เที่ยวลาววันที่ 1 – ลาดตระเวนนครเวียงจันทน์

     หลังจากที่พวกเราใช้เวลาครึ่งวันแรกไปกับการเดินทางมาเวียงจันทน์โดยการบินจากกรุงเทพมาลงที่อุดรธานีและต่อรถข้ามมาเวียงจันทน์แล้ว (รีวิววิธีการเดินทางโดยละเอียดคลิกที่นี่ดูได้เลยครับ) เราก็เดินจากตลาดเช้า (Morning Market) เพื่อมาเช็คอินที่โรงแรม โดยพวกเราเลือกพักที่โรงแรม Green Box Hotel สาเหตุที่เราเลือกพักที่โรงแรมนี้ก็เพราะว่าอยู่ไม่ไกลจากย่านชุมชนและแหล่งเดินเล่น/แหล่งกิน (แทบจะใจกลางเวียงจันทน์เลย) และราคาไม่แพง มีให้เลือกทั้งแบบพักรวมสไตล์ Hostel และพักห้องแยกส่วนตัว (ห้องส่วนตัวคืนละประมาณ 800 บาท) อีกทั้งรีเซพชั่นของโรงแรมมีบริการจองตั๋วรถประจำทางไปวังเวียง (และเมืองอื่นๆ ด้วย) เราเช็คอินเวลาประมาณเที่ยวครึ่งจากนั้นก็ล้างหน้าล้างตาก่อนจะออกไปหาอะไรกิน เพราะตั้งแต่เช้าเพิ่งกินแซนวิชกับกาแฟไปแค่นั้นเอง -_-“

     แต่ก่อนที่เราจะออกไปเราก็ได้ให้ทางโรงแรมจัดการจองตั๋วรถไปวังเวียงให้เราด้วยครับ โดยโรงแรมแจ้งว่ารถจะออกประมาณแปดโมงเช้า รถมีให้เลือกสองแบบคือ รถบัสแอร์ (ราคา 50,000 กีบ หรือประมาณ 200 บาท ใช้เวลา 4 ชั่วโมง) และรถตู้แอร์ (ราคา 60,000 กีบ หรือประมาณ 250 บาท ใช้เวลา 3.5 ชั่วโมง) โดยพวกเราซื้อแบบรถบัสครับ เพราะก่อนไปหาข้อมูลไว้และพบว่าหลายๆ ครั้งจองรถตู้ก็ได้ไปรถบัสอยู่ดี เนื่องจากบางทีคนน้อยรถตู้วิ่งไม่คุ้ม

     ว่าแล้วก็เริ่มภารกิจออกตระเวณลัดเลาะเวียงจันทน์กันเลย โดยเริ่มที่ของกินกันก่อน (เพราะถ้าท้องหิวมันจะไม่มีอารมณ์เที่ยว 🙂 ) ตอนแรกเราเดินหาของกินแถวๆ นั้น ก็เจอแต่ร้านอาหารแนวฝรั่งจำพวกเบอร์เกอร์หรือแซนวิชอะไรเทือกนั้น ซึ่งไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ อีกทั้งราคาค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับคุณภาพอาหาร เช่นแซนวิชทูน่าราคาประมาเซ็ตละ 40,000 กีบหรือประมาณ 170 บาท (หิวจนตาลาย และยังจะมีหน้ามาเลือกกินอีก) ว่าแล้วเราก็เดินกันต่อแล้วก็ไปเจอ Morning Market Mall (ใครนึกภาพไม่ออก นึกถึง JJ Mall – จตุจักรติดแอร์บ้านเราเลยครับ แทบเหมือนกันเป๊ะ) ที่ด้านล่างมีร้านอาหารตามสั่งร้านนึง เป็นร้านติดแอร์ เราเลยตัดสินใจเข้าไปเพราะคิดว่ามันน่าอร่อย เมนูร้านนี้ส่วนมากก็เป็นอาหารจานเดียว ในเมนูมีภาษาลาวและภาษาอังกฤษ ซึ่งภาษาลาวนั้นก็อ่านไม่ยาก พอเดาได้ อาหารก็แทบจะเหมือนอาหารไทยเปี๊ยบ เช่นข้าวผัด ข้าวกระเพรา ข้าวคลุกกะปิ ฯลฯ ราคาประมาณจานละ 20,000 กีบ (ประมาณ 90 บาท) และจานใหญ่มาก ส่วนรสชาติก็เหมือนอาหารไทยเลยครับ อร่อยดี สรุปว่ามื้อแรกในลาวพวกเราอิ่มแปล้กันที่ร้านนี้

1-1

Morning Market Mall ที่ผมรู้สึกมันคล้าย JJ Mall ไม่มีผิด

1-2

ข้าวผัดที่ Morning Market Mall มื้อแรกที่ลาว

     หลังจากที่ท้องอิ่มแล้ว ประมาณสักบ่ายสองโมงเราก็ไปยังจุดหมายแรกของเราซึ่งนั่นคือ “ธาตุหลวง (ທາດຫລວງ หรือ That Luang)” ซึ่งอยู่ห่างจาก Morning Market Mall ประมาณ 4 กิโลเมตร การเดินทางภายในเวียงจันทน์ที่สะดวกที่สุดคือเดิน (ถ้าระยะใกล้ๆ) ส่วนไกลมาหน่อยก็คือ “สามล้อเครื่อง (หรือที่นี่เรียก สกายแล็บ)” โดยค่าโดยสารนั้นต้องอาศัยทักษะการต่อรอง ตอนที่พวกเราเดินออกมาจาก Morning Market Mall ก็เจอคิวสกายแล็บ เลยลองเข้าไปถามว่าไปธาตุหลวงคิดเท่าไหร่ เขายิงมาที่ 60,000 กีบ (ประมาณ 250 บาท) ซึ่งโหดมากสำหรับระยะทางแค่ 4 กิโลเมตร เราจึงทำเป็นเดินหนีเค้าจึงยื่นมาอีกรอบว่าพาไปธาตุหลวงแล้วรอ 30 นาที เพื่อรับกลับที่ 80,000 กีบ (ประมาณ 335 บาท) เราเลยบอกไปว่างั้นไปส่งที่ธาตุหลวง แล้วรอเราเที่ยว 30 นาที จากนั้นไปส่งเราที่ประตูชัย ราคา 80,000 กีบ ทางเขาก็ตกลงครับ เป็นอันว่าเราได้เที่ยวสองที่ที่ราคานี้สำหรับสองคนถือว่าพอรับได้ ส่วนตัวไม่รู้ราคานี้ถูกหรือแพง แต่ถือว่าพอจ่ายไหวก็เป็นอันใช้ได้ครับ 😀

1.JPG

สกายแล็บหรือสามล้อเครื่อง พาหนะสำหรับเดินทางระยะไม่ไกลในเวียงจันทน์พร้อมพริตตี้ครับ 🙂

 

     เรานั่งสกายแล็บจาก Morning Market Mall ประมาณ 15 นาทีก็ถือธาตุหลวงครับ ธาตุหลวงเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งของนครหลวงเวียงจันทน์และเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั้งประเทศ สถานที่นี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างของประเทศลาว ดังปรากฏว่าตราแผ่นดินของลาวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีรูปธาตุหลวงเป็นภาพประธานในดวงตรา ธายุหลวงเป็นที่ประดิษฐานพระอุรังธาตุ (กระดูกส่วนอก) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามตำนานกล่าวว่าพระธาตุหลวงมีประวัติการก่อสร้างนับพันปีเช่นเดียวกันพระธาตุพนมในประเทศไทย พระธาตุหลวงสร้างขึ้นคราวเดียวกับการสร้างเมืองนครเวียงจันทน์ หลังจากก่อสร้างพระธาตุพนมแล้ว ผู้สร้างคือบุรีจันอ้วยล้วยหรือพระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ เจ้าเหนือหัวพระองค์แรกผู้ครองนครเวียงจันทน์ พร้อมกับพระอรหันต์ 5 องค์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนหัวเหน่า 27 พระองค์ ซึ่งได้อัญเชิญมาจากเมืองราชคฤห์ ประเทศอินเดีย โดยก่อเป็นอุโมงค์หินคร่อมไว้ อุโมงค์นั้นกว้างด้านละ 5 วา ผนังหนา 2 วา และสูงได้ 4 วา 3 ศอก เมื่อได้ทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว พระเจ้าจันทบุรี จึงได้มีพระราชดำรัสให้เสนาอำมาตย์สร้างวิหารขึ้นในเมืองจันทบุรีหรือนครเวียงจันทน์ 5 หลัง เพื่อให้เป็นที่อยู่จำพรรษาของ พระอรหันต์ทั้ง 5 องค์นั้นด้วย ตามตำนานดังกล่าวระบุศักราชการสร้างว่าอยู่ในช่วง พ.ศ. 238 องค์พระธาตุมีความสูง 45 เมตร รูปลักษณะคล้ายดอกบัวตูม มีพระธาตุเล็กอยู่บนพระธาตุใหญ่ชั้นที่สอง รองทั้งสี่ด้าน มี 30 องค์เรียกวา “สัมมติงสบารมี” ผู้สร้างได้นำเอาทองคำมาหล่อเป็นรูปพระธาตุเล็ก ๆ 30 องค์ แต่ละองค์หนัก 4 บาท และเอาทองคำมาตีเป็นแผ่น รุปลักษณะเหมือนใบลาน เรียกว่า “ลานคำ” 30 แผ่น แต่ละแผ่นยาวศอกกำมือ (คือการวัดระยะจากศอกถึงปลายหมัด โดยกำมือไว้) ส่วนรอบบริเวณธาตุหลวงนั้นเป็นวัดและมีพระภิกษุจำพรรษาอยู่ มีหอพระไตรปิฎกและพระอุโบสภที่เปิดให้เข้าชมได้ด้วย ธาตุหลวงเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) เวลา 8.00 น. – 16.00 น.

     พี่สกายแล็บพาเรามาหยุดที่ภายในบริเวณธาตุหลวงแล้วก็บอกเราว่าที่ธาตุหลวงนี้ใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาทีก็เดินรอบแล้ว แต่พี่เขาไม่ซีเรียสจะอยู่นานกว่านั้นก็ได้ พี่แกจะรออยู่แถวนี้หากเที่ยวหนำใจแล้วค่อยมาหาแกที่ตรงที่แกส่งเราได้เลย ว่าแล้วเราก็ไม่รอช้าครับ เริ่มเดินสำรวจบริเวณนั้นโดยทันที โดยที่แรกที่เราจะไปกันนั้นคือ “หอพระไตรปิฎก” เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างแรกที่เราเห็นก่อนเพื่อนเลยตอนเข้ามาที่นี่

2

หอพระไตรปิฎกที่เรามองเห็นก่อนเพื่อนหลังจากที่เราลงมาจากสกายแล็บ

 

33-1

ไปกันสองคนเลยต้องสลับกันถ่ายครับ 😉

 

4

วิวพาโนรามาของบริเวณธาตุหลวงที่เห็นทั้งหอพระไตรปิฎกและธาตุหลวง

5

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในหอพระไตรปิฎก

     ภายในหอพระไตรปิฎกนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและมีตู้เก็บหนังสือประไตรปิฎกไม้จำนวนสองตู้ โดยเป็นภาษาลาว 1 ตู้ อีกตู้เป็นภาษาไทย แสดงถึงความสัมพันธ์ของความเป็นที่น้องระหว่างไทยและลาวได้เป็นอย่างดี ภายในหอพระไตรปิฎกนั้นเงียบสงบ ตอนที่เราไปนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเข้าไปด้วยเพียง 1 คน และมีคนไทยอีกกลุ่มประมาณ 3 – 4 คน โดยรวมแล้วบนนยากาศเหมือนกันกับวัดประจำจังหวัดของประเทศไทยยังไงยังงั้น อาจจะเพราะลักษณะประติมากรรมและการตกแต่งวัดระหว่างไทยกับลาวนั้นเหมือนกันแบบแยกไม่ออก จึงทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในวัดไทย

     หลังจากที่เราเยี่ยมชมหอพระไตรปิฎกแล้ว เราก็เดินต่อไปยังพระธาตุหลวงที่เป็นเป้าหมายของเราในการมาเยือนที่แห่งนี้ โดยในขณะที่เราไปในบริเวณองค์พระธาตุนั้นได้มีการจัดเก้าอี้และเครื่องบูชาคล้ายๆ กำลังจะมีการประกอบพิธีสำคัญ และมีการตกแต่งสวยงามเหมือนกับจะมีคนสำคัญระดับประเทศมาเยือน ตอนนั้นพวกเรารู้สึกโชคดีที่ได้มาดูเขาจัดเตรียมงานระดับชาติ (แต่ขอบอกว่าเมื่อตอนค่ำเรากลับโรงแรมแล้วเปิดโทรทัศน์ดูนั้น ปรากฏว่ามีข่าวงานนี้จริง แต่ !!!! เขาไม่ได้จัดงานครับ พวกเขากำลังเก็บของเพราะจัดงานไปตั้งแต่เช้าแล้ว พวกเอ็งสองคนดูกันยังไงว่าเขากำลังจัดเตรียมงาน….เพลีย -_-“ )

     ภายในบริเวณธาตุหลวงก็สวยงามสมกับเป็นสถานที่สำคัญของชาติครับ องค์พระธาตุมองเห็นแต่ไกล รอบๆ องค์พระธาตุนั้นเป็นรั้วล้อมรอบและมีหลังคาเป็นทางเดินรอบพระธาตุไปในตัว นึกถึงกำแพงรอบวัดพระแก้วที่มีรูปจิตรกรรมฝาผนังให้เราเดินดูครับ ดูๆ ไปแล้วยิ่งตอกย้ำความคิดผมว่าวัฒนธรรมการสร้างวัดของไทยและลาวนั้นคงได้รับอิทธิพลซึ่งกันและกันมาแน่นอน (พูดในฐานะคนที่ไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์นะครับ) ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใกล้ๆ องค์พระธาตุก็เป็นพระอุโบสภและบริเวณวัดอันเป็นที่จำพรรษาของพระภิกษุครับ

 

8

องค์พระธาตุหลวงที่มองเห็นเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลครับ

7

องค์พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในศาลาส่วนหน้าขององค์พระธาตุ

9

บริเวณภายในรอบองค์ธาตุหลวง ที่เป็นทางเดินมีหลังคา สังเกตว่าเขากำลังเก็บของหลังจากจัดงานเสร็จแล้ว (ที่เราเข้าใจผิดคิดว่าเขากำลังเตรียมงาน)

10

องค์ธาตุหลวงจากมุมใกล้ๆ ครับ

6

พระอุโบสภที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณองค์ธาตุหลวง

11

กำแพงวัดที่เป็นบริเวณจำพรรษาและประกอบกิจทางสงฆ์ของพระภิกษุ

 

     พวกเราใช้เวลาที่ธาตุหลวงประมาณครึ่งชั่วโมงก็เดินจนทั่ว อาจจะเลยเวลานิดหน่อยแต่พี่สกายแล็บก็ไม่ว่าอะไร เหมือนแกจะรู้ว่าถึงเดินเที่ยวยังไงมันก็ไม่เลยเวลามากหรอก เพราะสถานที่มันก็มีอยู่เท่านั้น แต่สภาพแต่ละคนตอนนั้นหน้าแดงกันเลยทีเดียวเพราะอากาศร้อนมาก อากาศเดือนเมษายนช่วงก่อนสงกรานต์นี่มันมหาโหดจริงๆ ว่าแล้วก็ให้พี่สารถีพาไปส่งต่อที่ประตูชัย (ປະຕູໄຊ หรือ Patuxai) ภาษาลาวออกเสียงว่า “ปะตูไซ” ภาษาลาวไม่มีเสียง ช.ช้างครับ อะไรที่ภาษาไทยออกเสียง ช.ช้าง ที่นี่ออกเป็นเสียง ซ.โซ่ หมด (เช่น ช้าง ก็ออกเสียงเป็น ซ้าง) เมื่อเราพร้อมแล้วก็บอกให้พี่สกายแล็บออกรถทันที เราใช้เวลาประมาณ 15 นาทีวิ่งผ่านตัวเมืองและสถานที่ราชการก็มาถึงแลนด์มาร์คของนครหลวงเวียงจันทน์อย่างประตูชัยที่ใครมาเวียงจันทน์แล้วต้องมาเยือนที่แหล่งนี้ครับ

     ปะตูไซเป็นอนุสรณ์สถานตั้งอยู่ท้ายสุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของถนนล้านช้าง ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ถูกออกแบบโดย Tham Sayasthsena สถาปนิกชาวลาว ก่อสร้างในระหว่างปี ค.ศ. 1957 ถึงปี ค.ศ. 1968 เพื่อเป็นการสดุดีวีรชนผู้ร่วมรบเพื่อประกาศเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส วัสดุที่ใช้ก่อสร้างเป็นปูนซิเมนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ไว้ใช่สำหรับสร้างสนามบินใหม่ในเวียงจันทน์ แต่รัฐบาลลาวในสมัยนั้นนำมาใช้ในการสร้างปะตูไซแทน ปะตูไซถูกตกแต่งด้วยศิลปะแบบล้านช้าง นำสัตว์ในตำนานตามความเชื่อของศาสนาพุทธ เช่น กินรี และพญานาค และเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาตกแต่ง บริเวณโดยรอบมีลานจัดการแสดงน้ำพุและสวนปะตูไซ

12

ปะตูไซจากมุมระยะไกล

สวนหย่อมและลานน้ำพุบริเวณปะตูไซ

13

ปะตูไซในมุมใกล้ๆ สังเกตเมื่อเทียบกับขนาดตัวคนจะรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก

15

ภาพวาดจิตรกรรมบนผิวเพดานภายในปะตูไซ

     เราใช้เวลาเดินถ่ายรูปรวมถึงนั่งพักบริเวณปะตูไซประมาณชั่วโมงเศษ สาเหตุที่เรานั่งพักก็เพราะว่าอากาศตอนนั้นเรียกได้ว่าร้อนสุดๆ น่าจะถึง 40 องศาเซลเซียสได้ ทำให้เราเกือบจะเป็นลมกันเลยทีเดียว โชคดีที่ได้สปอนเซอร์เย็นๆ ที่ขายอยู่ใกล้ๆ ตรงนั้นช่วยชีวิตเราไว้ หลังจากที่เราเดินเที่ยวและเก็บภาพรอบๆ ปะตูไซแล้ว เราก็ขอเดินกลับไปโรงแรมเราครับ ซึ่งจากตรงนั้นเดินประมาณ 1 กม. ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที ระหว่างทางที่เราเดินไปนั้นผ่านโรงเรียนที่เด็กๆ นักเรียนกำลังเลิกเรียนกันพอดี ซึ่งบรรยากาศมันแทบจะเหมือนบรรยากาศโรงเรียนเลิกบ้านเราจริงๆ เด็กๆ ซื้อขนมกินตามร้านหรือรถเข็นหน้าโรงเรียน หรือกลุ่มเด็กที่นั่งรอรถกลับบ้าน หรือเด็กๆ ที่เล่นกันในโรงเรียน ทำให้นึกถึงสมัยเป็นนักเรียนจริงๆ 🙂

     เมื่อกลับถึงโรงแรมเราก็นั่งพักล้างหน้าล้างตากัน แต่เป้าหมายของเราในวันนี้นั้นยังไม่จบ เพราะเวียงจันทน์ยังมีกิจกรรมช่วงเย็นให้ทำอีกอย่างนั่นคือ “เดินเล่นตลาดนัดริมฝั่งโขง” ซึ่งเราสามารถเดินไปตลาดนัดริมโขงได้จากโรงแรมเราเช่นกัน และเราก็วางแผนกันว่าจะฝากท้องมื้อเย็นกันที่ริมโขงเช่นกัน

     สักประมาณหกโมงเย็นแดดร่มลมสงบ เราก็เดินจากโรงแรมเราไปตลาดนัดริมโขงกัน ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที บริเวณริมแม่น้ำโขงนี้ถือเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจขนาดใหญ่ที่สุดของเวียงจันทน์ เพราะเป็นทั้งสวนสาธารณะสำหรับออกกำลังกาย เป็นตลาดนัดขายของ และเป็นแหล่งกิน-ดื่มสำหรับนักท่องเที่ยว และขอบอกว่าวิวและอากาศที่นี่ดีมาก เพราะอยู่ติดแม่น้ำโขงและมองไปอีกฝั่งจะเป็นฝั่งดินแดนของไทยด้วย

17

ลานกว้างริมฝั่งโขงหรือ “สวนเจ้าอนุวงศ์” อันเป็นทั้งสวนสาธารณะให้คนพักผ่อนหย่อนใจและเป็นสถานที่ออกกำลังกายยามเย็นของชาวเวียงจันทน์

18

อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์พระองค์ที่ 5 หรือพระองค์สุดท้าย กษัตริย์ผู้ที่ได้รับการยกย่องจากประชาชนชาวลาวว่า เป็นพระมหากษัตริย์ผู้พยายามกอบกู้เอกราชชาติลาวจากการเป็นประเทศราชของราชอาณาจักรสยาม

 

19

ตลาดนัดริมฝั่งโขง สินค้าที่นำมาขายก็มีทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า ของที่ระลึก ของกินพื้นเมือง ฯลฯ โดยรวมแล้วเหมือนตลาดนัดบ้านเราครับ

     เราเดินเล่นริมแม่น้ำโขง ลัดเลาะไปตามสวนสาธารณะและตลาดนัดซึ่งมีร้านค้านับพันร้าน พอตะวันตกดินก็ได้เวลาอาหารเย็นเพราะท้องหิวกันแล้ว ว่าแล้วก็ข้ามถนนไปตรงข้ามตลาดนัดที่มีร้านค้าร้านอาหาร และตามซอยเข้าไปก็มีร้านอาหารให้เลือกเยอะแยะทั้งร้านอาหารลาว รวมถึงร้านนั่งดื่มแบบบาร์ที่ขายอาหารฝรั่งก็มี แต่มาลาวทั้งทีต้องลองอาหารลาวครับ และก็มาสะดุดร้านเฝอลาวร้านนึงที่มีทั้งอาหารแบบส้มตำและก๋วยเตี๋ยวเฝอลาว โดยเราขอข้ามส้มตำไปดีกว่าเพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล กินร้อนๆ เพื่อความปลอดภัยต่อระบบท้องไส้ดีกว่า ว่าแล้วก็จัดการสั่งเฝอลาวหมูไปครับ รถชาตินับว่าเด็ดมาก รับประทางคู่กับกะปิและซอสพริกช่างเข้ากันสุดๆ เรียกได้ว่าหากมาลาวแล้วต้องมากินให้ได้ครับสำหรับเมนูพื้นเมืองนี้

20

เผอลาวหมูกินคู่กับซอสพริกกับกะปิเด็ดมากครับ ชามนี้ 20,000 กีบ หรือ ประมาณ 90 บาท

     หลังจากที่อิ่มหนำสำราญด้วยมื้อเย็นแบบลาวออริจินอลแล้ว เหมือนสมองก็จะเริ่มรับรู้ว่าเวลาแห่งการพักผ่อนนั้นมาถึงแล้ว เพราะเราเริ่มมีอาการง่วงนั่งเอง อาจเป็นเพราะวันนี้เราตื่นกันตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองแล้วต่อรถมาเวียงจันทน์ อีกทั้งตอนบ่ายยังใช้พลังงานเดินเที่ยวเวียงจันทน์ท่ามกลางอากาศร้อนอีก ทำให้เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนทันที ว่าแล้วก็ได้เวลากลับโรงแรมเพื่ออาบน้ำและพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นกันแต่เช้าเพื่อเดินทางไปวังเวียงกันต่อ สรุปว่าวันนี้เราใช้เวลาคุ้มค่ากันเหลือเกินเพราะตั้งแต่ตีห้าจนถึงสามทุ่มเราใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ออกจากกรุงเทพในตอนเช้า มาเที่ยงเวียงจันทน์ในตอนบ่าย มาเดินเล่นริมแม่น้ำโขงในตอนเย็น วันนี้หลับกันสบายจริงๆ เพราะเหนื่อยทั้งวัน และพรุ่งนี้เราไปลุยกันต่อที่วังเวียงครับ See you tomorrow…….Vang Vieng 😀

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

Advertisements

3 thoughts on “เที่ยวลาววันที่ 1 – ลาดตระเวนนครเวียงจันทน์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s