เที่ยวเมืองจีน (อู่ฮั่น-จิ้งโจว) วันที่ 1 : วัดกุ้ยหยวน-หอกระเรียนเหลือง

          ก่อนอื่นขอท้าวความสำหรับทริปนี้ก่อนนะครับ เพราะว่าทริปนี้มีผู้ร่วมทริปไปด้วยทั้งสิ้น 2 คน รวมผมด้วยเป็นสาม ซึ่งสองคนที่ว่านั้นก็ไม่ใช่ใคร เป็นคุณแม่และน้องชายผมเอง แต่ทริปนี้มาจบลงที่อู่ฮั่นและจิ้งโจวแบบที่วางแผนล่วงหน้าไม่นานเลย ซึ่งตอนแรกนั้นผมว่าจะพาแม่ไปเที่ยวฮ่องกงและมาเก๊าเพราะไม่ต้องทำวีซ่าให้ยุ่งยาก เนื่องมาจากแม่ผมอยู่ต่างจังหวัดและผมทำงานอยู่กรุงเทพ การจะดำเนินการเรื่องของวีซ่านั้นมันค่อนข้างยุ่งยาก ตอนนั้นผมจึงเอ่ยปากชวนแม่

 

ผม : มาม๊า….ไปเที่ยวฮ่องกงกับมาเก๊ามั้ย ประมาณเดือนกันยานี้ ไปเล่นๆ สัก 3 วัน ชวนไอ้แชมป์กับตั่วเฮียไปด้วย (หมายถึงน้องชายผมทั้งสอง ซึ่งผมชอบเรียกแทนน้องคนเล็กกับแม่ว่า “ตั่วเฮีย” ที่แปลว่าพี่คนโต เหมือนเรียกประชดขำๆ)

 

แม่ : มันมีอะไรน่าเที่ยวฮ่องกงกับมาเก๊า ?

ผม : ก็ประมาณเหมือนเมืองจีนอ่ะนะ มีวัด มีที่ช็อปปิ้ง มีที่เดินเล่นสวยๆ หรือจะเข้าบ่อนที่มาเก๊า ก็ได้

แม่ : (เงียบไปสักพักแล้วก็ถามกลับผม) อืม……แล้วมึงเคยไปเมืองจีนมั้ย ?

ผม : (ตอนนั้นรู้เลยว่าแม่อยากไปไหน) ยังไม่เคย แต่เห็นพี่คนที่ไปมาบอกว่าไม่ค่อยเวิร์ก อากาศไม่ดี และคนก็รุงรัง

แม่ : อืม….

 

          ตอนนั้นเหมือนแม่จะผิดหวังนะ แต่ในเมื่อรู้แล้วว่าแกอยากไปไหนผมก็ต้องพาแกไปให้ได้ เพราะตั้งใจแต่แรกแล้ว เลยศึกษาสองเรื่องใหญ่ๆ คือว่าจะเที่ยวเมืองไหนและจะขอวีซ่ายังไง (และข้อดีที่สุดที่ไปเมืองจีนโดยมีแม่ไปด้วยคือ ผมไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เพราะแกพูดจีนได้ แค่ระวังไม่ให้แกเม้าท์จนเพลินกับคนที่นั่นก็พอ 🙂 )

 

          เรื่องขอวีซ่าพอนั่งคิดแล้วไม่ยาก ผมก็อาศัยยอมเสียเวลาเสาร์อาทิตย์ขับรถกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อไปเอาพาสปอร์ตตัวจริงของแม่พร้อมทั้งเอกสารต่างๆ และพาแม่ไปถ่ายรูปให้เรียบร้อย เพื่อเอารูปไปทำวีซ่าจีน (เพราะวีซ่าจีนยื่นแทนกันได้ในตอนนั้น ไม่ต้องมอบอำนาจด้วย)

 

          ส่วนเรื่องว่าจะเที่ยวที่ไหนผมนั่งเช็คดูแล้วคงไม่เอาปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ เพราะสงสารแม่ที่อายุมากและขาไม่ดี เลยขอเลือกเป็นเมืองอื่น ทยอยไล่เช็คไปจนมาเจอเมืองที่เป็นตำนานประวัติศาสตร์สามก๊กอย่าง “อู่ฮั่น (Wuhan)” เข้า ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ผมเป็นคนที่บ้าอ่านสามก๊กอยู่แล้ว (ทั้งอ่านหนังสือ ทั้งดูภาพยนตร์ หนังสือเกี่ยวกับสามก๊กเยอะมาก) ประกอบกับช่วงนั้นแอร์เอเชียหรือพี่หางแดงมีโปรไปอู่ฮั่นพอดี จึงตัดสินใจไปในทันที โดยวางไว้ว่าจะไป 3 วัน 2 คืน

 

          หลังจองตั๋วและจองโรงแรมเสร็จสรรพและยื่นวีซ่าแล้ว ระหว่างรอผลวีซ่า แชมป์น้องคนกลางของผมก็ถามว่า “จะไปเมืองจีนกับมาม๊าเหรอ ไปที่ไหน วันไหน จะไปด้วย” ผมก็บอกไปว่าไปวันไหน บินไฟลท์อะไร และก็เปลี่ยน Booking โรงแรมเพื่อเป็นห้องสำหรับสามคนทันที ส่วนน้องคนเล็กถามแล้วบอกว่าไม่ไป จึงสรุปว่าทริปนี้มีเราทั้งหมดสามคนครับ

 

          เมื่อถึงวันเดินทาง พวกเราออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อไปให้ถึงดอนเมืองประมาณตีห้า เพราะเราจองไฟลท์เช้า 7.15 น. เมื่อไปถึงก็เป็นอย่างที่คาด ไฟลท์ไปจีนแถวยาวยืด แม้วันนั้นเป็นวันธรรมดาอย่างวันพฤหัสบดีก็ตาม โชคดีที่พวกผมทำ Internet check-in มาเรียบร้อย จึงแค่ไป Drop กระเป๋าที่ช่อง Baggage drop ซึ่งแถวสั้นกว่ามาก จากนั้นก็ผ่าน Security และ Immigration ตามระเบียบ พวกเราไปถึงที่ Gate ประมาณ 6.30 น. ก่อนเครื่องออก 45 นาที แต่แค่ขนาดนั่งรอที่ Gate ก็เหมือนกับว่าพวกเราไปถึงเมืองจีนกันแล้ว เพราะคนรอบข้างเรานั้นกว่า 90% เป็นชาวจีน จึงเดาไม่ยากเลยว่าเสียงพูดคุยจะโช้งเช้งแค่ไหน ถือว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนไปเยือนบ้านเขาก็แล้วกัน 😉

 

1

พร้อมแล้วกับการไปเยือนเมืองจีนเป็นครั้งแรกของผม แม่ และน้องชาย

2

ระหว่างนั่งรอท่านแม่นิ่งมาก ในใจคงรำคาญเสียงโช้งเช้งรอบข้างน่าดู

(โชคดีหน่อยที่ผมฟังจีนไม่ออก ส่วนแกฟังออกคงต้องรับชะตากรรมไปว่าเค้าพูดอะไรกันบ้าง)

          จากกรุงเทพไปอู่ฮั่นใช้เวลาบินประมาณสามชั่วโมงครึ่งบวกกับเวลาที่จีนเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมงทำให้เราไปถึงที่นั่นประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง แต่โชคดีที่สนามบินอู่ฮั่นนั้นใช้เทอมินัลเล็กเป็น International hall ส่วน Domestic Hall นั้นใช้เทอมินัลใหญ่ ทำให้แถว Immigration นั้นไม่ยาวและคนไม่เยอะ (ซึ่งอาจเนื่องมาจากว่าผู้โดยสารภายในประเทศมีมากกว่า จึ่งใช้เทอมินัลใหญ่สำหรับเที่ยวบินในประเทศ) เราใช้เวลาไม่นานก็ออกมาข้างนอกเพื่อหาแท็กซี่เข้าเมือง (สนามบินอยู่ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 30 กม.) ก่อนมาก็ศึกษาแล้วว่าแท็กซี่มิเตอร์นั้นมีให้บริการที่สนามบินเพื่อเข้าเมือง แต่พอเดินออกมากลับไม่เจอเลย มีแต่คันที่ให้เหมาทั้งนั้น ซึ่งราคาจากสนามบินไปโรงแรมของเรานั้นทุกคันเรียกเท่ากันหมดที่ 200 หยวน หรือประมาณ 1,000 บาท (เราจองโรงแรมไว้ที่ Dorrset Hotel, Jianghan street ซึ่งราคา 1,000 บาท ถือว่าแพงมากสำหรับระยะทางแค่ 30 กม. แต่ก็จำใจไปเพราะว่าหาแท็กซี่ไม่ได้แล้วและฝนก็ตั้งท่าว่ากำลังจะตก)

 

         เราใช้เวลานั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมงก็ไปถึงโรงแรมประมาณบ่ายโมงพอดี ก็จัดการ Check-in และเอากระเป๋าไปเก็บ ล้างหน้าล้างตาเรียกความสดชื่นก่อนจะออกเที่ยวกันในช่วงบ่ายตามแผนที่เราวางไว้เลย วันนั้นอากาศเย็นสบายๆ ประมาณ 18 – 22 องศาเซลเซียส แต่มีฝนลงเม็ดปลอยๆ ตลอดเวลา เราเดินออกมาจากโรงแรมประมาณบ่ายโมงสิบห้า เพื่อจะหาอะไรกินกันแถวๆ โรงแรมที่ถนนเจียงหัน (Jianghan Street) ซึ่งเป็นย่านถนนคนเดินกลางเมืองอู่ฮั่นแล้วก็ไปเจอร้านบะหมี่ร้านหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะปลอดภัย (อยู่จีนเน้นกินอะไรร้อนๆ ทำใหม่ๆ น่าจะปลอดภัยที่สุด) ร้านนี้อารมณ์เหมือบะหมี่แบบเลือกเอง คือว่าจะเป็นตู้แช่โชว์สินค้าสดแบบเสียบไม้ไว้ เช่น ลูกชิ้นต่างๆ ปลาหมึก กุ้ง ส่วนผักกฌจะเป็นกำเล็กๆ หรือเป็นมัดเล็กๆ เราสามารถเลือกได้ตามใจชอบ จะเอากี่ไม้หรือกี่กำก็ได้ ส่วนราคาก็ขึ้นอยู่กับชนิด เสร็จแล้วก็ไปเลือกเส้นว่าจะเอาเส้นอะไรมีทั้งหมี่ขาว บะหมี่ (เป็นก้อนแบบมาม่า) หรือเส้นบุก แล้วเค้าก็จะลวกใส่ถ้วยให้เราไปนั่งกินในร้านเค้า ของผมเลือกไป 3-4 อย่างและเลือกเส้นหมี่ขาว ราคาเฉลี่ยต่อถ้วยอยู่ที่ ประมาณ 8 – 10 หยวน (ประมาณ 40 – 50 บาท) เป็นการเปิบอาหารจีนแบบออริจินัลขนานแท้เลยทีเดียว

3-1

3-2

ชั้นวางเส้นและตู้แช่ของสดสำหรับให้เราเลือกเองตามใจชอบ

3-1

3-2

บะหมี่ลวกแบบเลือกเองตามสไลต์ของผม รสชาติออกแนวเผ็ดร้อน กลิ่นเครื่องเทศแรง คล้ายพะโล้ผสมต้มยำ

         หลังจากที่อิ่มกันแล้ว เราก็จัดการออกมาเรียกแท็กซี่เพื่อไปเป้าหมายแรกของเรานั่นก็คือวัดกุ้ยหยวน (Guiyuan Temple) ทันที (ทริปนี้พวกเราเดินทางในเมืองด้วยแท็กซี่เป็นหลัก เพราะแม่ผมขาไม่ดีเท่าไหร่) โดยคนที่สื่อสารกับแท็กซี่ก็คงหนีไม่พ้นแม่ผม ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าการมาจีนโดยพูดจีนไม่ได้นั้นมันลำบากแค่ไหน โชคดีที่แม่พูดได้ ส่วนผมมีหน้าที่จ่ายตังค์อย่างเดียว 🙂

          แท็กซี่ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที ก็พาเรามาถึงวัดกุ้ยหยวน โดยระหว่างทางคุณแม่ผมก็คุยอะไรไม่รู้กับแท็กซี่ หวังว่าคงจะไม่ได้นินทาผมแค่นั้นเอง ส่วนน้องผมก็นั่งถ่ายรูปตามทางเรื่อยๆ ผมเองนั้นจะเอาโทรศัพท์มาเล่นเฟซบุ๊คหรือไลน์แก้เบื่อกลับเล่นไม่ได้ซะงั้น เพราะพี่จีนแกบล็อกทั้งเฟซบุ๊ค ไลน์ และ Google (ทริปนี้ไม่ได้เปิดโรมมิ่งมา เลยใช้พวกนี้ไม่ได้ครับ) เลยต้องนั่งฟังแม่คุยกับแท็กซี่แบบที่ผมไม่รู้เรื่องไปตลอดทาง พอมาถึงวัดกุ้ยหยวนยังไม่ทันได้เข้าวัดเลยก็มีอาซิ้มคนนึงมาบอกให้ไปซื้อตั๋วทันที เหมือนจะรู้โดยสัญชาตญาณว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวแน่ๆ โดยค่าบัตรอยู่ที่คนละ 10 หยวนหรือคนละ 50 บาท

          วัดกุ้ยหยวนมีอายุราว 300 กว่าปี เป็นอารามเก่าแก่ 1 ใน 4 ของเมืองอู่ฮั่น โดยแต่เดิมนั้นมีเรื่อเล่าว่าเมื่อก่อนเกิดสงครามและมีคนตายจำนวนมากในบริเวณวัดกุ้ยหยวน ซึ่งบริเวณวัดกุ้ยหยวนเดิมเคยเป็นสนามรบมาก่อน เจ้าอาวาสวัดนามว่าไป๋กวงได้เดินผ่านที่แห่งนี้เห็นคนตายจำนวนมากเหล่านั้นจึงช่วยทำพิธีให้ ทำให้เจ้าเมืองในขณะนั้น ผู้ซึ่งมีนิ้วขาดจากการทำสงครามมาเห็นว่าเจ้าอาวาสไป๋กวงมีคาถาอาคม จึงขอให้เจ้าอาวาสช่วยต่อนิ้วให้จนสำเร็จ จึงตอบแทนด้วยการสร้างวัดกุ้ยหยวนแห่งนี้ขึ้นมา จุดเด่นของวัดกุ้ยหยวนคือองค์เจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณลานด้านในวัด (น่าเสียดายตอนที่เราไปนั้นทางวัดกำลังบูรณะอยู่) และวิหาร 500 อรหันต์ทองคำ ที่แต่ละองค์นั้นมีลักษณะท่ทางไม่ซ้ำกันเลย ภายในวัดกุ้ยหยวนนั้นไม่อนุญาตให้จุดธูปเทียนสักการะใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงบริเวณด้านหน้าทางเข้าวัดเท่านั้นที่อนุญาตให้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยธูปเทียน

5

ตั๋วเข้าชมวัดกุ้ยหยวนสำหรับ 3 คน รวม 30 หยวน (ประมาณ 150 บาท)

11

ตั้งใจไปชมองค์เจ้าแม่กวนอิมใหญ่แต่ดันบูรณะอยู่ T_T

(ไม่เป็นไร วัดกุ้ยหยวนยังมีอย่างอื่นให้ชมอีกเยอะครับ)

10

เครื่องรางที่ผู้คนนำมาแขวนไว้เพื่อโชคลาภ

8

9

12

13

15

16

17

ภายในบริเวณวัดกุ้ยหยวน

7

ขอเซลฟี่กับวัดกุ้ยหยวนหน่อยครับ

(แม่ถ่ายรูปไม่เป็น ส่วนน้องก็เดินไปไหนไม่รู้ ตั้งแต่เข้าวัดมาก็เดินถือกล้องไปไหนก็ไม่รู้แล้ว)

6

หากต้องการจุดธูปเทียนสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถทำได้ที่บริด้านหน้าวัดเท่านั้น

          พวกเราใช้เวลาที่วัดกุ้ยหยวนประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ สักประมาณเกือบบ่ายสามโมงเราก็พากันเปลี่ยนสถานที่กันบ้าง โดยสถานที่ที่สองตามแผนของเราก็คือหอกระเรียนเหลือง (Yellow crane tower) โดยเรานั่งแท็กซี่จากหน้าวัดกุ้ยหยวนใช้เวลาประมาณ 45 นาทีเดินทางข้ามแม่น้ำแยงซีก็ถึงหอกระเรียนเหลืองครับ

          หอนกกระเรียนเหลือง (Yellow Crane Tower) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.223 ซึ่งอยู่ในยุคสมัยสามก๊กแต่เดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำฉางเจียง  เมื่อครั้งง่อก๊ก (ก๊กของซุนกวน) ยึดได้เมืองจิงโจวหรือเกงจิ๋วนั้น ซุนกวนได้สั่งให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอสังเกตการณ์ ป้องกันการโจมตีจากจ๊กก๊ก (ก๊กของเล่าปี่) หอนกกระเรียนเหลืองตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองอู่ฮั่น (ซึ่งไม่ใช่สถานที่ตั้งในปัจจุบัน) สร้างขึ้นด้วยปูนและเหล็กเลียนแบบโครงสร้างแบบไม้ที่เป็นของเดิม เป็นหอห้าชั้น สูง 51 เมตร ระหว่างชั้นยังมีชั้นแทรก รวมทั้งสิ้นเป็นสิบชั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองอู่ฮั่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการบูรณะซ่อมแซมความเสื่อมโทรมของหอกระเรียนเหลืองเรื่อยมา มีการสร้างใหม่นับครั้งไม่ถ้วน ได้รับการบูรณะอย่างจริงจังถึง 4 ครั้ง ปัจจุบันเป็นหอที่สร้างใหม่ในลักษณะอาคารแบบดั้งเดิม เป็น 1 ใน 3 หอสวยที่มีชื่อของจีน ถูกใช้เป็นหอแสดงงานเขียนอักษรจีนและจิตรกรรม และยังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ริมแม่น้ำแยงซีเกียงอีกด้วย ในปีค.ศ. 1957 เนื่องจากได้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีที่ผากระเรียนเหลือง ณ ที่ตั้งเดิมของหอกระเรียนเหลืองไปแล้ว ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1984 เมื่อรัฐบาลจีนใหม่ประจำอู่ฮั่นมีโครงการสร้างหอกระเรียนเหลืองขึ้นใหม่เนื่องในโอกาสครบรอบร้อยปีที่หอกระเรียนเหลืองถูกเผาทำลายไปเมื่อครั้งสมัยจักรพรรดิกวงสูแห่งราชวงศ์ชิง จึงต้องย้ายหอกระเรียนเหลืองไปปลูกสร้างยังที่ตั้งใหม่บนยอดเขาเสอซันซึ่งเป็นสถานที่ตั้งปัจจุบัน

         เมื่อเรามาถึงหอกระเรียนเหลืองก็เวลาประมาณเกือบสี่โมงเย็นแล้ว ซึ่งหมายความว่าเรามีเวลาประมาณสองชั่วดมงในการเยี่ยมชมที่นี่ เราก็เดินไปซื้อตั๋วทันทีโดยค่าตั๋วอยู่ที่คนละ 80 หยวน (ประมาณ 400 บาท) โดยตอนที่ซื้อตั๋วท่านแม่ผมแกก็คุยกับคนขายตั๋ว แล้วแกก็บอกผมว่าคนขายตั๋วถามแกว่าจะขึ้นไหวเหรอ เพราะทางขึ้นสูงมากและขาแกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนแรกผมก็นึกว่าไม่สูงมากและไหนๆ ก็มากันแล้ว ค่อยๆ ขึ้นไปก็ได้ เลยซื้อตั๋วให้แม่โดยไม่ลังเลเลย แต่พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหละครับ แม่เห็นบันไดแล้วก็บอกว่า “พวกมึงสองคนขึ้นกันไปเหอะ เดี๋ยวกูรออยู่ตรงสวนด้านล่างนี่แหละ ไม่อย่างเสี่ยงขึ้นไป” ซึ่งตอนนั้นเหมือนฝนเพิ่งจะหยุดตกไป และพื้นค่อนข้างลื่นด้วย ผมก็ไม่อยากเสี่ยงตามที่แม่บอก จึงให้แกรออยู่ด้านล่างชมความงามของสวนและบ่อน้ำแบบโบราณ ส่วนน้องผมหายไปตั้งแต่แม่พูดยังไม่จบเลยมั้ง ผีช่างภาพเข้าสิงห์เดินสะพายกล้องไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นผมก็ขอเดินเข้าไปชมความงามของหอกระเรียนเหลืองโดยเริ่มตั้งแต่ความงามบริเวณโดยรอบและค่อยเข้าไปไล่ดูทีละชั้น จนถึงชั้นบนสุดที่สามารถชมความงามของแม่น้ำแยงซีและวิวเมืองอู่ฮั่นได้อย่างสวยงาม ประกอบกับบรรยากาศที่ฝนเพิ่งหยุดไปนั้น ทำให้ดูเหมือนเป็นเมืองอยู่ในหมอกซึ่งงดงามไปอีกแบบ

30.JPG

ตั๋วเข้าชมหอกระเรียนเหลืองใบละ 80 หยวน (ประมาณ 400 บาท)

27

28

23

พอเห็นทางขึ้นท่าแม่ถอดใจบอกไม่ขอเสี่ยงขึ้นไป ขาไม่ค่อยดี ขอรออยู่บริเวณสวนด้านล่างดีกว่า

(จะว่าไปสวนนี้ก็สวยดีครับ เหมือนอยู่ในจวนเจ้าเมืองในหนังจีนเลย)

18

หอกระเรียนเหลืองเมื่อมองจากด้านล่างทางขึ้น

26

ลานด้านหน้าหอกระเรียนเหลือง สามารถมองวิวเมืองอู่ฮั่นได้ (แต่ด้านบนยอดหอนั้นเด็ดกว่านี้เยอะ)

25

ระฆังยักษ์หน้าหอกระเรียนเหลือง

24

ขอเซลฟี่กับหอกระเรียนเหลืองหน่อยครับ เดี่ยวหาว่ามาไม่ถึง

22

วิวระฆังยักษ์เมื่อมองมาจากบนหอกระเรียนเหลือง

19

วิวทางเดินด้านหน้าหอกระเรียนเหลืองเมื่อมองจากด้านบนยอดหอ ที่อยู่ไกลๆ คือแม่น้ำแยงซีและเมืองอู่ฮั่น

20

ภาพวาดและรูปนกกระเรียนแกะสลักคู่ภายในหอกระเรียนเหลือง

21

วิวเมืองอู่ฮั่นจากบนยอดหอกระเรียนเหลือง

         พวกเราอยู่ที่หอกระเรียนเหลืองจนเกือบถึงเวลาปิดตอนหกโมงเย็น ก็ตัดสินใจกลับตอนนั้นฝนเริ่มจะตกอีกครั้ง พวกเรายืนรอเพื่อโบกแท็กซี่ตรงบริเวณหน้าทางเข้าหอกระเรียนเหลืองเพื่อจะกลับโรงแรมอยู่นานประมาณ 15 นาทีก็ไม่มีว่างเลย จึงตัดสินใจเดินลัดสวนสาธารณะเพื่อไปบริเวณด้านที่เป็นอาคารบ้านเรือนและร้านค้า โบกอยู่นานประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าจะเจอคันที่ว่างและยอมไป แต่ระหว่างครึ่งชั่วโมงนั้นยอมรับว่าหนักหนาสำหรับเรามาก เพราะฝนก็ตกตลอด (ตกไม่หลักและตกไม่มีทีท่าว่าจะหยุด) อากาศก็ชักหนาว (ประมาณ 18 – 20 องศาเซลเซียส) ไม่นึกว่าการหาแท็กซี่ที่เมืองจีนตอนฝนตกนั้นไม่ต่างจากบ้านเราเลยจริงๆ เรานั่งแท็กซี่เกือบชั่วโมงจึงมาถึงโรงแรม เพราะการจราจรตอนฝนตกนั้นมหาโหดมาก แต่ระหว่างทางกลับนั้นแท็กซี่พาลอดอุโมงค์ที่เจาะผ่านแม่น้ำแยงซีซึ่งยาวหลายกิโลเมตรมาก เป็นอีกเรื่องที่น่าทึ่งสำหรับจีนครับ ถ้าจีนคิดจะทำอะไรนั้น มันอลังการและอเมซซิ่งมาก (ที่รู้ว่าเป็นอุโมงค์เพราะแท็กซี่บอกแม่ผม และแม่ผมแปลให้ฟังอีกที) วันนี้นั่งแท็กซี่มาสามคัน ทั้งสามคันถามแม่ผมเหมือนกันหมดว่าตัวแกเป็นคนจีน ทำไมลูกๆ พูดจีนไม่ได้ ผมเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี (คงประมาณว่าหน้าพวกเอ็งก็ตี๋ๆ แต่ไม่พูดจีน มันดูแปลกๆ)

         เรามาถึงโรงแรมประมาณเกือบสองทุ่มก็หาอะไรกินแถวๆ โรงแรม (ถนนเจียงหัน) วันนี้ถนนไม่คึกคักเพราะฝนตก คนออกมาค้าขายน้อย หวังว่าถ้าพรุ่งนี้ฝนไม่ตกเราจะมีโอกาสได้สัมผัสถนนคนเดินแบบจีนดูสักครั้ง เมื่อกลับถึงโรงแรมพวกเราทั้งสามคนก็อาบน้ำทันที วันนี้แม่ดูเหนื่อยมาก เพราะตื่นแต่เช้า บินตั้งสามชั่วโมงครึ่ง และมาเดินทั้งวันอีก แต่ดูแล้วแกมีความสุขนะที่ได้ออกมาเที่ยว ได้มาเปิดหูเปิดตา และได้มาแสดงให้ลูกเห็นว่าภาษาจีนก็มีประโยชน์ (ทำไมพวกเอ็งไม่รู้จักเรียน) และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกภูมิใจที่สามารถพาแม่มาในที่ที่แกอยากมาได้ ถึงแม้จะมีอะไรที่มันดูเหมือนจะยุ่งยากในตอนแรก แต่ถ้าจะทำจริงๆ มันก็ทำได้ เป็นอีกวันที่ผมนอนหลับฝันดีครับวันนี้

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

HTTPS://WWW.FACEBOOK.COM/SHIPYSHIPDOTCOM

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s