆ ไปเหอะ จะได้จบๆ) ว่าแล้วพวกเราก็ขึ้นตุ๊กตุ๊ก (มหาประลัย) ไปโรงแรมกัน ซึ่งระยะทางก็เพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ กลับชาร์จซะเลือดซิบเลย ถือว่าวันนี้โดนกันเต็มๆ เลยทีเดียว

 

          ประมาณเวลาบ่ายสองโมง พวกเราก็ฝ่ามาถึงโรงแรมจนได้ เราก็ทำการเช็คอินโดยทันทีเพื่อเอาของไปเก็บและพักผ่อนกัน และปรึกษากันว่าเราจะเช่าจักรยานคนละ 1 USD จากโรงแรมเพื่อปั่นไปเล่นตามในเมืองเสียมเรียบ โดยออกไปตอนบ่ายสามโมง ขอบอกว่าการปั่นจักรยานแบบชิดขวาที่นี่นั้นยากกว่าที่คิดเพราะมันคนละฝั่งกับการขับรถที่เมืองไทย เราสับสนกันในบางจังหวะ ดีที่รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ในเสียมเรียบขับกันไม่เร็วและถนนไม่ค่อยใหญ่มาก ทำให้เราพอถูๆ ไถๆ ไปกันจนได้

 

          สถานที่แรกที่เราไปคือวัด….. ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเรา ปั่นจักรยานประมาณ 10 นาทีก็ถึง โดยรวมแล้วคล้ายๆ กับวัดที่เมืองไทยของเรา มีศาลา โบสถ์และพระประธานในวัด สไตล์ของสถาปัตยกรรมในวัดนี้คล้ายกับวัดที่ภาคอีสานบ้านเรา วัดนี้เป็นโรงเรียนและมีห้องสมุดภายในวัดด้วย โดยรวมแล้ววัดนี้ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก แต่ที่เราเข้ามาก็เพื่อที่จะมาดูว่าวัดที่เขมรนั้นเป็นอย่างไรเท่านั้น

 

2

3

4

5

รูปภาพภายในบริเวณวัดที่เราเดินเข้าไปชมระหว่างทางปั่นจักรยานไป Pub Street

          เราใช้เวลาเดินเล่นและถ่ายรูปวัดนี้กันประมาณ 20 นาที ก็พากันคว้าจักรยานไปกันต่อโดยเป้าหมายถัดไปของเราก็คือไปดูย่านขายของฝากและย่านที่เจริญที่สุดในเสียมเรียบอย่าง “Pub Street” กัน

 

          เมื่อเรามาถึง Pub Street เราก็จัดการจอดจักรยานไว้ แล้วอันดับแรกที่เราทำเลยก็คือเดินสำรวจย่านแหล่งขายของฝาก โดยรวมแล้วพวกเรารู้สึกไม่ค่อยบแปลกตาเท่าไหร่ เพราะว่าของที่ขายตามร้านต่างๆ นั้นจะเหมือนกับของไทยมาก อารมณ์เหมือนเราเดินอยู่ตามถนนข้าวสาร ถนนสีลม หรือไนท์บาซาร์ ประมาณนั้น ทำให้เราเปลี่ยนเป้าหมายในการเดินสำรวจจากของฝากเป็นของกินแบบทันใด เพราะตอนนั้นก็เริ่มเย็นแล้วและพวกเราก็เริ่มหิวกันตามระเบียบ ร้านอาหารต่างๆ แถว Pub Street นั้นราคาค่อนไปทางสูง แบบขายให้ต่างชาติและเป็นส่วนมากอาหารตะวันตกและอาหารท้องถิ่นกัมพูชา (คล้ายอาหารไทย) อย่างละครึ่ง แต่มีอย่างหนึ่งที่ถูกกว่าเมืองไทยเรามากนั่นก็คือ “เบียร์” สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่กระป๋องละ 0.5 USD (ประมาณ 17 – 18 บาทเท่านั้น) แต่หากเป็นเบียร์นอกราคาก็แพงไปอีกหน่อย พวกเราเดินกันไปไกลมาก เพราะไม่รู้จะกินอะไรกันดี เนื่องจากหลายร้านตาม Pub Street ราคาค่อนข้างแพง และเมนูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ จนแล้วจนรอดเกือบประมาณหกโมงเย็นเราก็ตัดสินใจกันเข้าร้านอาหารกัมพูชาร้านหนึ่งที่ดูแล้วราคาก็ไม่ได้ต่างจากที่อื่นๆ แต่เมนูดูน่าสนใจดี (เมนูอาหารต่างๆ คล้ายอาหารไทยมาก) และเมื่ออาหารมาเสิร์ฟแล้วนั้น พวกเรารู้สึกว่านี่มันเหมือนอาหารไทยชัดๆ อย่างเช่น ฟักทองฝัดไข่ แพนง ห่อหมก ฯลฯ อาจเป็นเพราะกัมพูชาและไทยอยู่ใกล้กันมาก จนวัฒนธรรมอาหารนั้นแยกกันไม่ค่อยออก

 

6

7

บรรยากาศร้านค้าต่างๆ ย่าน Pub Street ในยามเย็น

 

8

10

13

12

บรรยากาศ Pub Street ยามค่ำคืน ที่พวกเราเดินผ่าน

(วันนี้ขอบายก่อนนะ เพราะพรุ่งนี้ตื่นเช้า พรุ่งนี้เราจะมาย่ำให้เต็มที่เลย)

 

          หลังจากที่พวกเราพากันอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็เดินเล่นดูบรรยากาศตาม Pub Street สักพัก ซึ่งโดยรวมก็มีร้านค้าและร้านนั่งดื่มคล้ายๆ ย่านถนนข้าวสารบ้านเรา แต่เพลานั้นก็ได้เวลาประมาณสองทุ่ม พวกเราจึงตกลงกันว่าได้เวลากลับไปพักผ่อนแล้ว เพราะพรุ่งนี้พวกเรานัดไกด์ให้มารับเราที่โรงแรมในเวลาตีห้าเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด (Angkor Wat) จึงขอยกการเที่ยว Pub Street แบบเต็มๆ ไปไว้วันพรุ่งนี้แทน และระหว่างทางกลับไปโรงแรมเราก็เจอมินิมาร์ทร้านนึงเลยกะจะเข้าไปซื้อขนมและของกินเล็กๆ น้อยๆ (และเบียร์ 🙂 ) ระหว่างที่เดินดูของในร้านก็พบว่าน้ำหอมและเหล้านอกที่กัมพูชาถูกมาก ถูกกว่าบ้านเรากว่าครึ่ง แต่พวกเราไม่มีคอเหล้าสักคนจึงขอผ่านไป ส่วนน้ำหอมที่นี่นั้นราคาเรียกว่าถ้าใครซื้อไปคุ้มแน่นอน ประมาณว่าของแบบเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ขนาดขวดเท่ากันถ้าที่เมืองไทยขวดละ 1,500 บาท ที่นี่ก็แค่ 25 – 30 USD (ประมาณ 750 – 950 บาท) เท่านั้น แต่ผมใช้เป็นอย่างเดียวดูไม่ออกว่าอันไหนแท้ อันไหนเทียม เลยไม่ได้ซื้อมาแต่อย่างใด สรุปว่าได้ขนมพร้อมเบียร์อังกอร์กลับมาลิ้มรสพอหอมปากหอมคอเท่านั้น

 

9

Angkor Beer – เบียร์สัญชาติท้องถิ่น ลองเอามาชิมเพื่อรู้รสชาติ (แค่นั้นจริงๆ นะ)

 

          สรุปว่าวันนี้เจอมาทุกรสชาติครับ สนุก เหนื่อย ร้อน เฮฮากับเพื่อน โดนโกง ทำให้วันนี้นั้นหลังจากที่พวกเราถึงโรงแรมและแยกย้ายกันอาบน้ำแล้วนั้น ก็พากันนั่งคุยกันต่อสักพักแกล้มเบียร์ และก็เข้านอนกันแต่หัววันแบบที่ไม่ได้ทำมานานมากๆ ตามประสาคนทำงานที่ลืมชีวิตวัยเด็กไปแล้ว จึงทำให้วันนี้เป็นอีกวันที่พวกเรารับเอาความสนุกไปหลับฝันดีแบบเต็มอิ่มจริงๆ ครับ

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

Advertisements