เที่ยวเสียมเรียบ (กัมพูชา) – ตอนจบ

          หลังจากที่วันแรกพวกเราใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพมาจนถึงเสียมเรียบ และออกเที่ยวในตัวเมืองเสียมเรียบเก็บเกี่ยวบรรยากาศในเมืองกันแล้ว วันนี้จะถือเป็นไฮไลต์ของทริปนี้ที่เราจะออกไปเยือนสถานที่ที่ได้ขึ้นชื้อว่าเป็น “หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก” ซึ่งนั่นก็คือ “นครวัด-นครธม” การเดินทางในวันนี้นั้นเราใช้บริการของไกด์ชาวท้องถิ่นที่เราได้ติดต่อนัดหมายกันเรียบร้อบแล้วตั้งแต่อยู่เมืองไทย โดยไกล์คนนี้ชื่อว่า Sok Paul ผมติดต่อเขาผ่านทางเฟซบุ๊คที่ได้มาจากการแนะนำของสมาชิกท่านหนึ่งในห้อง Blue Planet ของเว็บพันทิพ ที่แนะนำว่าไกด์คนนี้ราคาไม่แพง บริการดี ไม่ใจได้ ไม่โกง ซึ่งพวกเราก็ตัดสินใจใช้บริการไกด์คนนี้โดยตกลงราคากันที่ 30 USD (เฉลี่ยคนละ 7.5 USD หรือประมาณ 270 บาท) สำหรับการพาพวกเราทั้ง 4 คน  เที่ยวเสียมเรียบ และพาหนะที่นำพวกเราเที่ยวคือ ตุ๊ก-ตุ๊ก (อย่างที่บอกครับว่าตุ๊ก-ตุ๊กของที่นี่คือมอเตอร์ไซค์ลากรถพ่วงแบบมีที่นั่ง นั่งได้สูงสุด 4 คน)

14.jpg

ไกด์ Sok Paul พร้อมรถตุ๊ก-ตุ๊กที่พาเราเที่ยว

 

          เริ่มต้นวันนี้ด้วยการที่เราตื่นสี่ครึงตามที่เรานัดกันไว้ เพื่อมาอาบน้ำแต่งตัว เพราะนัดไกด์ของเราให้มารับตอนประมาณตีห้า เพื่อไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ปราสาทนครวัด โดยพนิตนั้นได้ถามผมว่า “ชิพ…เราจะกลับมาที่โรงแรมอีกมั้ยหลังจากที่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น” ผมก็ตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ (แต่ในใจไม่ชัวร์) ว่า “กลับมาดิ…เดี๋ยวเขาก็ให้เราไปหากินข้าว ก่อนจะมารับไปเที่ยวอีกทีตอนสายหน่อย” ซึ่งเมื่อพนิตได้ยินคำตอบนั้น แม่นางก็เชื่อผมทันทีเพราะมั่นใจว่าผมเป็นคนนัดไกด์เอง ไม่น่าจะพลาด แม่นางจึงตอบผมกลับมาว่า “งั้นกูไม่อาบน้ำนะ…เดี๋ยวค่อยกลับมาอาบก่อนออกไปเที่ยวอีกที” ผมก็ตอบรับไปว่า “ตามใจ…เอางั้นก็ได้” ซึ่งตอนนั้นมีเพียวพนิตคนเดียวที่ตัดสินใจไม่อาบน้ำ เพราะเข้าใจว่าพวกเราจะกลับมาที่โรงแรมอีกครั้งหลังจากที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนอื่นๆ (ผม แบงค์ และแหม่ม) นั้น อาบน้ำกันก่อนไปหมด แต่เอาเข้าจริงๆ หลังจากที่เราชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดแล้ว ไกด์ก็บอกว่าเราจะทานข้าวเช้ากันแถวนั้น และไปเที่ยวกันต่อเลย เพราะเดี๋ยวถ้ากลับไปโรงแรมเราจะเสียเวลาและเที่ยวไม่ครบ สรุปว่าวันนั้นพนิตไม่ได้อาบน้ำทั้งวันขอรับ ผมอยากจะบอกว่า “ข้าผิดไปแล้วแม่นาง ข้าเข้าใจผิด ข้าไม่มีเจตนาทำร้ายเพื่อนแต่อย่างใด T_T”

 

          หลังจากที่ไกด์มารับเราที่โรงแรมตอนตีห้าตรงเวลาเป๊ะ พวกเราทั้งสี่ชีวิตก็ขึ้นรถตุ๊ก-ตุ๊ก มุ่งหน้าไปปราสาทนครวัดทันที เพื่อให้ทันกับชมภาพพระอาทิตย์ขึ้น อากาศในตอนเช้าของเสียมเรียบนั้นเย็นสบายๆ ประมาณ 24 – 26 องศาเซลเซียส โดยไกด์แวะพาเราซื้อตั๋วเข้าชมก่อน โดยตั๋วเข้าชมนั้นสามารถใช้ได้กับทุกปราสาทในเขตนครวัด-นครธม ราคาตั๋วขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่เราจะเข้าชม โดยมีจำหน่ายที่ 1 วัน (20 USD หรือ 700 บาท) 3 วัน (40 USD หรือประมาณ 1,400 บาท) และ 7 วัน (60 USD หรือประมาณ 2,100 บาท) ซึ่งพวกเราก็ซื้อตํ่ว 1 วันกัน เพราะเรามีเวลาเที่ยวเท่านั้น และ 1 วันก้สามารถเก็บสถานที่สำคัญๆ ได้หมด หากไม่ได้ลงลึกรายละเอียดและต้องตั้งกล้องรอเก็บภาพจังหวะต่างๆ แบบมืออาชีพ

 

15

บรรยากาศบริเวณโซนขายตั๋วเข้าชมนครวัด-นครธม ตอนเช้ามืด นั่งท่องเที่ยวเยอะมาก และแถวค่อนข้างยาว เราใช้เวลาประมาณ 15 นาทีในการเข้าแถวและซื้อตั๋ว

 

16

หน้าตาของตั๋วเข้าชมนครวัด-นครธม ซึ่งตั๋วทุกใบจะมีรูปเราด้วย (ถ่ายรูปตอนจ่ายเงินซื้อและพิมพ์ตั๋ว) หมายความว่าตั๋วใช้แทนกันไม่ได้ นอกจากคนที่หน้าตาเหมือนในรูปเท่านั้น

 

          หลังจากที่ได้ตั๋วแล้วไกด์ก็พาเราไปยังปราสาทนครวัดทันที เพราะตอนนั้นเวลาตีห้าครึ่งแล้ว และใกล้ถึงเวลาที่พระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว (ลืมบอกไปครับว่าภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ปราสาทนครวัดนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ไม่คสรพลาดอย่างยิ่ง อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิตควรต้องมาดู แต่ทั้งนี้ต้องมาลุ้นด้วยว่าฟ้าเปิดหรือไม่) เมื่อไปถึงปราสาทนครวัดเราก็นัดแนะกับไกด์ว่าเราจะออกมาเวลาประมาณเจ็ดโมงครึ่ง เขาก็บอกว่าจะรอเราที่หน้าปราสาทตรงที่มาส่งเรา จากนั้นเราก็รีบเดินเข้าไปเพื่อไปจับจองมุมสวยๆ เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นทันที ตอนนั้นเรามาถึงตีห้าครึ่งคนก็เยอะมาแล้ว ส่วนมากเกินครึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน (จีนเขาไปทุกที่จริงๆ) โดยเมื่อเราเดินเข้าไปบริเวณหน้าปราสาทนั้นจะพบว่ามีบ่อน้ำคล้ายๆ สระน้ำขนาดใหญ่อยู่สองฝั่ง คั่นกลางด้วยทางเดินหลักเข้าสู่ปราสาท เมื่อหันหน้าเข้าปราสาทจะพบว่าบ่อฝั่งซ้ายมือนั้นคนไปจับจองที่นั่งเกือบเต็มพื้นที่แล้ว เพราะบ่อน้ำนี้ขึ้นชื่อว่า Reflection pond ซึ่งเป็นบ่อที่จะมีเงาของตัวปราสาทมาตกสะท้องที่บ่อน้ำนี้พอดี เมื่อถ่ายภาพคู่กับพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นแล้วนั้น จะได้ภาพที่สุดอัศจรรย์เลยทีเดียว ทำให้บ่อน้ำฝั่งนี้ได้รับความนิยมมากในหมู่ช่างภาพมือโปรที่มาตั้งกล้องที่มุมสวยๆ ตั้งแต่ก่อนเรามาถึงเสียอีก แต่ช่างภาพไอโฟนอน่างพวกเราก็ขอเห่อตามเขาด้วย นั่นคือเราขอเลือกที่จะดูพระอาทิตย์ขึ้นที่บ่อฝั่งนี้บ้างตามมือโปร ถึงแม้คนจะเยอะเราก็ไม่หวั่น

 

          เรายืนรอพระอาทิตย์ขึ้นไปสัก 15 นาที ฟ้าก็เริ่มสางและแสงตะวันก็เริ่มสาดส่องมา แต่วันนั้นเวลานั้นเมฆเยอะมาก ทำให้โอกาสที่จะได้เห็นตะวันเป็นดวงเต็มๆ นั้นยากมาก จนเมื่อหลังฟ้าสางประมาณสัก 10 นาที ช่างกล้องมือโปรหลายคนก็เริ่มทยอยเก็บกล้องกลับกันด้วยความผิดหวัง รวมถึงนักท่องเที่ยวบางคนก็เริ่มเดินกลับ เพราะวันนี้ฟ้าไม่เปิดอย่างที่คาดหวังเอาไว้ แต่สภาพอากาศแปรเปลี่ยนได้เสมอราวกับใจคน เมื่อเวลาผ่านไปหลังจากที่ทุกคนทยอยกลับได้ไม่ถึง 5 นาที เมฆก็เริ่มเคลื่อนตัวออก ทำให้เราเห็นพระอาทิตย์เต็มดวง ณ ฉากหลังของยอดปราสาทนครวัดอย่างเต็มๆ ตา ราวกับสวรรค์บันดาลให้เราได้มาเจอภาพนี้เป็นขวัญตา เราจึงไม่รอช้าที่จะเก็บภาพอันสวยงามนี้ไว้ ถึงแม้ว่าพวกเราทั้งสี่คนจะไม่มีใครถ่ายรูปเป็นสักคนก็ตาม

 

17

พระอาทิตย์ขึ้นที่ปราสาทนครวัด บริเวณหน้า Reflection pond

18

ทางเดินหลักชั้นใน หน้าปราสาทนครวัด

19

ภาพพาโนรามาของบริเวณทางเดินชั้นในหน้าปราสาทนครวัด

 

          หลังจากได้ยลภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดกันแล้ว ตอนนั้นก็ประมาณเกือบเจ็ดโมงเราก็เดินเล่นชมบรรยากาศบริเวณหน้านครวัด ก่อนที่จะไปเจอไกด์และไปรับประทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารบริเวณใกล้ๆ ปราสาทนครวัด โดยเราจะกลับมานครวัดอีกครั้งในช่วงบ่ายเพื่อเข้าชมภายในตัวปราสาท

 

          หลังจากที่รับประมานอาหารเช้ากันแล้ว เวลาประมาณแปดโมงครึ่งไกด์ก็พาพวกพวกเราไปยังจุดหมายต่อไปของวันนี้ นั่นก็คือ “ปราสาทบายน (Bayon Temple)” ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 4 กิโลเมตร ปราสาทบายนนั้นตั้งอยู่ในเขต “นครธม” เป็นปราสาทหินของอาณาจักรเขมร ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งก่อสร้างในราวปี พ.ศ. 1724-พ.ศ. 1763  หลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงได้ชัยชนะจากการขับไล่กองทัพอาณาจักรจามปา ตัวปราสาทมีลักษณะพิเศษเพราะส่วนของหอเป็นรูปหน้าหันสี่ทิศ จำนวน 49 หอ ปัจจุบันคงเหลือเพียง 37 หอ ลักษณะโดยทั่วไปจะมี 4 หน้า 4 ทิศ แต่บางหออาจมี 3 หรือ 2 แต่บริเวณศูนย์กลางของกลุ่มปราสาทจะมีหลายหน้า พวกเราไปถึงที่ปราสาทบายนประมาณเก้าโมง ไกด์แนะนำเราว่าใช้เวลาที่นี่ประมาณสองชั่วโมงเพื่อชมตัวปราสาทให้ครบทุกส่วน และปล่อยให้เราเดินเที่ยวตามอัธยาศัย จากนั้นจะมารับเราเวลาประมาณสิบเอ็ดโมง (ขอบอกว่าบริเวณปราสาทบายน ไม่มีคลื่นโทรศัพท์และสัญญาณอินเตอร์เน็ตครับ)

 

          เมื่อจัดการนัดหมายเวลากับไกด์แล้ว พวกเราก็ไม่เสียเวลาครับ เราเดินดิ่งเข้าไปชมปราสาทบายนทันที ซึ่งผมสังเกตจากหน้าตาผู้ไปชมปราสาทบายนแล้วพบว่าส่วนมากเป็นชาวจีน และหน้าตาก็คุ้นๆ กับที่ไปชมพระอาทิตย์ที่นครวัดในตอนเช้าหลายคนมาก แสดงว่าโปรแกรมทัวร์นั้นเหมือนกันคือชมพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็มาต่อที่ปราสาทบายน ความสวยงามของปราสาทบายนนั้นอยู่ที่มีรูปปั้นหน้าเทวรูปอยู่เป็นร้อยหน้า และมีทางเดินภายในหลายชั้นให้เดินชมภายในตัวปราสาท รวมถึงความตื่นเต้นอยู่ที่มีป้อมสูงประมาณ 10 เมตรอยู่สี่ทิศของตัวปราสาท ซึ่งมีบันไดสามารถปีนขึ้นไปชมด้านบนป้อมได้ แต่บันไดค่อนข้างชันมา ความชันประมาณ 70 – 80 องศาเห็นจะได้ แต่พวกเราทั้งสี่คนอยู่ในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น กำลังวังชายังดีกันอยู่ จึงไม่พลาดที่จะปีนขึ้นไปชมและเพื่อพิสูจน์กำลังตนเอง (แต่มันยากตอนลงนี่สิ มันชันและเสียวว่าจะตกสุดๆ) นี่เป็นสาเหตุที่พวกเราหาเรื่องเที่ยวโดยอ้างว่าเที่ยวตอนยังมีแรงดีกว่ามาเที่ยวตอนแก่ และบันไดนี้พิสูจน์ข้ออ้างของพวกเราได้เป็นอย่างดี

 

20

21

บริเวณด้านหน้าของปราสาทบายน

 

22

พิสูจน์สังขารโดยการปีนขึ้นไปบนป้อมที่บันไดแสนชัน ภาพนี้เป็นตอนลง หน้ายิ้ม แต่ในใจเสียวตกสุดๆ

 

25

ทางเดินชั้นในบริเวณปราสาทบายน

 

24

23

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในปราสาทบายน นักท่องเที่ยวชาวพุทธนิยมมาสักการะ สังเกตได้จากคิวในการเข้าสักการะที่ยาวเอาเรื่อง

 

26

รูปปั้นใบหน้าเทวรูปที่ตั้งอยู่โดยรอบปราสาทบายน

 

27

29

รูปยอดปราสาทบายนในมุมกว้าง

(รูปบน : มองจากพื้นด้านล่าง) / (รูปล่าง : มองจากป้อมที่เราพยายามปีนขึ้นไป)

 

28

รูปวิวพาโนรามาของปราสาทบายน

 

           หลังจากที่เราชมในส่วนของตัวปราสาทเรียบร้อยแล้ว เวลาสักประมาณสิบโมงเศษ เรายังมีเวลาประมาณ 45 นาทีในการไปชมบริเวณรอบๆ ปราสาทบายนอันเป็นที่ตั้งของป้อมคล้ายประตูเมืองหรือสถานที่สำหรับทำพิธีอะไรสักอย่างและสระน้ำ ป้อมนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆ ด้านหน้าของปราสาทบายนที่เราเข้าไปในตอนแรก ลักษณะเป็นทางเดินยาวๆ เชื่อมเข้าไปที่ทางขึ้นของป้อมสูงๆ บริเวณใกล้ๆ มีสระน้ำและประตูเมืองเก่า ดูแล้วมีความขลังให้ได้เดินเยี่ยมชมกัน ส่วนด้านบนสุดของป้อมนั้นสามารถใช้ชมความงามของบริเวณโดยรอบปราสาทบายนได้เป็นอย่างดี

30

ทางเดินยาวที่ทอดไปสู่ทางเข้าป้อมสูง ใกล้ๆ กับด้านหน้าของปราสาทบายน

31

ป้อมสูงบริเวณใกล้ๆ ด้านหน้าปราสาทบายน

 

32

วิวจากด้านบนยอดสุงสุดของป้อม

 

33

กำแพงปราสาทที่ออกแแบบเป็นรูปหัวช้าง

 

          หลังจากที่เราเดินเล่นชมป้อม สระน้ำ และกำแพงเมืองบริเวณใกล้ๆ ปราสาทบายนแล้ว เมื่อได้เวลาที่เรานัดกับไกด์ไว้ตอนสิบเอ็ดโมง เราก็ไปเจอไกด์ตามที่นัดหมายไว้ โดยเป้าหมายต่อไปของเราก็คือ “ปราสาทตาพรหม (Taprohm Temple)” ซึ่งปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ผู้ที่เคยชมภาพยนตร์แนวแอคชั่น-แอดเวอเจอร์อย่าง “ทูมไรเดอร์ (Tomb Rider)” นั้นรู้จักกันดี เพราะปราสาทแห่งนี้เคยใช้เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้และโด่งดังไปทั่วโลก

 

34.png

ภาพจากภาพยนตร์ Tomb Rider ที่ใช้ปราสาทตาพรหมเป็นสถานที่ถ่ายทำ

 

          ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เป็นปราสาทหินในยุคท้ายๆ ของอาณาจักรเขมร สำหรับปราสาทตาพรมนั้นรัฐบาลกัมพูชามีแนวคิดที่จะคงต้นไม้ไว้เหมือนโบราณ ต่างจากปราสาทแห่งอื่นๆ ที่รัฐบาลตัดต้นไม้ออกเพราะกลัวต้นไม้จะไปทำลายทัศนีย์ภาพของปราสาทและอาจเป็นอันตรายหากต้นไม้โค่นล้มทับปราสาท จึงกลายเป็น ลักษณะเด่นของปราสาทตาพรหมคือมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นคลุมตัวปราสาทเป็นจำนวนมาก

 

           เรามาถึงปราสาทตาพรหมประมาณสิบเอ็ดโมงสิบห้า ไกด์แนะนำเราว่าใช้เวลาที่นี่ประมาณชั่วโมงเศษก็น่าจะเที่ยวไปครบและนัดเราอีกทีตอนเที่ยงครึ่งที่อีกฝั่งของปราสาทเพื่อไปกินข้าวเที่ยง จากนั้นเราก็รุดหน้าไปชมปราสาทตาพรหรมทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา โดยภายในปราสาทตาพรหรมมีป้ายบอกทิศทางการเดินอย่างชัดเจน ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ต้องเดินสวนหรือชนกันสะเปะสะปะ โดยทิศทางการเดินมีให้เลือก 2 อย่างแบ่งตามระยะการเดินคือ “Short walk” และ “Long walk” ซึ่งสำหรับวัยที่สังขารแข็งแรงอย่างพวกเราก็ย่อมเลือก “Long Walk” อยู่แล้ว เพราะมาทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม

 

          ภายในปราสาทตาพรหมนั้นให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังเดินทางไปในปราสาทหินเก่าๆ ที่มีความลึกลับเนื่องจากจากมีต้นไม้และเถาวัลย์ที่ขึ้นเกาะอยู่ตามกำแพงและซุ้มประตูต่าง และให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามีสมบัติมีค่าจำพวกเพชรนิลจินดาซ่อนอยู่จริงๆ จึงไม่แปลกในเลยว่าทำไมหนังเรื่อง Tomb Rider จึงใช้ปราสาทตาพรหมเป็นหนึ่งในฉากของเรื่อง เพราะฟีลลิ่งมันได้จริงๆ สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการเดินภายในปราสาทตาพรหมก็คือการเดินไปสะดุดก้อนหิน ซากปรักหักพัง และรากไม้ต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ภายในปราสาท เพราะสิ่งเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ตามทุกพื้นที่ เพราะอน่างที่บอกว่าทางรัฐบาลกัมพูชาต้องการรักษาความ “ขลัง” ของปราสาทนี้ไว้ จึงไม่ได้มีการปรับภูมิทัศน์และตัดต้นไม้ออก เพื่อเป็นการรักษาสภาพที่ดูแล้วเป็นเอกลักษณ์นี้ไว้ รวมถึงซุ้มประตูต่างๆ ที่ค่อนข้างเตี้ย ต้องระวังเดินหัวชนตลอดเวลา ประมาณว่าคนสูงสัก 160 ซม. ก็ชนแล้ว เดาว่าคนสมัยก่อนที่อยู่ในยุคสร้างปราสาท คงตัวไม่สูงมากนัก จึงออกแแบบประตูไว้ที่ความสูงแค่นี้ อีกอย่างที่ต้องระวังคือเนื่องจากซากปรักหักพังมีเยอะ บางจุดหากใครคิดเล่นพิเรนทร์ก็สามารถปีนขึ้นไปเล่นได้เลย ไม่ได้มีป้ายหรือรั้วกั้นไว้ เราควรรู้ว่าอะไรควรไม่ควรและให้เกียรติสถานที่ด้วยนะครับ เพราะเห็นนักท่องเที่ยวบางคน (ขอไม่ระบุเชื้อชาติ) ขณะที่ทางเรากำลังเดินชมปราสาทตาพรหมนั้นได้ปีนขึ้นไปบนซากปรักหักพังต่างๆ เพื่อถ่ายรูป บางจุดดูแล้วไม่สมควรเลย

 

35.jpg

ทางเข้าด้านหน้าปราสาทตาพรหม

 

36

ซากปรักหักพังที่ทางการกัมพูชาอนุวักษ์ไว้ เราสามารถพบเห็นได้ทุกจุดในปราสาทตาพรหม

 

37

ซุ้มประตูภายในปราสาทตาพรหม

38

ระเบียงทางเดินที่ภายในปราสาทตาพรหม

 

39

ปราสาทเก่า ต้นไม้ที่ขึ้นแทรกโครงสร้างปราสาท และซากปรักหักพัง บรรยากาศลึกลับและน่าค้นหาแบบนี้ หาดูไม่ได้ง่ายๆ นะ จะบอกให้ ต้องที่ตาพรหมเท่านั้น

 

40

ต้นไม้ที่ขึ้นคร่อมปราสาท มุมสำคัญของปราสาทตาพรหมที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเก็บภาพ

 

          หลังจากที่เราเดินกันจนรอบปราสาทตาพรหมแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยงครึ่งตามที่เรานัดไกด์ไว้พอดี และเมื่อถึงเวลาพวกเราก็เหมือนจะรู้จักงาน นั่นคือ “ท้องหิว” กันตามระเบียบ จึงรีบไปหาไกด์เพื่อให้เขาพาไปหาข้าวเที่ยงโดยพลัน ซึ่งเขาก็พาไปร้านที่เขารู้จักทันที ร้านนี้บอกตรงๆ ราคาค่อนข้างแพง คือเมนูละประมาณ 200 กว่าบาท ไม่รวมเซอร์วิสชาร์ต เป็นเซตแบบกับข้าวหนึ่งอย่างเสิร์ฟพร้อมกับข้าวหนึ่งจาน และเหมือนไกด์จะรู้จักกับทางร้านและอาจจะได้ส่วนแบ่งกัน ประมาณว่าตกลงกันกลายๆ ว่าหาพาลูกค้ามาร้านนี้ เขาก้จะได้ส่วนแบ่ง แต่ดดยรวมอาหารก็อร่อยดี รสชาติไม่ต่างจากอาหารไทย และเสิร์ฟมาแบบปริมาณที่อิ่มจนจุกจริงๆ ถือว่าชดเชยกันไเ้กับราคาที่สูงพอควร

This slideshow requires JavaScript.

อาหารเที่ยงที่เราไปโซ้ยกันหลังจากชมปราสาทตาพรหม จากซ้ายไปขวา แกงเผ็ดไก่ (คล้ายของบ้านเรา) ต้มยำปลาใส่ผักบุ้ง และผัดผักน้ำมันหอย

 

          เมื่อท้องอิ่มแล้ว เวลาสักประมาณบ่ายโมงครึ่งก็ได้เสวลาที่ไกด์จะพาเราไปสถานที่ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์และเป็นสถานที่ที่เราปรารถนาจะมาที่สุดในทริปนี้ นั่นคือ “ปราสาทนครวัด (Angkot Wat)” เราไปถึงปราสาทนครวัดเวลาประมาณบ่ายสองโมง โดยไกด์พาเราไปเข้าทางประตูด้านหลังของปราสาทที่มีคนน้อยกว่าประตูทางเข้าหลักด้านหน้า ทำให้เราสามารถเริ่มเดินปราสาทนครวัดอย่างสบายๆ คนไม่เยอะ ไกด์แนะนำว่าเราควรใช้เวลาอยู่ที่นครวัดประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อดูให้ครบทุกจุด และนัดเราอีกทีตอนห้าโมงเย็นที่ด้านหน้าปราสาท (บริเวณที่ส่งเราชมพระอาทิตย์ขึ้นเมื่อตอนเช้า) เพื่อพาเรากลับไปส่งโรงแรมที่พัก เมื่อรู้เวลาแล้วเราก็จัดการพาร่างกายพวกเราเข้าชมปราสาทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในทันใด

 

          ปราสาทนครวัดสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือพระนารายณ์ โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานที่สร้างตามแบบของศาสนาฮินดูก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรืองและได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติและเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย

 

          ปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากถึง 200,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทสูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบ มหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง ปราสาทนครวัด มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี

 

           นครวัดมีหอสูงกว่า 60 เมตรเป็นศูนย์กลางของกลุ่มปราสาท อันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลนั้น มีทางเดินขึ้นที่ชันมาก แต่ก็กลับเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องปีนขึ้นไปและไต่ลงมาที่จุดบนสุดของหอนี้จะมองเห็นวิวที่สวยสุดของปราสาท

 

          ทางด้านกำแพงชั้นนอกรอบปราสาทนั้น มีความยาวกว่า 800 เมตร มีงานแกะสลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่อง รามายณะ รูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดก็คือรูปที่เทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุ และยังมีรูปแกะสลักนางอัปสรอีกถึง 1,636 นาง ที่ทั้งหมดมีเครื่องแต่งกายและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย

 

          สิ่งแรกที่เราอยากเห็นที่สุดของนครวัดตามคำบอกเราของไกด์เถื่อนประจำแก็งส์เรานามว่า “แบงค์” ก็คือ “นางอัปสรยิ้ม (Smiling Apsara)” ซึ่งอย่างที่บอกครับว่าภายในอาณาเขตของนครวัดนั้นมีรูปแกะสลักนางอัปสรอยู่ถึง 1,636 นาง แต่ละนางมีท่าทางต่างกันไปไม่ซ้ำกันเลย แต่มีเพียงนางเดียวเท่านั้นที่ “ยิ้มแบบเห็นฟัน” จึงเป็นความพิเศษในหมู่นางอัปสรด้วยกันเอง เมื่อเราโดนไกดฺ์เถื่อนบิ้วด์เราด้วยของแปลกอย่างนี้ มีหรือที่เราจะพลาดไปชม โดยระหว่างที่เราเดินไปหานางอัปสรยิ้มนั้น เราก็พยายามถามทางเจ้าหน้าที่ภายในปราสาทไปเรื่อยๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนมากพูดไทยหรืออังกฤษได้ จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการสื่อสาร และระหว่างทางเมื่อเราเจออะไรที่สวยงาม หรือแปลกหูแปลกตาเราก็หยุดชมและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ หรือหากบางทีเหนื่อยก็ขอหยุดนั่งพักบ้าง เพราะจะว่าไปอายุพวกเรา 4 คนรวมกันก็ปาไปร้อยกว่าแล้ว มันต้องมีโรยราทางด้านสังขารกันบ้าง (แหม…..ทีเมื่อกี้ยังบอกว่าเพิ่งเข้าสู่วัยรุ่นกันอยู่เลย) แต่แล้วเมื่อเดินบ้าง หยุุดบ้าง ถ่ายรูปบ้าง นั่งบ้าง รวมเวลาแล้วเกือบชั่วโมงเพื่อตามหาของแปลกตามคำแนะนำของพี่แบงค์ ในที่สุดเราก็เจอรูปนางอัปสรยิ้มจนได้ จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่หนุ่มน้อยชาวขะแมร์อายุน่าจะ 20 ต้นๆ เท่านั้นที่พูดไทยได้ (นิดหน่อย) ที่อาสาพาเราเดินไปดูนางอัปสรยิ้มถึงที่ ต้องยกความชอบให้กับแบงค์ที่เข้าไปถามได้ถูกคนพอดี

 

44

ถาพมุมกว้างของนครวัดจากทางเข้าด้านหลังที่ไกด์พาเราลัดเข้ามา

45

46

สี่สหายบุกนครวัด !

47

48

รูปสลักนางอัปสรที่แต่ละนางท่าทางแตกต่างกันไปไม่ซ้ำกันเลย

49

นางอัปสรยิ้มแฉ่งที่พวกเราควานหากันตามคำแนะนำของไกด์เถื่อนประจำแก็งส์นามว่า “แบงค์”

50

ภาพหนึ่งในยอดปราสาทภายในนครวัด

 

51

มุมพาโนรามาของส่วนในสุดภายในปราสาทนครวัด

 

          อีกหนึ่งสถานที่ภายในนครวัดที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงคือ “หอสูง” ใจกลางนครวัดที่สร้างตามความเชื่อว่าหอสูงนี้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล อย่างที่บอกครับว่านักท่องเที่ยวทุกคนล้วนอยากขึ้นไปชมหอแห่งนี้ด้วยกันทั้งนั้น ทำให้คิวการขึ้นชมนั้นยาวมาก เพราะด้านบนจำกัดจำนวนคนขึ้น โดยเราต่อคิวเพื่อรับป้ายห้อยคนอันเปรียบเสมือนตั๋วในการขึ้นชมหอคอยแห่งนี้ ซึ่งเฉพาะคนที่ห้อยป้ายนี้เท่านั้นที่จะขึ้นชมได้ เราใช้เวลาต่อคิวกันเกือบชั่วโมงจึงจะได้ขึ้นไปชม ขอบอกว่าบันไดทางขึ้นค่อนข้างชันมาก ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนแล้ว ขอบอกว่าคุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ เพราะนอกว่าเราจะได้เห็นวิวโดยรอบปราสาทนครวัด ด้านบนยังมีภาพแกะสลักนูนต่ำและสถาปัตยกรรมที่สุดจะงดงามเกินบรรยายจริงๆ

 

52

ภาพมุมสูงของปราสาทนครวัดเมื่อมองจากหอสูงที่ศูนย์กลางของปราสาท

53

พระพุทธรูปปางนาคปรกที่ประดิษฐานบนหอสูง

5455

5756

ด้านบนหอสูงนี้มีมุมสวยๆ ให้ได้ถ่ายรูปเยอะ นี่แค่บางส่วนที่เราถ่ายกันมาครับ

 

           เมื่อเราขึ้นไปชมหอสูงเรียบร้อยแล้ว จุดถัดไปเลยก็คือบริเวณด้านหน้าปราสาทบริเวณบ่อน้ำ (ที่เราไปชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า) โดยในตอนนั้นเวลาประมาณสี่โมงเย็น บรรยากาศบริเวณนั้นให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากตอนเช้ามืด แต่ก็ยังคงความสวยงามเช่นเคย จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้านั้นจะกลับมาอีกครั้งเพื่อชมบรรยากาศในตอนเย็น ซึ่งเมื่อพวกเราไปเจอบรรยากาศตอนเย็นของบริเวณด้านหน้าปราสาทนครวัดแล้วนั้น ขอบอกตรงๆ เลยว่ามัน “AMAZING” มากๆ มันทั้งสวยงามและยิ่งใหญ่อย่างไม่รู้จะบรรยายยังไงจริงๆ ไม่แปลกเลยที่สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

 

58.jpg

ภาพมุมมองแบบพาโนรามาของด้านหน้าปราสาทนครวัดในตอนเย็น

 

62

ด้านหน้าปราสาทนครวัดยามเย็น เมื่อมองจากทางเข้าหลัก

 

59

ด้านหนเาปราสาทนครวัดในยามเย็น เมื่อมองจากบริเวณ Reflection pond

 

6160

นายแบบชาวไทยสองคน กับวิวปราสาทนครวัดที่บริเวณ Reflection pond

          หลังจากที่พวกเราเก็บบรรยากาศโดยรอบของปราสาทนครวัดครบหมดแล้ว ก็ได้เวลาห้าโมงเย็นที่เรานัดไกด์มารับเรากลับไปโรงแรมพอดี เป็นอันว่าเราปิดทริปของวันนี้ได้อย่างสวยสดงดงาม ครบตามที่เราตั้งใจเอาไว้ เราใช้เวลาได้คุ้มมากตั้งแต่ตีห้ายันห้าโมงเย็น ได้เห็นในสิ่งที่มหัศจรรย์แบบสุดยอดของโลกที่อยู่ใกล้ประเทศเราเพียงไม่กี่อึดใจ แต่สิ่งสิ่งที่น่าจดจำสำหรับทริปนี้คือการได้สัมผัสทุกรสชาติจริงๆ ตั้งแต่โดนโกงแบบตอดเล็กตอดน้อยจากชาวเขมร การได้ลองปั่นจักรยานในต่างแดนอย่างเสียมเรียบ การได้ไปเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกัมพูชา การได้ลองอาหารท้องถิ่นแบบข้างทางจริงๆ ทริปนี้เหนื่อยสุดๆ เพราะอากาศที่ร้อนแบบสุดๆ และเดินเยอะแบบสุดๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นอะไรก็แลกไม่ได้แน่นอน ทั้งประสบการณ์การเดินทาง และการที่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ซึ่งสำหรับคนที่ทำงานแล้วคงรู้ดีกว่ายิ่งอายุเรามากขึ้น เราก็จะยิ่งห่างจากเพื่อนๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การจะนัดเพื่อนๆ ไปเที่ยวด้วยกันนั้นมันแสนยากเย็น เพราะต่างคนก็ต่างมีความรับผิดชอบที่ต่างกันไปและมากขึ้นตามอายุ แต่ทริปนี้นั้นเรารวมตัวกันได้ถึง 4 คนและออกไปสัมผัสโลกภายนอกด้วยกัน ซึ่งทั้ง 4 คนไม่เคยมีใครมาเยือนเสียมเรียบมาก่อน ทำให้พวกเราได้เห็นอะไรใหม่ๆ พร้อมๆ กัน และสนุกไปด้วยกัน เจอเรื่องไม่คาดคิดด้วยกัน และความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งที่มองเห็นหรือจับต้องได้อันทำให้พวกเรารู้สึกว่าทริปนี้เป็นทริปที่สมบูรณ์ เพราะผมเชื่อเสมอว่า “ทริปที่ไม่มีอะไรเพอร์เฟ็ค นั่นแหละคือทริปที่เพอร์เฟ็ค

 

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s