เที่ยวลาววันที่ 3 – อ้อมกอดขุนเขาและสายน้ำ ณ วังเวียง

      วันนี้เป็นวันที่สองของเราในวังเวียง ซึ่งเรามีแพลนไปเที่ยวรอบๆ วังเวียงโดยที่เราซื้อทัวร์แบบ Day trip ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน บริษัททัวร์นัดมารับเราที่โรงแรมในตอนเช้าเวลาแปดโมง เราตื่นกันตั้งแต่เจ็ดโมงอาบน้ำแต่งตัวและลงมากินอาหารเช้า (ไม่ต้องแต่งตัวอะไรมาก เพราะวันนี้เราเน้นลุยและเปียกน้ำ แต่ควรพกครีมกันแดดไปด้วย เพราะได้ออกแดดทั้งวัน) ทัวร์มารับเราถึงหน้าโรงแรมตรงเวลา รถที่มารับเป็นรถสองแถวมีหลังคาที่ด้านบนมีเรือคายัคด้วยประมาณ 6 – 7 ลำ และระหว่างทางก็แวะรับลูกค้าอีก 2 – 3 ราย รวมแล้วทัวร์เรากรุ๊ปนี้มีทั้งหมด 11 คน มีทั้งคนไทยและฝรั่ง โดยเป้าหมายแรกของเราอยู่ที่ “ถ้ำน้ำ (Tham Nam หรือ Water cave)” ซึ่งอยู่ทางเหนือของตัวเมืองออกไปประมาณ 14 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที โดยรถพาเราวิ่งไปตามถนนใหญ่แล้วเลี้ยวเข้าไปทางลูกรังก่อนไปหยุดสุดทางที่ริมแม่น้ำซอง ซึ่งเราต้องเดินต่อไปยังถ้ำน้ำอีกประมาณ 500 เมตร เพราะจากจุดนี้รถไปต่อไม่ได้แล้ว เนื่องจากไม่มีถนน เราต้องเดินข้ามสะพาน ผ่านทุ่งนาและหมู่บ้านชาวพื้นเมืองเพื่อไปถ้ำ ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที

 

1

บริเวณที่จอดรถแล้วเดินไปถ้ำน้ำ รถยนต์ไปไม่ได้แล้วจากจุดนี้ ต้องเดินข้ามสะพานน้ำซอง แล้วลัดเลาะผ่านทุ่งนาและหมู่บ้าน

 

6

บ่าวบ้านนอกขาเลาะและทุ่งนาที่เดินผ่านเพื่อที่จะไปถ้ำน้ำ

 

2

หมู่บ้านระหว่างทางที่เดินไปถ้ำน้ำ

3

มาถึงแล้ว….ถ้ำน้ำ

 

     ถ้ำน้ำเป็นหนึ่งในสิ่งอเมซซิ่งของวังเวียง เพราะนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์นั่งบนห่วงยาง (Tubing) พร้อมติดไฟฉายที่หัวเพื่อผจญภัยโดยการลอยน้ำลอดเข้าไปในถ้ำที่มืดสนิทลึกประมาณ 500 เมตร ซึ่งการที่จะสามารถลอยน้ำนั่งห่วงยางได้นั้นต้องไปในฤดูที่มีน้ำเท่านั้น หากไปในฤดูแล้งจะใช้วิธีเดินเข้าไปในถ้ำแทน ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ต้องห่วง เพราะภายในถ้ำมีเชือกให้เกาะตลอดทางไม่ต้องกลัวหลงและระดับน้ำก็ไม่ได้ลึกอะไรมากมายพอยืนถึง (แต่น้ำเย็นมาก) พวกเราไปถึงบริเวณหน้าปากถ้ำประมาณเก้าโมงกว่าๆ ไกด์ก็จัดแจงไปหาอุปกรณ์ทั้งไฟฉายคาดหัวและห่วงยางมาให้คนละชุดเพื่อเตรียมลอดถ้ำ (สำหรับใครที่มีอุปกรณ์สื่อสารหรือของที่ลงน้ำไม่ได้ สามารถฝากไว้ที่ไกด์ได้ ไกด์มีถุงกันน้ำ หรือหากต้องการสะดวกจริงๆ ก็พกซองกันน้ำหรือกระเป๋ากันน้ำไปเลยก็ได้ครับ) เมื่อทั้งทีมพร้อมแล้วไกด์ก็พาต่อแถวเพื่อนั่งห่วงยางลอยน้ำเข้าไปในถ้ำทันที ตอนนั้นยังเช้าอยู่คนจึงยังไม่เยอะเท่าไหร่ ซึ่งการลอยตัวเข้าไปนั้นก็ไม่ยาก ใช้วีธีการเกาะเชือกแล้วค่อยๆ ไต่เข้าไปข้างในเรื่อยๆ ภายในน้ำนั้นเย็นและมืดสนิทมาก การจะมองดูวิวภายในถ้ำนั้นต้องอาศัยแสงไฟที่ติดอยู่ที่หน้าผากเท่านั้น และต้องระวังหินงอกหินย้อยด้วยเวลาล่องห่วงยางเข้าไป เรียกได้ว่าน่าตื่นเต้นไปอีกแบบ เมื่อไปถึงสุดทางแล้วก็ย้อนกลับมาทางเดิมใช้เวลาล่องลอยชมวิวอยู่ในถ้ำทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง หลังจากออกมาด้านนอกถ้ำแล้วประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง ทางไกด์ก็แนะนำเราว่าจะรับประทานอาหารกลางวันกันที่นี่ก่อนบริเวณร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่ด้านหน้าถ้ำ โดยอาหารกลางวันนั้นเป็นข้าวผัดกับบาร์บีคิวไก่ย่างกินกับขนมปังฝรั่งเศสก็เข้ากันไปอีกแบบ

 

4

5

บริเวณหน้าปากถ้ำน้ำพาหนะสำหรับลอดถ้ำ (ห่วงยาง) มองเห็นมั้ยว่าปากถ้ำที่พวกเราจะลอยคลอบนห่วงยางนั้นอยู่ตรงไหน ?????

 

7

อาหารกลางวันหลังจากที่ออกมาจากถ้ำ…ข้าวผัดไก่กับบาร์บีคิวไก่

 

     หลังที่กินข้าวเที่ยงแล้วก็พักผ่อนเดินเล่นถ่ายรูปกันบริเวณนั้น สักประมาณเที่่ยงครึ่งเราก็เดินกลับทางเก่าที่เราเดินมาจากจุดจอดรถ ระหว่างทางก็แวะ “ถ้ำช้าง (Tham Xang หรือ Elephant cave)” ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างจุดจอดรถและถ้ำน้ำพอดี ชื่อถ้ำช้างนั้นตั้งตามลักษณธหินงอกหินย้อยภายในถ้ำที่เป็นรูปตัวช้าง (ต้องลองมองสังเกตดูภายในถ้ำครับ) ภายในถ้ำเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปและพระพุทธบาท เราใช้เวลากันที่ถ้ำช้างไม่นานนัก เพราะภายในถ้ำขนาดไม่ใหญ่มาก ใช้เวลาสัก 10 นาทีเดินถ่ายรูปก็เพียงพอ

 

8

บริเวณด้านหน้าทางเข้าถ้ำช้าง

 

9

บริเวณภายในถ้ำช้าง

1011

พระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำช้าง

 

12

เห็นหินภายในถ้ำตรงนี้แล้วเข้าใจขึ้นมาทันทีเลยว่าทำไมที่นี่ถูกเรียกว่า “ถ้ำช้าง”

 

     หลังจากที่เสร็จสิ้นจากถ้ำช้างแล้วเราก็กลับไปที่รถเพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายต่อไปถือไปที่จุดเริ่มพายเรือคายัค ซึ่งอยู่ห่างจากถ้าน้ำเข้าไปทางตัวเมืองประมาณ 10 กม. หรืออยู่ห่างจากตัวเมืองวังเวียงประมาณ 4 – 5 กม. ไกด์บอกเราว่าจะจุดนี้พายเรือไปเรื่อยๆ ตามแม่น้ำซองประมาณ 5 กม. ก็จะถึงตัวเมือง โดยเรือคายัค 1 ลำสามารถพายได้ 2 – 3 คน (ถ้าสองคนอาจจะเหนื่อยหน่อย) ว่าแล้วหลังจากที่จับจองเรือและฟังคำอธิบายการพายเรือจากไกด์แล้วก็จัดการเริ่มการล่องเรือโดยทันที ใครที่กังวลเรื่องความปลอดภัยก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะมีไกด์พายเรือไปกับพวกเราด้วยตลอดทาง อีกอย่างทุกคนต้องใส่ชูชีพและน้ำก็ไม่ได้ลึกมาก พอยืนถึง (บางช่วงแค่เท่าหัวเข่าเท่านั้น) ระหว่างทาง (ครึ่งทาง) เราจะแวะบาร์ริมแม่น้ำเพื่อแวะพักและหาอะไรดื่มตามอัธยาศัยสักประมาณ 30 นาที (ค่ากินดื่มที่บาร์ไม่รวมอยู่ในแพ็คเก็จ Day trip) แล้วจึงพายต่อเพื่อเข้าไปในเมืองกัน เราใช้เวลาพายกันร่วมสองชั่วโมงก็มาถึงภายในเมืองประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง เมื่อยแขนกันเลยทีเดียว (ขอบอกว่าคนนั่งหลังสุดจะเมื่อยกว่าคนหน้า เพราะต้องออกแรงเยอะกว่าและต้องเป็นคนคุมทิศทาง)

 

13

14

จุดสตาร์ทปล่อยเรือคายัค ก่อนพายหย้าตายังสดชื่นแจ่มใสเปี่ยมด้วยพลังงานอันเหลือล้นทุกคน

 

1516

17

จุดแวะพักกลางทางระหว่างพายเรือที่เป็นบาร์กึ่งร้านอาหารริมแม่น้ำ มีเครื่องดื่มจำหน่ายทั้ง Soft drink และแอลกอฮอล์ หาอะไรเย็นๆ ดื่มที่ศาลาริมน้ำซองนั้นของบอกเลยว่า “โคตรจะชิลลลลลล์”

 

18

วิวระหว่างทางที่เราพายเรือคายัคไปเรื่อยๆ ผ่านหุบเขา

 

     หลังจากที่ถึงจุดขึ้นฝั่งในเมืองทางไกด์ก็จัดการพาเราพร้อมเรือคายัคขึ้นรถเพื่อไปต่อยังจุดหมายถัดไปซึ่งเป็นจุดหมายหลักของในการมาเยือนเมืองแห่งขุนเขานี้และเป็นแลนด์มาร์คอันดับหนึ่งของวังเวียงที่ดังไปทั่วโลกด้วยนั่นคือ “บลูลากูน (ฺBlue Lagoon) หรือ ถ้ำปูคำ (Tham Phu Kham)

     ***คำว่า “ปูคำ” มีความหมายว่าบ่อน้ำสีมรกต

     บลูลากูนตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังเวียง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร ด้านหน้าถ้ำเป็นบริเวณลำน้ำสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนหย่อนใจ สามารถลงเล่นน้ำได้ และมีร่มสำหรับนั่งพักผ่อน รวมถึงมีพื้นที่ลานกว้างสำหรับชาวต่างชาติมานอนอาบแดด บริเวณริมแม่น้ำมีเพิงไม้สำหรับนั่งรับประทานอาหาร สามารถสั่งอาหารมารับประทานได้ (อาหมารหลักๆ แล้วก็อารมณ์เหมือนอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตกบ้านเรา เช่น ส้มตำ ไก่ย่าง ประมาณนี้) กิจกรรมที่แนะนำสำหรับคนที่ชอบวัดใจและชอบความท้าทายของที่นี่คือ “การกระโดดบ่อน้ำบลูลากูน” โดยมีแบบเบสิคคือโหนชิงช้าและโดดลงกลางบ่อ (ระยะสูงไม่เกิน 0.5 เมตร) และระดับโหดคือโดดจากต้นไม้ (สูงประมาณ 3 เมตร) โดยบ่อน้ำมีความลึกพอสำหรับกระโดด แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วยนะครับสำหรับคนที่คิดจะลองกระโดด ผมแนะนำว่าควรจะว่ายน้ำเป็นและชำนาญพอสมควร และหาไม่มั่นใจควรสวมชูชีพ และไม่แนะนำผู้ที่มึนเมาแอลกอฮอล์โดดครับ นอกจากกิจกรรมกระโดดบ่อน้ำแล้วยังมีพื้นที่อีกส่วนที่สามารถลงเล่นน้ำได้ แต่น้ำลึกพอสมควร (ท่วมศีรษะ) คนที่ลงเล่นควรว่ายน้ำได้และหากไม่มั่นใจควรสวมชูชีพเพื่อความปลอดภัย ขอบอกว่าน้ำที่นี่ใสและเย็นมากเนื่องจากเป็นน้ำที่ไหลมาจากในถ้ำ หากลงเล่นแล้วแนะนำเล่นให้ต่อเนื่องครับ ไม่ควรเล่นๆ พักๆ (555+) เพราะขึ้นมาแล้วจะหนาวทันที 😀

     ทางไกด์พาเราไปถึงบลูลากูนประมาณสี่โมงเย็นและให้เวลาเราอิสระ 1 ชั่วโมงครึ่งในการเล่นน้ำ กระโดดน้ำ สั่งอาหารและเครื่องดื่มมานั่งชิลล์ริมสระน้ำ (ค่าอาหารไม่รวมในแพ็คเกจ) และนัดมารวมตัวกันที่รถอีกทีตอนห้าโมงครึ่งซึ่งเป็นเวลาที่บลูลากูนปิดพอดี พวกเราใช้เวลาหมดไปกับเล่นน้ำและวัดใจกันกระโดดน้ำ ซึ่งสนุกมากครับกับการที่ได้มาเล่นน้ำใสๆ เย็นๆ บรรยากาศดีๆ อากาศบริสุทธิ์ที่นี่ เรียกว่าเวลาชั่วโมงครึ่งนั้นผ่านไปเร็วมากจริงๆ

 

19

ป้ายแสดงเวลาเปิดปิดบลูลากูน

20

บ่อน้ำใสๆ สีเขียวมรกต สัญลักษณ์ของเมืองวังเวียงที่โด่งดังไปทั่วโลก

 

21

ป้ายเตือนห้ามผู้ที่มึนเมากระโดดน้ำเด็ดขาด

 

โดดบ่อบลูลากูนแบบ Level 1 … โหนชิงช้าแล้วโดด

 

โดดบ่อบลูลากูนแบบ Level 99 … วัดใจโดยการโดดสามเมตรจากต้นไม้

 

2223

เวลาชั่วโมงครึ่งกับบลูลากูนนั้นหมดไปกับการเล่นน้ำจริงๆ  น้ำใสๆ เย็นๆ มันช่างจรรโลงใจจริงๆ

 

     พอห้าโมงครึ่งบลูลากูนปิดนักท่องเที่ยวก็ทะยอยออกจากบริเวณสระ พวกเราก็ไปรวมตัวกันที่รถตามที่นัดแนะไกด์เอาไว้ หลังจากนั้นไกด์ก็พาลูกทัวร์ทุกคนไปส่งที่โรงแรมแบบไล่เรียงที่ละคนจนครบทุกคน เรากลับมาถึงโรงแรมเวลาประมาณหกโมงตรง จากนั้นก็อาบน้ำอาบท่าสระผมทันทีเพราะตัวเปียกมาทั้งวัน (และเริ่มหิวแล้วด้วย) เสร็จแล้วประมาณสักทุ่มครึ่งเราก็ออกไปเดินในเมืองไม่ไกลจากโรงแรมเพื่อหาอะไรใส่ท้องเป็นมื้อเย็นกัน โดยไปสะดุดร้าน “ข้าวเปียก” ร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านรถเข็นริมทางธรรมดาๆ (ข้าวเปียกเป็นภาษาลาวซึ่งหมายถึงก๋วยจั๊บญวน) แต่รสชาติไม่ธรรมดาครับ อร่อยมาก (หรือเพราะเราหิวและเหนื่อยจากการเล่นน้ำก็ไม่รู้) ราคาชามละ 10,000 กีบ (ประมาณ 45 บาท) เมื่อของคาวเสร็จแล้ว เราก็ไม่ลืมสิ่งที่ติดค้างตั้งแต่เมื่อวานเย็น นั่นคือ “ของหวาน” ที่เราเห็นร้านโรตีหลายสิบร้านในวังเวียงแต่เมื่อวานอิ่มจัดเลยไม่ได้ลอง วันนี้เลยต้องไปหาลองให้ได้ เราไปเจอร้านหนึ่งชื่อ “บุญยัง” เป็นลุงคนหนึ่งขายและป้ายเขียนว่า “ร้านแรกในวังเวียงตั้งแต่ปี 1990” ขายกันตั้งแต่ผมเองยังไม่รู้จักความด้วยซ้ำ ว่าแล้วเลยขอเข้าไปลองซักหน่อย บอกลุงว่าเอา นมน้ำตาล กับ กล้วย & นูเตล่า & มะพร้าว (กะทิผง) อย่างละหนึ่ง หมดไปสองชิ้น 25,000 กีบ (ประมาณ 105 บาท) บอกตรงๆ ว่ารสชาติอร่อยดี แต่ก็ไม่ต่างจากโรตีบ้านเราเท่าไหร่หรอก แต่เห็นรีวิวหลายๆ ที่บอกว่ามาวังเวียงต้องลองโรตีก็เลยอยากลองกับเขาบ้าง ถือซะว่าเปลี่ยนบรรยากาศกินโรตีที่ต่างประเทศก็แล้วกันเนอะ

 

24

ข้าวเปียก (หรือก๋วยจั๊บญวน) สไตล์ลาวแท้ๆ น้ำซุปหวานๆ เส้นเหนียวๆ หมูหมักนุ่มๆ โรยหน้าด้วยกากหมูเจียวกรอบๆ บอกเลยว่า……ฟิน

 

25

25-1

โรตีบุญยัง…ต้นตำรับแห่งวังเวียงตั้งแต่ปี 1990

 

26

ได้กินแล้ว…โรตีวังเวียง เหล่เอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน

 

     หลังจากที่อิ่มหนำสำราญกับอาหารเย็นและของหวานสไตล์วังเวียงแล้ว ก็ได้เวลาประมาณสามทุ่มและเป็นเวลาที่พวกเราง่วงนอนกันพอดี ว่าแล้วจึงเดินกลับโรงแรมเพื่อจัดการเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเพราะพรุ่งนี้เรามีนัดเวลาแปดโมงครึ่งเพื่อที่จะไปขึ้นรถกลับอุดรธานีกัน จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 3 วันพอดีที่เรามาอยู่ในลาว เป็นสามวันที่เรียกได้ว่าเป็นการพักผ่อนแบบขนานแท้ เพราะเราได้มาเห็นบ้านเมืองที่สงบพร้อมกับธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทำให้เหมือนรู้สึกชีวิตได้ชาร์จแบตและสมองโล่งขึ้นเยอะ ต้องบอกได้ว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง และไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่งสำหรับขาเที่ยวแบบลุยๆ กับประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องของเรา…ประเทศลาว

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s