ตะลอนศรีลังกาวันที่ 2 – แหล่งปลูกชา Nuwara Eliya

          Nuwara Eliya (นูวารา เอเลีย) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงทางตอนกลางของประเทศศรีลังกา ชื่อเมืองมีความหมายว่า “เมืองแห่งแสงไฟ” ตัวเมืองตั้งอยู่ที่ความสูง 1,868 เมตรเหนือระกับน้ำทะเล ทำให้มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี (ประมาณ 10 – 20 องศาเซลเซียส) เป็นสถานที่ที่หนาวเย็นที่สุดของประเทศศรีลังกา ซึ่งเหมาะสมต่อการปลูกชาเป็นอย่างยิ่ง และชาซีลอน (Ceylon Tea) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นักดื่มชาทุกคนนั้นรู้จักชาซีลอนเป็นอย่างดีก็มีแหล่งกำเนิดมาจากเมืองนี้เช่นกัน ผมซึ่งเป็นหนึ่งในฐานะคนรักชา (Tea Lover) นั้นถือได้ว่าเมืองนี้เป็นสวรรค์เลยจริงๆ เพราะการได้มาเห็นชาถึงแหล่งกำเนิดบวกกับบรรยากาศที่น่าหลงไหลมากๆ นั้น ทำให้เมืองนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดของการมาเยือนศรีลังกาในทริปนี้

 

This slideshow requires JavaScript.

แผนที่ตั้งของเมือง Nuwara Eliya และอุณหภูมิตลอดทั้งปี

(ที่มา : WIKIPEDIA)

 

          แรกเริ่มนั้นผมวางแผนไว้ว่าผมจะเดินทางมาที่เมืองนี้โดยการนั่งรถประจำทางจาก Kandy ในตอนเช้าประมาณ 6 โมงเช้า เพื่อมาถึงที่นี่ประมาณ 10 โมง แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับทางเจ้าของโรงแรม Charlton Kandy Rest ที่ผมพักที่เมือง Kandy เมื่อวานนั้น ทางเขาแนะนำว่าให้นั่งรถไฟจาก Kandy เพื่อไปลงเมือง Nanu Oya (นานุ โอยา) แล้วต่อรถเข้า Nuwara Eliya อีก 15 นาที จะดีกว่า เพราะการนั่งรถไฟไปนั้นถึงแม้จะเสียเวลากว่านิดหน่อย (รถออกแปดโมงกว่า ถึงประมาณเที่ยงครึ่ง) แต่วิวสองข้างทางรถไฟนั้นสวยงามสุดๆ อย่าบอกใคร เป็นสิ่งที่ต้อง “ห้ามพลาด” ด้วยประการทั้งปวงในการมาเยือนศรีลังกา ได้ยินแบบนั้นแล้วต่อมกระหายอยากรู้ของผมทำงานทันที จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปนั่งรถไฟตามคำแนะนำของเจ้าถิ่นครับ

 

          วันนี้ผมตื่นประมาณหกโมงครึ่งเพื่ออาบน้ำอาบท่าและเก็บของเดินไปสถานีรถไฟเมือง Kandy ที่อยู่ห่างจากโรงแรมเพียง 15 นาที (แต่การเดินต้องระวังหน่อย เพราะตอนเช้าๆ คนออกไปทำงาน เด็กๆ ไปโรงเรียนกัน ทำให้ถนนรถเยอะ) ผมไปถึงสถานีรถไฟประมาณเจ็ดโมงเศษๆ เดินเข้าไปต่อคิวที่ช่องขายตั๋ว ซึ่งมีฝรั่งเข้าคิวก่อนผมประมาณ 4 – 5 คน ผมคิดว่าจุดหมายปลายทางคงเป็นที่เดียวกับผม เมื่อถึงคิวผมก็แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าไปลง Nanu Oya ทางเจ้าหน้าที่ก็หยิบตั๋วมาประทับตราแล้วส่งให้พร้อมกับแจ้งราคา 160 รูปี (ประมาณ 40 บาท) ซึ่งตั๋วที่นี่นั้นเป็นระบบ “อัตโนมือ” สุดๆ ไม่มีการใช้คอมพิวเตอร์ออกตั๋ว เป็นตั๋วฉีกจากเล่มและเครื่องประทับตราวันที่นั้นก็โบราณสุดๆ คนที่อายุเกิน 25 ปีน่าจะทัน (อุ๊ย !….ไม่ได้ดักแก่นะครับ)

 

3-1

ด้านหน้าสถานีรถไฟเมือง Kandy

3-2

ช่องจำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟเมือง Kandy

3.JPG

ตั๋วรถไฟจาก Kandy ไป Nanu Oya ที่ออกโดยระบบดั้งเดิม

 

         ผมเหลือบดูเวลาตอนนั้นประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ ยังไม่แปดโมง และรอบรถไฟประมาณ 08.42 น. ทำให้ผมมีเวลาหาของกินมื้อเช้าและเดินเล่นรอบๆ สถานีรถไฟที่เป็นตลาด (สถานีรถไฟอยู่ติดกับสถานีขนส่ง Kandy ที่ผมนั่งรถมาลงเมื่อวาน) ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนรถออก ในกรณีที่หากต้องการไปรถไฟรอบอื่นๆ หรือต้องการเช็ครอบรถไฟของศรีลังกาสามารถไปดูได้โดยคลิกที่นี่ครับ แต่ระบบรถไฟที่นี่ไม่มีตั๋วออน์ไลน์ ต้องไปซื้อที่สถานีเท่านั้น

 

4

บริเวณทางเดินไปชานชาลารถไฟ สถานีรถไฟ Kandy

5

ป้ายบอกเวลาและตารางเวลารถไฟแบบคลาสสิค

 

          นั่งเล่นเดินเล่นสักพักรถไฟก็มาตรงเวลาครับ ตั๋วรถไฟของที่นี่ไม่ได้ระบุที่นั่งไว้ครับ ใครขึ้นก่อนก็นั่งก่อน ใครขึ้นไม่ทันก็ต้องยืน ซึ่งผมนั้นได้แต่มัวถ่ายรูปและเดินเล่นเอ้อระเหยอยู่ สุดท้ายก็ขึ้นไม่ทันครับต้องได้ตีตั๋วยืนไปตามระเบียบ (แต่ไม่นานก็ได้นั่งครับ เพราะเป็นรถไฟชานเมืองจอดบ่อย คนขึ้น-ลงเยอะ ไม่นานก็มีที่นั่งว่าง) ผู้โดยสารส่วนมากเป็นชาวศรีลังกา สลับกับมีนักท่องเที่ยวชาวจีนและฝรั่งอยู่บ้าง รถไฟเป็นแบบพัดลมครับ ไม่มีตู้แอร์ให้เลือก เพราะเป็นรถไฟท้องถิ่น รถไฟจอดได้ 5 นาทีก็ออกตามเวลาตลอดแนวสองข้างทางนั้นเป็นป่าสลับทิวเขา สวยงามและเป็นธรรมชาติมากครับ ยิ่งรถไฟวิ่งไกลออกจากเมือง Kandy เข้าไปใกล้เมือง Nanu Oya ที่เป็นพื้นที่สุงเท่าไหร่ วิวทิวเขาและป่าสองข้างทางยิ่งสวยงามขึ้นเท่านั้น เรียกได้ว่าถึงแม้มีที่นั่งก็แทบไม่ได้นั่ง เพราะมัวแต่จะคอยลุกไปเก็บภาพอยู่เรื่อย ทำให้ตลอดการเดินทางบนรถไฟทัง 4 ชั่วโมงนั้นไม่มีความน่าเบื่อเลยจริงๆ

 

6

รถไฟที่จะเดินทางไป Nanu Oya เข้าจอดที่ชานชาลาหมายเลข 2 ครับ ได้เวลา Boarding แล้ว

(ถ้าขึ้นช้าไม่มีที่นั่ง…..นะครัช)

 

7

บรรยากาศผู้โดยสารบนขบวนรถไฟ

89

บรรยากาศสองข้างทางรถไฟ เมื่ออกจากเมือง Kandy ได้ประมาณ 1 ชั่วโมง

1011

บรรยากาศทิวเขาและไร่ชาสองข้างทางรถไฟ เมื่อขบวนรถไฟวิ่งเข้าใกล้เมือง Nanu Oya

12

เก็บเซลฟี่ 1 รูปกับขบวนรถไฟเป็นที่ระลึกครับ การนั่งรถไฟในศรีลังกานั้น “ต้องลอง” เป็นอย่างยิ่งในการมาเยือนไข่มุกแห่งเอเซียใต้แห่งนี้

13

วิวน้ำตกข้างทางรถไฟก่อนถึง Nanu Oya

14

ป้ายชานชาลาสถานีรถไฟ Nanu Oya

15

ด้านหน้าสถานีรถไฟ Nanu Oya มีรถตุ๊กตุ๊กคอยให้บริการเข้าเมือง Nuwara Eliya

 

          รถไฟแล่นมาถึงสถานี Nanu Oya เวลา 12.40 น. ตามตารางเวลาเป๊ะๆ อากาศที่นี่เย็นๆ ครับ ประมาณไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส สวมเสื้อกันหนาวหนึ่งตัวก็เอาอยู่  สถานีนี้ไม่ได้ตั้งอยู่เมือง Nuwara Eliya ตามที่ผมกล่าวไปข้างต้น ต้องต่อรถเข้าไปอีกประมาณ 10 กม. (ประมาณ 15 นาที) เมื่อเดินออกมาด้านหน้าสถานีรถไฟก็จะเจอคิวรถตุ๊กตุ๊กจอดอยู่หลายคัน แล้วก็จะมีคนขับหลายคนเลยเข้ามาถามว่าไปไหน จะไป Nuwara Eliya มั้ย (เข้าใจว่าเมืองนี้คงเป็นจุดหมายหลักของผู้มาลงสถานีรถไฟนี้) ผมลองเปรียบเทียบราคาก็ไม่ต่างกันครับ ทุกคนเสนอมาที่ 600 รูปี (ประมาณ 150 บาท) ซึ่งดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี จึงตกลงไปทันที ระหว่างทางพี่คนขับก็โชว์สมุดบันทึกให้ดู เป็นเหมือนสมุดบันทึกที่แกให้บรรดานักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการแกเขียนชื่อและประเทศพร้อมกับโชว์ให้ดูว่าเพิ่งมีคนไทยเหมือนผมมาใช้บริการแกเมือไม่กี่สัปดาห์นี้เอง ดูแล้วแกภูมิใจมากๆ ที่ได้ให้บริการชาวต่างชาติ ผมใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีก็มาถึงโรงแรมที่ผมจองไว้ที่ชื่อ Blue Wing Inn โดยลักษณะโรงแรมเป็นบ้านเดี่ยวบนเขาที่ดัดแปลงกั้นเป็นห้องพักไว้เป็นห้องๆ ราคาคืนละ 2,000 รูปี (ประมาณ 500 บาท) ขอบอกว่าเจ้าของใจดีมาก หากจะเข้าเมืองหรือไปสถานีขนส่ง แกยินดีไปส่งให้ฟรีครับ

         หลังจากที่ผมไปถึงโรงแรมที่พักเวลาบ่ายโมงเกือบครึ่ง ผมก็จัดการเช็คอินและเตรียมออกไปข้างนอกทันที เพราะมีเวลาเพียงแค่ครึ่งวันในการเที่ยวเมือง Nuwara Eliya (เหลือครึ่งวันสิ…ก็มัวไปนั่งรถไฟชิมความงามธรรมชาติระหว่างทาง 😀 ) ซึ่งทางเจ้าของโรงแรมก็ใจดีบอกว่าจะไปส่งที่ท่ารถให้ เพราะสถานที่ที่ผมจะไปนั้นต้องไปขึ้นรถที่ท่ารถที่ห่างออกไปประมาณ 2.5 กิโลเมตร นั่นคือ “โรงงานผลิตชาเปโดร (Pedro tea factory)” โดยเจ้าของโรงแรมให้เวลาผมเก็บของ 15 นาที แล้วเขาจะไปส่งที่ท่ารถพร้อมกับนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสอีก 2 คน ขอบอกว่าบรรยากาศที่โรงแรมในตอนนั้นดีมาก มีเมฆหมอกลอยผ่านหน้าต่างห้องนอนและอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ในที่สูงนั่นเอง

 

          เมื่อมาถึงสถานีขนส่งตอนนั้นประมาณบ่ายสองโมง ผมก็รีบมองหารถบัสที่จะไป Pedro Tea Factory ทันที แต่รถมันเยอะไปหมดและป้ายก็ดันเป็นภาษาท้องถิ่นทั้งนั้นอ่านไม่ออก อีกทั้งท้องก็หิวก็เลยเดินไปหาอะไรกินที่ร้านของชำใกล้ๆ แล้วก็ถือโอกาสถามคนขายของเลย ซึ่งเขาก็ชี้ไปที่รถที่จอดอยู่ข้างๆ ร้านเค้าทันที พร้อมกับบอกว่ารถกำลังจะออกแล้ว ว่าแล้วก็จ่ายตังค์ค่าขนมแล้วก็ดิ่งไปขึ้นรถทันที (ขออภัยที่จำหมายเลขรถไม่ได้จริงๆ เพราะตอนนั้นรีบมาก แต่ถ้าจะไปก็สามารถถามทางกับคนแถวนั้นได้ และมีหลายสายมากที่ผ่านดรงงานชาแห่งนี้) ขึ้นรถไปกระเป๋ารถเมล์ก็เดินมาเก็บเงิน ซึ่งค่ารถอยู่ที่ 20 รูปี (ประมาณ 5 บาท ถูกกว่า ขสมก. บ้านเราอีกครับท่านผู้ชม) นั่งไป 5 นาที กินขนมหมดรถก็เริ่มออก แต่ขอบอกก่อนว่าบรรยากาศในสถานีขนส่งนั้นวุ่นวายมาก รถเข้าออกขวักไขว่เต็มไปหมด อีกทั้งผู้คนก็เยอะแยะดูแล้วรุงรังสุดๆ แต่พอรถออกมาได้เท่านั้นแหละครับ บรรยากาศโล่งทันตาเห็น เพราะทั้งเมืองนั้นวุ่นวายอยู่จุดเดียว 😉

 

16.JPG

ป้ายด้านหน้าสถานีขนส่งเมือง Nuwara Eliya

17

บรรยากาศบนรถบัสจาก Nuwara Eliya ไป Pedro tea factory

 

          รถวิ่งประมาณ 20 นาทีก็มาถึงหน้าโรงงานชาครับ (จริงโรงงานชาห่างจากในเมืองแค่ 9 กิโลเมตร แต่ถนนแคบ รถจอดรับส่งคนบ่อย) ถึงหน้าโรงงานชาประมาณบ่ายสามโมงผมก็เดินตรงเข้าไปทันที ซึ่งยามที่หน้าประตูก็ชี้ทางพร้อมกับบอกว่านักท่องเที่ยวเชิญเข้าไปด้านในได้เลย เมืองเดินตามป้ายเข้าไปด้านในสุดจะเจอโซนรับนักท่องเที่ยวและแกลอรี่แสดงผลิตภัณฑ์ชา และก็จะมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยว ราคาค่าตั๋วอยู่ที่ 200 รูปี (ประมาณ 50 บาท) ซึ่งรอบเข้าชมโรงงานรอบต่อไปจะมีในอีก 20 นาที ระหว่างนี้เราสามารถเดินดูและซื้อผลิตภัณฑ์ชาของโรงงาน หรือนั่งชิมชาชมบรรยากาศที่นี่ได้ซึ่งชานั้นบริการฟรีสำหรับผู้เข้าชม ขอบอกว่าบรรยากาศที่นี่นั้นดีสุดๆ เนื่องจากแกลอรี่ชานั้นมีระเบียงยื่นเข้าไปในหุบเขาที่เป็นไร่ชาเขียวชอุ่ม ดูแล้วเย็นตา เย็นใจ เย็นกาย เหมือนเอาชีวิตมาสูดความสดชื่นของธรรมชาติแท้ๆ เข้าเต็มๆ ปอด เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าผมสามารถสูดลมหายใจเอาอากาศดีดีเข้าเต็มๆ ท้อง พร้อมกับปลดปล่อยเอาเรื่องไม่ดีทิ้งไปพร้อมลมหายใจออกจริงๆ

18

ป้ายด้านหน้า Pedro Tea Factory

2021

บรรยากาศด้านหน้า Pedro Tea Factory ที่เป็นเทือกเขาเล็กๆ มีหมอกปกคลุม

19

Pedro Tea Factory เมื่อมองจากถนนทางเข้า อาคารสีขาวนั่นคือโรงงานผลิตชา

2224

ป้ายบอกทางในโรงงาน Pedro Tea Factory (ซ้าย) ป้ายแสดงสรรพประโยชน์ของการดื่มชา (ขวา)

26

ตั๋วเข้าชมโรงงานผลิตชา Pedro Tea Factory ราคา 200 รูปี (ประมาณ 50 บาท)

2725

บรรยากาศทิวเขาและไร่ชาเมื่อมองจากแกลอรี่ชาของโรงงานชา Pedro Tea Factory

28

A cup of Ceylon tea with very original place. It’s such a fabulous moment !

29

😉 🙂 🙂 🙂 🙂 🙂 🙂 🙂 😉

          หลังจากที่ดูดดื่มบรรยากาศเต็มที่แล้วก็ได้เวลาเข้าชมโรงงาน ซึ่งผู้นำชมจะบรรยายขั้นตอนต่างๆ ของการผลิตชาเป็นภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เก็บใบชามาผ่านกระบวนการคัด บ่ม บวด สับและอบจนได้ชาชนิดต่างๆ ซึ่งชาแต่ละชนิด เช่น ชาเขียว ชาดำ ชาแดง ชาขาว นั้นมีกรรมวิธีการผลิตที่ต่างกันไป แต่สายพันธ์ุชาที่นำมาผลิตนั้นชนิดเดียวกัน นั่นคือ “ฃาซีลอน” อันเป็นสัญลักษณ์ของศรีลังการ รวมถึงการสับที่ความละเอียดต่างกันก็จะให้ชาต่างประเภทกันด้วย ซึ่งขั้นตอนและกระบวนการผลิตด้านในนั้นห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาดเนื่องจากเป็นความลับทางการผลิต จึงไม่มีรูปด้านในโรงงานมาฝาก มีเพียงแต่รูปการเตรียมชาด้านนอกหนักจากที่เก็บเป็นใบชาสดมาเพื่อเตรียมนำเข้ากระบวนการผลิตเท่านั้น

 

3031

บรรยากาศการเตรียมใบชาสดก่อนนำเข้ากระบวนการผลิตชาในโรงงานแปรรูป

 

           การเยี่ยมชมโรงงานชาใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็สิ้นสุดกระบวนการ ตอนนั้นเวลาประมาณสี่โมงเย็นเห็นจะได้ ซึ่งก็ได้เวลาที่ผมจะต้องลาจากโรงงานชาเพื่อกลับเข้าเมืองไปยังเป้าหมายต่อไปของผมนั่นคือ “ทะเลสาบเกรกอรี่ (Gregory lake)” ซึ่งอยู่กลางเมืองไม่ไกลจากโรงแรมที่ผมพักมากนัก

 

          ทะเลสาบเกรกอรี่ถูกสร้างขึ้นในสมัยที่ศรีลังกาถูกปกครองโดยอังกฤษโดยคำสั่งของ เซอร์.วิลเลียม เกรกรอรี (Sir William Gregory) ในปี ค.ศ. 1873 ปัจจุบันเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองที่นี่ เพราะโดยรอบทะเลสาบจะเป็นสวนสาธารณะให้ผู้คนได้ทำกิจกรรม น้ำจากทะเลสาบนี้ยังถูกนำไปใช้ในการปั่นกระแสไฟฟ้าอีกด้วย ในยุคที่ศรีลังกาถูกปกครองโดยอังกฤษนั้นทะเลสาบเกรกอรี่ถูกใช้เป็นแหล่งจัดกิจกรรมกีฬาทางน้ำและกิจกรรมนันทนาการต่างๆ

 

          หลังจากที่ผมนั่งรถบัสจากหน้าโรงงานชา Pedro tea factory กลับเข้ามาในเมืองแล้ว ผมก็เดินตรงมาที่ทะเลสาบที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 1 กิโลเมตร (Nuwara Eliya เป็นเมืองเล็กๆ ไม่ซับซ้อน สามารถเดินเที่ยวได้ไม่ยาก แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงอากาศเบาบาง อาจจะทำให้เหนื่อยง่ายหน่อย ไม่ควรเดินเร็วครับ และควรหายใจเข้าออกช้าๆ จะช่วยได้มาก) บรรยากาศรอบทะเลสาบนั้นเงียบสงบมาก เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่มีผู้คนไม่มาก อีกทั้งอากาศก็เย็นสบายทำให้รู้สึกโล่งแบบสุดๆ เวลาขณะนั้นเป็นช่วงเย็นๆ มีชาวเมืองมาทำกิจกรรมหรือเดินเล่นกับครอบครัวกันรอบทะเลสาบ รอบข้างไม่ค่อยมีแสงสีเท่าใดนัก ผมรู้สึกเวลาในตอนนั้นหมุนช้าลงไปเยอะมาก มีเวลาได้คิดพิจารณาเรื่องต่างๆ และทำให้มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งดีๆ มากขึ้นตามไปด้วย

 

3233

บรรยากาศยามใกล้พลบค่ำของ Gregory Lake

 

          หลังจากที่เดินเล่นสลับนั่งเล่นริมทะเลสาบสักพักก็ได้เวลาพลบค่ำพอดี ซึ่งก็ได้เวลาที่ผมจะเดินกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน โดยโรงแรมของผมห่างออกไปไม่มากจากทะเลสาบ แต่มันต้องเดินขึ้นเนินเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน พอถึงโรงแรมผมก็จัดการรีบอาบน้ำทันที เพราะอากาศกลางคืนนั้นหนาวมาก หากรอดึกเดี๋ยวจะอาบไม่ไหวเสียก่อน

34

อุณหภูมิตอนหัวค่ำของเมือง Nuwara Eliya (วันที่ 17 มิ.ย. 2559)

 

          วันนี้เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกเหนื่อยแต่สุขใจที่ได้ไปเจอสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต การได้ผจญภัยในต่างแดนทำให้ชีวิตผมได้เห็น ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสกับบรรยากาศแปลกๆ ที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ เป็นการเพิ่มประสบการณ์ชีวิต ได้ใช้เวลาให้กับตัวเองเพื่อพิจารณาสิ่งต่างๆ ทำให้มีพลังในการกลับไปทำหน้าที่ของเรามากขึ้นอีกเป็นกอง วันนี้ผมนอนหลับสนิทเพราะทั้งเหนื่อยและทั้งอากาศที่เย็นสบาย ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยทีเดียว

 

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s