เที่ยวลาววันที่ 2 – LET’S GO TO VANG VIENG

     หลังจากที่เมื่อวานนี้เรามาถึงลาววันแรกแล้วใช้เวลาครึ่งวันลาดตระเวนนครเวียงจันทน์แล้ว วันที่สองนี้พวกเราก็เดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปเที่ยวต่อกันที่เมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าธรรมชาติยังบริสุทธิ์เว่อร์ๆ อย่าง “วังเวียง” กันครับ โดยที่พวกเราได้ซื้อตั๋วรถประจำทางไปวังเวียงกันตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่โรงแรม

     วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเก็บของ เช็คเอาท์และรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเพื่อที่จะได้ขึ้นรถเวลาประมาณแปดโมงครึ่งตามเวลานัดหมาย โดยตั๋วที่เราจองกันไว้เป็นราคารถบัสครับ แต่พอถึงเวลาจริงเป็นรถตู้ที่ราคาแพงกว่ารถบัสและถึงเร็วกว่า ซึ่งผิดคาดครับ เพราะหลายครั้งที่คนจองเป็นรถตู้แต่ได้นั่งรถบัสแทน แต่เรากลับกันที่จองรถบัสแต่ได้นั่งรถบัส 🙂 ผมเดาว่าอาจจะเพราะวันที่เราเดินทางเป็นวันธรรมดาและคนน้อย ออกรถบัสไม่คุ้มจึงต้องใช้รถตู้แทน

     รถมารับเราตรงเวลาครับ หลังจากรับเราแล้วก็วิ่งไปรับคนอื่นๆ ต่อตามโรงแรมอีก 2 – 3 ที่ ก่อนจะวิ่งออกนอกเมืองเพื่อมุ่งหน้าไปวังเวียงทันที ระหว่างทางจะแวะกลางทาง 1 จุดที่ร้านอาหารริมทางหลังจากที่ออกจากเวียงจันทน์ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้โดยสารได้เข้าห้องน้ำ ซื้อของกินและยืดเส้นยืดสายประมาณ 15 – 20 นาที

1

ตั๋วรถไปวังเวียงที่เราจองเป็นราคารถบัสแตได้นั่งเป็นรถตู้ไป (ราคาคนละ 50,000 กีบ หรือประมาณ 200 บาท )

 

2

ลักษณะรถตู้ที่พาเราไปวังเวียงครับ ซึ่งก็เหมือนรถตู้ประจำทางบ้านเราครับ แต่ที่นั่งกว้างกว่า (มี 13 ที่นั่ง) ด้านบนหลังคามีที่วางสัมภาระด้วย

 

3.JPG

ร้านอาหารที่รถตู้แวะพักกลางทาง อาหารที่ขายที่นี่ก็เป็นอาหารง่ายๆ เช่นแซนวิช ก๋วยเตี๋ยวเฝอ น้ำผลไม้ปั่น ขนม ไอศกรีม ส่วนมากนำเข้าจากไทย ซึ่งราคาถือว่าแพงกว่าราคาทั่วไปที่เมืองไทยประมาณ 30 – 50%

 

4.JPG

กล้วยปิ้งและข้าวจี่ที่เราซื้อกินรองท้อง สองอย่างนี้หมดไป 8,000 กีบหรือประมาณ 32 บาท

 

     หลังจากแวะพักกลางทางแล้วเราก็หลับๆ ตื่นๆ และเวลาประมาณเที่ยงครึ่งเราก็มาถึงเมืองเล็กๆ กลางขุนเขา…วังเวียงครับ โดยรถตู้และรถโดยสารขนาดเล็กส่วนมากจะมาจอดปลายทางที่หน้าโรงแรม MELANY VILLA 1 ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองวังเวียงเลย (ส่วนใครที่มารถทัวร์หรือรถใหญ่นั้น รถจะไปจอดที่ บขส. ที่อยู่ค่อนไปทางนอกเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร) หากใครจองโรงแรมไม่ไกลจากจุดจอดรถก็สามารถเดินไปโรงแรมที่เราจองได้ หรือจองโรงแรมที่ไกลออกไปอาจจะต้องนั่งรถรับจ้างต่อไปส่งที่โรงแรมที่เราจองไว้ โดยสามารถเช็คก่อนที่จะจัดทริปได้จาก GOOGLE MAP ครับ เพื่อจะได้วางแผนถูกว่าไปถึงวังเวียงแล้วจะเอายังไงต่อ ถ้าให้ผมแนะนำผมว่าจองโรงแรมที่ไม่ไกลจาก MELANY VILLA 1 ในระยะที่เดินไหว (ประมาณ 400 – 600 เมตร) หรือพักที่นี่เลยก็ได้ ส่วนโรงแรมที่พวกเราจองไว้นั้นคือ VANG VIENG CENTRAL PARK HOTEL ที่ห่างออกไปจากจุดจอดรถเพียง 400 เมตรเท่านั้น อีกทั้งสะดวก ใกล้แหล่งร้านอาหาร ราคาไม่แพง และสภาพใหม่มาก โดยราคาที่เราได้ตอนนั้นอยู่ที่ 1,200 บาทต่อคืนพร้อมอาหารเช้า

5.JPG

โรงแรม MELANY VILLA ที่รถตู้จากเวียงจันทน์มาสุดสายที่นี่

 

     หลังจากที่เราเช็คอินที่โรงแรมและพักผ่อนล้างหน้าล้างตาแล้ว เวลาประมาณบ่ายสองโมงเราก็ออกไปด้านนอกเพื่อหาอะไรใส่ท้องและใช้เวลาอีกประมาณครึ่งวันที่เหลือนี้ออกไปเที่ยวเล่นรอบๆ ตัวเมืองวังเวียง โดยวังเวียงเป็นเมืองเล็กๆ ครับ สามารถเดินเที่ยวได้ แต่หากจะสะดวกกว่านั้นแนะนำเป็นจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์จะดีที่สุด เพราะสามารถใช้ขี่ออกไปนอกเขตเมืองที่ไม่ไกลนักได้ แต่การขับขี่ต้องใช้ความระวังนิดหน่อยเพราะที่นี่ขับชิดขวา ซึ่งตรงกันข้ามกับบ้านเรา โดยเป้าหมายของเราในช่วงบ่ายนี้นอกจากกินแล้ว เรามีแผนไปเที่ยว “ถ้ำจัง (JANG CAVE)” เพื่อไปดูสะพานส้มอันเป็นแลนด์มาร์กอย่างหนึ่งของวังเวียง จากนั้นก็จะมาหาซื้อทัวร์แบบ DAY TRIP สำหรับวันพรุ่งนี้ และหาซื้อตั๋วรถเมล์กลับอุดรธานีจากวังเวียงสำหรับวันมะรืน จากนั้นตอนเย็นก็จะเดินเล่นหาอาหารท้องถิ่นกินกัน

     เราเริ่มจากเดินไปหาร้านเช่าจักรยานกันก่อนโดยเดินไปตามถนนในเมืองซึ่งมีร้านให้เช่าจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ รวมถึงร้านขายทัวร์และร้านขายตั๋วรถ ตั๋วเครื่องบินเยอะมาก สามารถเข้าไปสอบถามและเลือกได้ตามใจชอบ ราคาส่วนมากแทบไม่ต่างกัน โดยราคาค่าเช่าจักรยานอยู่ที่คันละ 15,000 กีบต่อวัน (ประมาณ 65 บาท) โดยจะต้องใช้บัตรประชาชนไทยหรือพาสปอร์ตวางประกันไว้ (ใช้บัตรประชาชนไทยหรือใบขับขี่ไทยได้ครับ ที่นี่รับ) ส่วนมอเตอร์ไซค์ผมจำราคาที่แน่นอนไม่ได้ น่าจะประมาณ 100,000 กีบต่อวัน (หรือประมาณ 450 บาท) ผมเลือกจักรยาน 1 คันแบบมีที่ซ้อนเพื่อไปกัน 2 คน 1 คัน (โรแมนติกป่ะล่ะ 😀 ) สาเหตุที่ผมเลือกจักรยานเพราะผมไม่ไว้ใจตัวเองเวลาขับมอเตอร์ไซค์ชิดขวา ซึ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุจากความไม่คุ้นเคยได้

     หลังจากได้จักรยานแล้วเป้าหมายต่อไปก็คือ “ถ้ำจัง” ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 1.5 กิโลเมตรเท่านั้น ถนนในเมืองวังเวียงนั้นเรียบลาดยางหรือลาดซีเมนต์ ปั่นสบายหายห่วง แต่ถนนก่อนถึงถ้ำจังที่ตั้งอยู่ในบริเวณของวังเวียงรีสอร์ทนั้นเป็นทางลูกรังที่ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร

 

สภาพถนนลูกรังทางไปวังเวียงรีสอร์ท (ถ้ำจัง)

 

     เราใช้เวลาปั่นจักรยานประมาณ 20 นาที (รวมหลงทางด้วย) ก็มาถึงทางเข้าถ้ำจัง อยากที่บอกไว้ครับ ถ้ำจังเป็นส่วนหนึ่งของวังเวียงรีสอร์ท ผู้มาเยือนจะต้องจ่ายค่าผ่านทางให้กับรีสอร์ทคนละ 2,000 กีบ (ประมาณ 9 บาท) และค่ารถจักรยานอีกคันละ 2,000 กีบ รวมทั้งหมดเราจ่ายกัน 6,000 กีบ (ประมาณ 27 บาท) ตรงนี้ยังไม่รวมค่าเข้าชมถ้ำที่ต้องจ่ายหน้าถ้ำ (หลังจากที่ผ่านสะพานส้มไปแล้ว) อีกคนละ 15,000 กีบ (ประมาณ 67 บาท) ครับ

 

ป้ายหน้าทางเข้าวังเวียงรีสอร์ทและตั๋วค่าผ่านทางคนละ 2,000 กีบ

ป้ายหน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วหน้าทางเข้าถ้ำจังและตั๋วค่าเข้าชมถ้ำคนละ 15,000 กีบ

 

     ถ้ำจังเป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองวังเวียงที่สามารถข้ามไปได้ด้วยสะพานส้ม (ข้ามแม่น้ำซอง) มีบันได 147 ขั้น สำหรับเดินขึ้นไปบนถ้ำ ภายในถ้ำมี 2 โซนคือ ถ้ำฝั่งซ้ายมือที่สุดทางเป็นจุดชมวิว จากจุดนี้สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำซองกับทุ่งนาสีเขียวและธรรมชาติที่สมบูรณ์ของเมืองวังเวียง ส่วนโซนขวามือเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ภายในถ้ำอากาศเย็นสบาย เนื่องจากมีแม่น้ำไหลออกจากปากถ้ำสู่พื้นด้านล่าง ถ้ำจังเคยถูกใช้เป็นที่หลบภัยในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 สมัยที่ลาวถูกจีนฮ่อ (CHINESE-HO) รุกรานด้วย ภายนอกใกล้ๆ กับถ้ำจังมีสระน้ำเล็กๆ ที่มีน้ำจากถ้ำไหลผ่านให้เด็กๆ และชาวเมืองใช้เป็นที่เล่นน้ำและพักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย

     หลังจากที่เราจอดจักรยานในที่จอดใกล้ๆ สะพานส้มแล้วเราก็ได้เวลาเดินเที่ยวชมโดยเริ่มจากเก็บวิวสะพานส้มที่พาดผ่านแม่น้ำซองในตอนบ่ายๆ พร้อมบรรยากาศที่เงียบสงบของขุนเขาที่เป็นฉากหลังในสไตล์ชนบทแท้ๆ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าสะพานเป็นสะพานที่ข้ามไปสู่โลกที่เวลาเดินช้าลงจริงๆ

0000

12

สะพานส้ม ณ ถ้ำจัง แลนด์มาร์คที่สำคัญอีกที่หนึ่งของวังเวียง

 

     เมื่อข้ามสะพานมาแล้วเราก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ เพื่อไปถ้ำจัง โดยข้างทางจะมีชาวบ้านนำของป่าและของกินท้องถิ่น เช่น น้ำผึ้ง หมากบก มันเผา ฯลฯ มาขาย และจะมีร้านอาหารอยู่ 1 ร้านก่อนจะถึงถ้ำ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นครับ ก่อนจะเข้าถ้ำจังเราจะต้องซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ด้านล่างก่อนเข้าถ้ำก่อน ซึ่งเมื่อซื้อตั๋วแล้วเดินผ่านประตูไปก็จะเจอบันไดขึ้นถ้ำ ตรงนี้ก็ถึงเวลาออกแรงกันสักหน่อย แต่ไม่ถึงกลับเหนื่อยมากครับ เพราะจำนวนขั้นไม่ได้มากมายอะไร และบันไดก็ไม่ได้ชันมาก เดินขึ้นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักสัก 10 นาทีก็ถึง

 

13

บันไดทางขึ้นถ้ำจัง 147 ขั้น

 

     เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนแล้วจะพบว่าความเหนื่อยหายไปทันที เพราะวิวเมืองวังเวียงที่มองจากความสูงระดับปากถ้ำมานั้นมันงดงามจริงๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเมืองเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขา ทำให้เราจินตนาการออกได้ไม่ยากเลยว่าผู้คนที่อาศัยหรือได้มาเยือนเมืองนี้นั้นทำไมถึงมีความสุขทุกคน ก็เพราะเมืองมันน่าอยู่แบบนี้นี่เอง

 

14

วิวเมืองวังเวียงที่มองจากหน้าปากถ้ำ

 

     แต่ความงามยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยังไม่เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ ภายในถ้ำจังยังมีอะไรให้เราสำรวจอีกเยอะ เมื่อเราจุใจกับวิวเมืองวังเวียงแล้ว ก็ไปต่อกันยังภายในถ้ำกันเลย เพราะตอนนั้นก็เริ่มเย็นแล้ว เรามีเวลาอีกชั่วโมงนิดๆ ให้เดินสำรวจถ้ำกัน ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในเขตถ้ำนั้นคือ “รู้สึกหนาว” เพราะภายในถ้ำนั้นเย็นมาก (เย็นประมาณห้องที่เปิดแอร์เย็นจัดๆ) และภายในนั้นมีสองทางให้เลือกเดินชมคือทางซ้ายที่สามารถเดินทะลุไปยังจุดชมวิว และทางขวาที่เดินเข้าไปชมหินงอกหินย้อย โดยเราเลือกไปทางซ้ายก่อน (ไม่มีเหตุผลครับว่าทำไม ขามันพาเดินไปเอง 🙂 ) เมื่อเดินไปจนสุดทางก็จะเจอจุดชมวิวเมืองวังเวียงอีกจุด ซึ่งวิวคล้ายหน้าปากถ้ำแต่จะสามารถมองได้ในมุมที่สูงกว่า

17

ทางเดินไปโซนซ้ายที่จะไปยังจุดชมวิว

18

จุดชมวิวเมืองวังเวียงเมื่อเดินจนทะลุโซนซ้ายของถ้ำจัง

 

     หลังจากที่เราเดินสำรวจฝั่งซ้ายของถ้ำเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินย้อนกลับมาทางเดิมที่กลับไปทางเข้า และเดินต่อไปยังโซนด้านขวาที่มีหินงอกหินย้อยให้ชม ขอบอกว่ายิ่งเข้าไปลึกยิ่งหนาว แต่ความงามของหินงอกหินย้อยก็ยิ่งชวนให้เราอยากเดินเข้าไปชมอีกเรื่อยๆ จนสุดทาง เราใช้เวลาเดินชมหินงอกหินย้อยสลับกับถ่ายรูปภายในถ้ำประมาณ 20 นาทีก็เดินย้อนกลับทางเดิมเพื่อเดินออกจากถ้ำ ซึ่งก่อนถ้ำปิดประมาณ 15 นาทีจะมีเจ้าหน้าที่มาเดินสำรวจและถามว่ายังมีคนอยู่ข้างในอีกมั้ย เพราะป้องกันอันตรายจากคนที่หลงเหลืออยู่ในถ้ำหลังถ้ำปิดอีกด้วย

 

151619

ทางเดินไปโซนขวาของถ้ำจัง และหินงอกหินย้อยภายในถ้ำจัง

     หลังจากที่เราเดินออกมาจากถ้ำจังแล้ว เรายังเหลืออีก 1 จุดที่น่าไปเดินเล่นผ่อนคลายก่อนกลับนั่นคือสระน้ำเล็กๆ ภายนอกข้างๆ บันไดทางขึ้นถ้ำ เมื่อลงบันไดมาแล้วมองไปทางขวาจะเจอสะพานไม้และสระน้ำใสๆ อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นอีกที่ที่น่าไปสำรวจกัน สระน้ำนี้ขอบอกว่าใสมาก สีของน้ำเป็นสีฟ้าอมเขียว ดูแล้วรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติแบบสุด ภายในสระน้ำนั้นมีเด็กๆ ที่ช่วงนั้นเลิกเรียนพอดีมาเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน เห็นแล้วนึกถึงสมัยเราเด็กๆ ที่ไปกระโดดน้ำคลองเล่นจริงๆ

 

สระน้ำใสๆ ใกล้ถ้ำจัง ซึ่งเด็กๆ ที่เพิ่งเลิกเรียนมาเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน

 

มุมสวยๆ บนสะพานที่ถ่ายรูปลงมาแล้วเห็นสระน้ำเป็นฉากหลัง

 

     หลังจากที่เราใช้เวลาเดินเล่นชมสระน้ำพร้อมกับดูเด็กๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานแล้ว ตอนนั้นก็ประมาณห้าโมงเย็นพอดี เราก็ตัดสินใจบอกลาถ้ำจังเพื่อปั่นจักรยานเข้าไปในเมืองวังเวียง (พูดเหมือนไกล…แต่ความจริงแค่กิโลกว่าๆ) เพราะเรายังมีภารกิจอีกสองอย่างนั่นคือไปหาซื้อ DAY TRIP สำหรับวันพรุ่งนี้และหาซื้อตั๋วรถประจำทางกลับอุดรธานีในวันถัดไป เราเริ่มจากสำรวจราคาทั้งค่าทัวร์ DAY TRIP และค่ารถประจำทางทางร้านต่างๆ ที่มีให้เลือกนับสิบร้าน โดยแทบทุกร้านจะมีป้ายราคาบอกอยู่หน้าร้าน หายห่วงได้ ตะลอนสำรวจกันให้จุใจเลย ซึ่งจะว่าไปราคาก็ไม่ได้ต่างกันมาก ว่าแล้วก็ไปซื้อทัวร์กับร้านที่เราเช่าจักรยานนั่นแหละครับ โดยแจ้งคนขายว่าเรามีเป้าหมายไปที่ไหนบ้าง แล้วเค้าจะจัดหาทัวร์ที่เหมาะกับเราให้ โดยเป้าหมายของเราคืออยากเห็นบลูลากูน (BLUE LAGOON) อันเป็น IT’S A MUST LANDMARK OF VANG VIENG เจ้าของบอกว่าถ้าจะเที่ยวบลูลากูนก็ต้องตัวเปียก ดังนั้นจึงแนะนำโปรแกรมที่เน้นเล่นน้ำไปเลย เพราะไหนๆ พวกเอ็งก็จะเปียกอยู่แล้ว โดยเสนอมาเป็นโปรแกรมแบบเต็มวัน เริ่มจากไปถ้ำลอด – ถ้าช้าง – พายเรือคายัคแม่น้ำซอง และไปจบที่บลูลากูน โปรแกรมนี้รวมอาหารกลางวันและรถรับส่งถึงหน้าโรงแรม ราคาอยู่ที่คนละ 130,000 กีบ (ประมาณ 550 บาท) ซึ่งเป็นราคาที่เรารับได้จึงตกลงซื้อและแจ้งชื่อโรงแรมไป โดยทางทัวร์จะส่งรถมารับเราเวลาแปดโมงเช้าที่หน้าโรงแรม

     หลังจากได้ทัวร์แล้วเราก็ออกไปหาตั๋วรถไปอุดรธานีกันต่อ (จริงๆ แล้วร้านที่เราเช่าจักรยานก็ขายตั๋วรถด้วยแต่ราคาแพงนิดหน่อย เมือ่เทียบกับเจ้าอื่น) ซึ่งเรามองร้านนึงเอาไว้ซึ่งน่าจะเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในวังเวียงพิจารณาจากสภาพร้านที่เป็นตึกแถวขนาดใหญ่ โดยร้านที่ขายที่ใบละ 100,000 กีบ (ประมาณ 450 บาท) รถออกวันละรอบ คือ 9.00 น. และถึงอุดรธานี (บขส. ใกล้เซนทรัลอุดรธานี) เวลาประมาณ 15.00 น. เป็นรถปรับอากาศ หยุดพักกลางทาง 1 ครั้ง (ตรงจุดเดียวกับที่รถตู้จากเวียงจันทน์พาเราพักนั่นแหละครับ) โดยเค้าบริการมารับเราที่โรงแรมเวลา 8.30 น. เพื่อพาไป บขส.วังเวียง แต่ตั๋วที่ซื้อที่ร้านยังไม่สามารถนำไปขึ้นรถได้ ต้องนำไปแลกเป็นตั๋วจริงที่เคาน์เตอร์ บขส. ก่อน (เข้าใจแล้ว่าทำไมนัดมารับเราไปก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง ทั้งๆ ที่บขส. อยู่ห่างออกไปแค่กิโลเดียวจากตัวเมือง)

 

24.JPG

รถโดยสารปรับอากาศจากวังเวียงไปอุดรธานี

 

     เมื่อได้ทุกอย่างครบแล้ว ตอนนั้นก็ฟ้ามืดพอดี ก็ได้เวลาอาหารเย็นครับ ซึ่งจากที่เราตะลอนรอบๆ วังเวียงก่อนหน้านี้ดูเหมือนตัวเลือกจะเยอะมาก แต่หลักๆ จะเป็นร้านอาหารฝรั่ง (แนวสเต็ก เบอร์เกอร์ พิซซ่า) ไม่ก็เป็นร้านนั่งดื่มแบบเน้นแอลกอฮอล์ ส่วนอาหารท้องถิ่นก็มีให้เห็นพอสมควร แต่เราก็ไปสะดุดร้านอาหารท้องถิ่นร้านนึงที่เป็นร้านแนวลาบ-ส้มตำแบบบ้านเรา เพราะว่าเราเห็นคนเยอะ มีทั้งคนลาว ฝรั่ง และคนจีนนั่งกินอยู่ ว่าแล้วจึงเข้าไปทันทีเพราะท้องหิวแล้ว โดยเมนูอาหารของร้านนี้ก็เป็นลาบ-น้ำตก-ส้มตำ-ต้มแซ่บนั่นแหละครับ โดยเราสั่งไป 3 อย่าง คือ ต้มแซ่บกระดูกหมู ลาบหมู และย่างรวม พร้อมข้าวเหนียว โดยรวมรสชาติแซ่บใช้ได้ แต่ผมสังเกตตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าอาหารลาวก็จะเหมือนอาหารอีสานบ้านเรา แต่จะออกหวานกว่า บอกตรงๆ เลยว่าหวานจากการเติมน้ำตาล อาจจะเป็นเพราะว่าคนลาวชอบอาหารที่ติดหวานเล็กน้อยๆ ขนาดต้มแซ่บยังติดหวานเลย แต่ก็พอรับได้เพราะยังปรุงได้รสชาติเปรี้ยวเผ็ดแซ่บอยู่

 

เมนูจากร้านอาหารเย็นที่เราไปกินวันนี้ครับ มันคือร้านลาบ-น้ำตกแบบบ้านเรานั่นแหละ

 

    หลังจากที่เรากินกันเรียบร้อยแล้ว แผนการอาหารเย็นก่อนหน้านั้นที่เราวางว่าหลังจากกินมื้อหลักแล้ว เราจะไปหาของหวานหรือขนมกินกันก็เป็นอันต้องพับเก็บไป เพราะว่าอิ่มกันมาก เนื่องจากแต่ละจานที่เอามาเสิร์ฟนั้นใหญ่มาก ที่สั่งไปสามอย่างรวมๆ แล้วน่าจะเหมาะสำหรับ 3 – 4 คนมากกว่า เอาเป็นว่าแผนการสำหรับของหวานนั้นยกยอดไปวันรุ่งพรุ่งนี้แล้วกัน ว่าแล้วหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ตอนนั้นก็ประมาณสามทุ่มพอดี เราจึงพากันกลับโรงแรมเพื่ออาบน้ำอาบท่าพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ เพราะวันพรุ่งนี้เราจะต้องตื่นเช้าเพื่อไปลุยเจาะลึกวังเวียงแบบแอดเวนเจอร์กันต่อ วันนี้เป็นอีกวันที่เหนื่อย เพราะออกจากเวียงจันทน์แต่เช้า นั่งรถข้ามเขา แล้วมาปั่นจักรยานต่อที่วังเวียง แต่สุขใจที่ได้มาเห็นเมืองที่ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ท่ามกลางแม่น้ำและขุนเขา ทำให้วันนี้นอนหลับสบายยันเช้าเลยครับ

 

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s