เที่ยวรัสเซียวันที่ 6 : ความงามของราชินีแห่งยุโรป

          เช้าวันนี้ผมตื่นสายประมาณแปดโมง เพราะอากาศมันเย็นสบายและน่านอนมากๆ แต่เสียเงินตั้งเยอะมานอนอยู่โรงแรมมันก็ใช่ที่ ว่าแล้วผมก็อาบน้ำแต่งตัวเก็บข้าวเก็บของให้เรียบร้อย การอาบน้ำวันนี้จะเป็นการอาบน้ำครั้งสุดท้ายของทริปนี้ แล้วผมคงได้อาบอีกทีในอีก 60 ชั่วโมงข้างหน้า !!!! ผมพูดจริงๆ นะครับ ก็เพราะว่าวันนี้ผมต้องเช็คเอาท์ คืนนี้ผมจะต้องนั่งรถไฟไปมอสโคว เที่ยวมอสโควต่ออีกวัน ต่อไฟลท์กลับไทยแบบแวะอุรุมชีและกวางโจว ถึงกรุงเทพตอนเย็นของอีก 2 วันข้างหน้าจึงจะได้อาบน้ำ หวังว่าอากาศเย็นๆ ของรัสเซียคงจะช่วยให้ผมต่อสู้กับความโสโครกในครั้งนี้ได้

          หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จแล้วผมก็เก็บกระเป๋าแล้วไปเช็คเอาท์กับป้ารีเซพชันคนเดิม ก่อนออกจากโรงแรมก็ไม่ลืมถามหาใบ Visa Register ที่ฝากป้าแกทำให้ ซึ่งป้าแกก็ยื่นให้ด้วยหน้าตาเฉยๆ จากนั้นผมก็กล่าวขอบคุณแกเป็นภาษารัสเซียด้วยคำว่า “สะ-ปา-สิ-โบ (Спасибо)” แกยิ้มตอบกลับมาแบบดีใจมากที่เราพูดรัสเซียกับแกได้ แม้จะเป็นคำสั้นที่ผมก๊อปปี้มาจากพจนานุกรมออนไลน์ก็ตาม เป็นครั้งแรกเลยครับที่ผมเห็นคนรัสเซียยิ้มตั้งแต่มาเยือนรัสเซีย เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้ผมประทับใจมาก

          เมื่อออกจากโรงแรมแล้วผมก็จัดการเดินเอากระเป๋าไปฝากที่สถานีรถไฟมอสคอฟสกี้ โดยจุดบริการรับฝากสัมภาระอยู่ที่ชั้นใต้ดิน แต่จะไม่ได้มีลักษณะเป็นตู้ล็อกเกอร์เหมือนสถานีรถไฟเลนินกราดสกี้ที่มอสโคว โดยจะเป็นเคาน์เตอร์รับฝากและมีห้องเก็บของที่มีเจ้าหน้าที่คอยรับและดูแลกระเป๋าให้ ค่าบริการรับฝากอยู่ที่ 340 รูเบิล (ประมาณ 205 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง เมื่อเจ้าหน้าที่รับกระเป๋าไปแล้วเขาจะยื่นสลิปให้เราเก็บไว้และต้องแสดงสลิปนี้เวลารับกระเป๋าคืนด้วย

          เมื่อจัดการกับสัมภาระเรียบร้อยแล้วก็ออกไปตะลอนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กให้ครบตามที่วางแผนไว้ก่อนจะโบกมืออำลาและเดินทางกลับมอสโควในคืนนี้ โดยที่แรกที่ผมจะไปเลยก็คืออารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้ (Alexander nevsky lavra : Александро-Невская лавра) ซึ่งตั้งอยู่ปลายสุดด้านตะวันออกของถนนเนฟสกี้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1710 โดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชเพื่อเป็นการฉลองชัยชนะที่มีต่อกองทัพชาวสวีดิชในสมรภูมิเนวาที่เกิดขึ้นปี ค.ศ. 1240 โดย ณ เวลานั้นเชื่อว่าสถานที่ตั้งของอารามแห่งนี้เป็นบริเวณสมรภูมิรบในสงครามนั้น แต่ในความเป็นจริงสมรภูมิรบอยู่ห่างออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร ภายในรั้วของอารามนี้ประกอบด้วยโบสถ์ อาคาร และสุสานของบุคคลสำคัญ มีรั้วล้อมรอบคล้ายกับเมืองเล็กๆ บริเวณภายในโดยรอบตกแต่งเป็นสวนที่ร่มรื่นเหมาะแก่การเป็นที่พักผ่อนสุดท้ายของเหล่านักรบผู้กล้า และยังเปิดให้ชาวเมืองเข้ามาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาภายในโบสถ์อีกด้วย อารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในบริเวณต่างๆ และโบสถ์ฟรีทุกวันตั้งแต่ 6.00 น. ถึง 20.00 น.

      การเดินทางไปอารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้นั้นผมไปโดยนั่งเมโทรจากสถานี Mayakovskaya (Маяковская) สายที่3 (สีเขียว) ที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟมอสคอฟสกี้ (สถานีที่เชื่อมต่อกับ PLOSHCHAD VOSSTANIYA สายสีแดงที่ผมคุ้นเคยนั่นแหละครับ) ไปเพียง 1 สถานีลงที่สถานี Ploschad Alexandra Nevskogo (Площадь Александра Невского) เมื่อเดินออกมาหน้าสถานีจะรูปปั้นอัศวินขี่ม้าอยู่ตรงกลางแยกถนนเลย ด้านหลังของรูปปั้นนั้นคืออารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้ ผมก็เดินตรงดิ่งผ่านอัศวินนั้นเข้าไปทันที

          เมื่อเดินเข้าไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบสงบของอารามแห่งนี้และสัมผัสได้ถึงความเป็นนิรันดร์ของบรรดาเหล่าวีรชนในอดีต นอกจากนี้เมื่อเราได้เดินไปรอบๆ บริเวณภายในกำแพงรั้วเรายังรู้สึกถึงความร่มรื่นและสวยงามของสิ่งปลูกสร้างต่างๆ และทัศนียภาพโดยรอบบริเวณอารามที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังของสถาปัตยกรรมโบราณอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะด้วยความที่อารามแห่งนี้ถูกออกแบบมาในลักษณะที่คล้ายเมืองโบราณ ทำให้เวลาที่เราเดินอยู่ภายในนั้นแล้วรู้สึกกำลังเดินอยู่ในยุคประวัติศาสตร์ยังไงยังงั้น

1

ประตูทางเข้าอารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้

2

คลองหน้าอารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้และรั้วแบบสไตล์เมืองโบราณมันชวนให้นึกว่าเราเดินอยู่ในประวัติศาสตร์เสียจริงๆ

3

5

บริวณภายในอารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้

4

ทางเดินภายในสวนของบริเวณอารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้

(ไปทุกที่ต้องมีภาพทางเดินครับ ชอบเป็นการส่วนตัว)

          ผมใช้เวลาเดินเล่นซึมซับความสงบของบรรยากาศภายในอารามอเล็กซานเดอร์เนฟสกี้ประมาณชั่วโมงเศษๆ พลางคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อย จนเวลาประมาณสิบโมงครึ่งผมก็ผมก็ขอเปลี่ยนไปชมอีกสถานที่ที่เป็น Icon ของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอย่างพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ (hermitage Museum) หรือพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) โดยผมเดินทางจากสถานีเมโทร Ploschad Alexandra Nevskogo โดยใช้สายที่ 3 (สีเขียว ไป 2 สถานีเพื่อลงสถานี Gostiny Dvor (Гостиный Двор) แต่ตอนออกผมเดินออกที่สถานี Nevsky Prospekt สายที่ 2 (สีน้ำเงิน) ซึ่งเชื่อมต่อกันอยู่ เมื่อออกมาจะโผล่ที่หน้าวิหารคาซานพอดี จากนั้นหันหน้าเข้าหาวิหารคาซานแล้วเดินไปทางขวาไปตามถนนเนฟสกี้ประมาณ 800 เมตร จะพบกับจัตุรัสอันกว้างใหญ่ที่เรียกว่า “Palace Square” ซึ่งจะมองเห็นพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจตั้งอยู่ที่ด้านซ้ายมือของเรา แต่ระหว่างทางที่เดินมานั้นผมเกิดหิวขึ้นมาทันที เพราะว่ะมันมีร้านอาหารและร้านกาแฟน่านั่งเยอะมาก จนต้องแวะพักรับประทาน Burger King ไปหนึ่งมื้อ แล้วจัดกาแฟไปอีกแก้วแก้หนาว ก่อนที่จะได้ฤกษ์เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ (ผมแนะนำให้กินให้อิ่มก่อนไปชมพิพิธภัณฑ์นะ เพราะในนั้นไม่ค่อยมีของกินเท่าไหร่ ผมเห็นมีแค่ร้านเบเกอรี่อยู่ข้างในพิพิธภัณฑ์แค่ร้านเดียวและราคาแพงมาก รวมถึงคนเยอะมากด้วย และพิพิธภัณฑ์นั้นใหญ่มาก การเดินชมอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นตุนอะไรไว้ในท้องดีกว่าครับ…..เชื่อผม 🙂 )

       พิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจตั้งอยู่ริมแม่น้ำเนวา สร้างขึ้นตามรับสั่งของพระนางอลิซาเบธเพื่อใช้เป็นพระราชวังที่ประทับในปี ค.ศ. 1760 แต่พระนางอลิซาเบธสิ้นพระชนม์เสียก่อนในปี ค.ศ. 1762 โดยพระราชวังยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งผู้ที่มารับสืบทอดความเป็นเจ้าของต่อคือพระนางแคเธอรีน และทรงโปรดให้สถาปนิคชาวรัสเซียยูริ เฟลเทน (Yury Felten) คนเดียวกับที่ออกแบบโบสถ์เชสมี มารับงานก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1766 พระนางแคเทอรีนเป็นผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะมาก ถึงขนาดที่พระองค์ทรงรวบรวมซื้องานศิลผะล้ำค่าจากทั่วโลกมาสะสมไว้ในพระราชวังแห่งนี้ ซึ่งมีทั้งภาพวาดของศิลปินชื่อดังอย่าง ลีโอนาร์โด ดาวินซี และ แวนโก๊ะ รวมถึงงานศิลปะจากแหล่งต่างๆ เช่น อียิปต์ โรมัน ยุโรป เป็นต้น ปัจจุบันได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมและแสดงงานศิลปะมากกว่า 3 ล้านชิ้น และพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะของโลกอีกด้วย

         พิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวันตั้้งแต่เวลา 10.30 น. ถึง 18.00 น. (วันพุธเปิดถึง 21.00 น.) และปิดทุกวันจันทร์ ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อยู่ที่คนละ 600 รูเบิล (ประมาณ 360 บาท)

0000

ภาพพาโนราม่าของ Palace Square

          เมื่อมาถึงด้านหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์สิ่งแรกที่ผมเจอเลยก็คือแถวต่อคิวที่ยาวมาก ซึ่งเวลาที่ผมไปนั้นเป็นช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อจากหน้าไฮซีซันไปสู่หน้าโลว์ซีซัน ไม่ต้องคิดเลยว่าหากเป็นช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันแล้วนั้น คิวนั้นไซร้จะยาวแค่ไหน (เคยอ่านเจอมาว่าบางครั้งต้องต่อคิวยาวร่วมๆ ชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว) บ่งบอกได้ถึงความยิ่งใหญ่ได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวผมเมื่อเห็นคิวยาวอยู่ตรงหน้าแล้วนั้นกลับยิ่งเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นและอยากเข้าไปให้ได้เดี๋ยวนั้นเลย ผมต่อคิวอยู่ประมาณ 15 นาทีจึงได้ตั๋วมาครองพร้อมกับได้เข้าไปเยี่ยมชมสมใจอยาก เมื่อเข้าไปแล้วก็ไปจัดการฝากกระเป๋าที่ตู้ล็อกเกอร์ให้เรียบร้อย จากนั้นก็เริ่มลุยกันเลย

6

ด้านหน้าอาคารของพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ

7

ตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ ราคา 600 รูเบิล (ประมาณ 360 บาท)

          สำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะและประวัติศาสตร์เลยอย่างผมนั้น ก็อาศัยได้แค่ชมความงามของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นไปเรื่อยๆ เพราะครั้นจะมาพิเคราะห์ดูว่าแต่ละชิ้นนั้นมาจากไหน อยู่ในยุคอะไร สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์อย่างไรนั้น มันออกจะเกินความรู้ในสมองเท่าเมล็ดถั่วผมไปนิดนึง (ตั้งแต่เกิดมานั้นวิชาศิลปะและประวัติศาสตร์เป็นไม้เบื่อไม้เมากับผมมาตลอด) แต่ถึงกระนั้นก็เถอะผมก็พอจะมองออกว่วัตถุโบราณแต่ละชิ้นนั้นมีความงดงามและความเลอค่าในตัวมันเองขนาดไหน บางชิ้นที่ผมดูแล้วว่าสวยและงามในสายตาผม ผมจะใช้เวลาอ่านดูเรื่องราวของมันอย่างละเอียด โชคดีที่ผลงานแต่ละชิ้นมีป้ายภาษาอังกฤษให้อ่าน (ซึ่งชิ้นที่ผมว่าสวยนั้น ส่วนมากไม่มีใครมาดูเลย มีผมดูคนเดียว หรือว่าผมจะเป็นพวกชอบของแปลก ???)

8

9

10

11

12

1314

16

17

18

ภาพวัตถุโบราณและบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ

(บริเวณของพิพิธภัณฑ์กว้างมากและงานศิลปะเยอะมาก เก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมดจริงๆ ครับ)

          ผมใช้เวลาอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกือบ 3 ชั่วโมง ไล่ดูงานศิลปะไปเรื่อยๆ พอเหนื่อยก็หยุดพักบ้าง ต้องยอมรับว่ามันอลังการและยิ่งใหญ่มากจริงๆ ผมดูเท่าไหร่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะดูครบเลย (ก็แหมเค้าบอกว่ามีงานศิลปะกว่า 3 ล้านชิ้นนี่นา) แต่สำหรับผมนั้น 3 ชั่วโมงก็ถือว่าเกินพอครับ แต่ถ้าสำหรับผู้ที่คลั่งไคล้งานศิลปะ ผมว่าเวลาทั้งวันก็อาจจะไม่พอ อาจจะต้องมีการมาดูมากกว่า 1 วันเสียด้วยซ้ำ ของแบบนี้ว่ากันไม่ได้ครับ มันอยู่ที่ความชอบของแต่ละคน แต่ถ้าชอบอะไรก็ไปให้สุดครับ ผมถือคตินี้มาโดยตลอด

          สักประมาณบ่ายสามโมงผมก็ต้องขออำลาพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ พิพิธภัณฑ์ที่โคตรจะอลังการและคลาสสิค เพื่อไปยังจุดหมายสุดท้ายในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของผมซึ่งนั่นก็คือมหาวิหารเซนต์ไอแซค ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปจากพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจประมาณ 500 เมตร ซึ่งสามารถเดินไปได้ แต่ก่อนจะไปมหาวิหารเซนต์ไอแซคนั้น ด้านหลังพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจก็มีวิวสวยๆ ให้เราได้ถ่ายรูปชิวๆ อีกที่ ซึ่งนั่นคือริมแม่น้ำเนวาที่เป็นแม่น้ำสายสำคัญของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งมองข้ามแม่น้ำไปก็จะพบกับวิวของป้อมปีเตอร์แอนด์พอล (Peter and Paul Fortess) ด้วย เป็นวิวที่ดูแล้วดูมีมนต์ขลังอีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

20

  วิวแม่น้ำเนว่าในมุมมองพาโนราม่า

19

ป้อมปีเตอร์แอนด์พอลที่อยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำเนว่า

             ผมใช้เวลาไม่นานประมาณ 20 นาทีกับการชมวิวริมแม่น้ำเนว่า ก็ขอรุดหน้าไปเก็บงานชิ้นสุดท้าย เพื่อปิดจ็อบของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่มหาวิหารเซนต์ไอแซค โดยเดินกลับไปทางด้าน Palace Square และเมื่อมองไปทางด้านขวาของ Palace Square ก็จะพบยอดโดมของวิหารเซนต์ไอแซคอยู่ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร ผมก็เดินปรี่เข้าไปอย่างไม่รอช้า

          มหาวิหารเซนต์ไอแซคเป็นวิหารแบบออธอดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มียอดโดมสีทองขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1710 สมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช มีความสูงยอดโดมถึง 101.5 เมตร ภายในประดับประดาด้วยรูปไอคอน กระเบื้องโมเสก ภาพแกะสลักนูนต่ำ รูปหล่อสำริด และกระจกสีอย่างประณีตงดงาม ใช้เป็นที่ประกอบพิธีการสำคัญทางศาสนาและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวันตั้้งแต่เวลา 10.30 น. ถึง 18.00 น. (ยกเว้นวันพุธ) ค่าตั๋วเข้าชมภายในวิหารคนละ 250 รูเบิล (ประมาณ 150 บาท)

          ผมไปถึงวิหารเซนต์ไอแซคเมื่อเวลาประมาณเกือบสี่โมงเย็นแล้ว ณ เวลานั้นตะวันเริ่มคล้อยและกำลังจะลับขอบฟ้าในอีกไม่นาน ผมจึงขอเดินรอบๆ เก็บภายภายนอกก่อนที่แสงตะวันจะหายไป ก่อนที่จะเดินเข้าไปซื้อตั๋วเพื่อที่จะชมด้านในวิหารในเวลาต่อมา ซึ่งภายในวิหารนั้นจะเน้นการประดับตกแต่งด้วยสีสันและงานศิลปะแบบออธอดอกซ์ แต่จะเน้นเป็นสิ่งที่อยู่ติดกับผนังมากกว่า ไม่ค่อยมีรูปปั้นหรืองานประติมากรรมลักษณะลอยตัวให้เห็น ภายในวิหารนั้นเงียบสงบ เหมือนผมหลุดเข้าไปอยู่ในเกมส์แนวๆ Castlevania อะไรทำนองนั้นเลย อาจเพราะว่ากระประดับด้วยกระจกสีต่างๆ นั้นเหมือนกับฉากหลังของวิหารในเกมส์มาก โดยเฉพาะฉาก Royal Chapel (จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ ดีนะไม่คิดไปว่าตัวเองเป็น Alucard พระเอกของเกมส์แล้วหาดาบไปไล่ฟันเชิงเทียนเพื่อเก็บไอเท็ม 🙂 )

21

22

บรรยากาศด้านนอกมหาวิหารเซนต์ไอแซค

24

ตั๋วเข้าชมวิหารเซนต์ไอแซค ราคา 250 รูเบิล (ประมาณ 150 บาท)

26

27

บรรยากาศภายในวิหารเซนต์ไอแซค

         ผมใช้เวลาอยู่ในวิหารจนประมาณหกโมงเย็นก็ขอส่งจูบลาความงดงามของราชินีแห่งยุโรปและกลับไปยังสถานีรถไฟมอสคอฟสกี้เพื่อขึ้นรถไฟกลับมอสโคว โดยผมใช้วิธีเดินย้อนกลับทางที่เราเดินมาจากวิหารคาซานเพื่อไปนั่งเมโทรสถานี Nevsky Prospekt โดยนั่งไปต่อเพียง 1 สถานีเพื่อลงที่สถานี Mayakovskaya (Маяковская) สายที่ 3 (สีเขียว) แล้วให้เดินออกที่ทางออกของสถานี Ploshchad Vosstaniya ที่เชื่อมต่อกันอยู่เราจะมาโผล่ที่สถานีรถไฟมอสคอฟสกี้พอดี เมื่อมาถึงสถานีรถไฟก็เหมือนพยาธิในท้องจะรู้งาน ส่งอาการว่าหิวออกมาทันที เลยลองเดินไปบริเวณใกล้ๆ สถานีรถไฟเพื่อหาของกิน ก็ไปเจอร้าน Teremok เข้า และก็นึกขึ้ได้ว่านอกจากเมนูเครปของเจ้านี้แล้ว เขายังมีเมนูอื่นอีกนี่นา ว่าแล้วก็เข้าไปพร้อมกับดูเมนูที่เคาน์เตอร์ทันที เพราะในร้านไม่มีคนต่อคิวเลย มีแค่สาวสายชาวรัสเซียนั่งรับประทานอาหารอยู่คนเดียวแค่นั้น จากนั้นผมก็ลองสั่งเมนูที่คล้ายๆ ข้าวโอ๊ตทรงเครื่องราดน้ำเกรวี่รถออกแนวมะเขือเทศที่มาพร้อมลูกชิ้นยักษ์สองลูก แล้วก็ลองมานั่งกินดู อันที่จริงหน้าตามันก็ไม่ได้น่ากินเลย เพียงแค่อยากลองเท่านั้น ส่วนรสชาติผมว่าอาจจะเพราะว่าเราไม่คุ้นมันเลยกลายเป็นว่าไม่อร่อยซะงั้น แต่ก็กินจนหมดเพราะเสียดายของ

28

ข้าวโอ๊ตบูชายัญ พร้อมลูกชิ้นยักษ์ที่ผมเข้าไปลองที่ร้าน Teremok

หลังจากที่ท้องอิ่มแล้วเวลาประมาณสองทุ่มเศษๆ ผมก็จัดการก็จัดการไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้เพื่อมาทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนจะขึ้นรถไฟนอนกลับมอสโควในคืนนี้ ผมจองรถไฟรอบ 22.20 น. เพื่อให้ไปถึงมอสโควในเวลาเช้าพอดี (สำหรัยใครที่จะกลับมอสโควจากเซนต์ปีเตอร์สเบอร์กด้วยรถไฟนอน ผมแนะนำว่าควรจองตั๋วรถไฟรอบเวลาหลัง 22.00 น. เพื่อที่จะได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนขึ้นรถไฟและไปถึงมอสโควไม่เช้าจนเกินไปครับ) ระหว่างนั่งรถที่สถานีก่อนขึ้นรถไฟก็นั่งคิดไปว่าเวลาแห่งความสุขมันผ่านไปไวจัง สามวันที่ผมใช้ชีวิตที่เมืองแห่งนี้ทำให้ผมคิดอะไรต่างๆ ได้มากมาย ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง จากที่ก่อนหน้านั้นใช้ชีวิตวนลูปอยู่แค่ออฟฟิศกับบ้าน และสนามบินเพื่อไปทำงาน แต่บรรยากาศตอนบินไปทำงานกับบินไปเที่ยวมันคนละฟีลลิ่งจริงๆ ผมรู้สึกเหมือนชีวิตผมกล้าเสี่ยง กล้าเปิดใจ กล้าเดินออกมาจากโลกเดิมๆ มากขึ้น มีกำลังใจในการต่อสู้กับวันข้างหน้ามากขึ้น คืนนี้ผมต้องเดินทางในห้องบนรถไฟร่วมกับลุงหนึ่ง ป้าหนึ่งและน้องนักเรียนหญิงอีกหนึ่ง ผมก็ยิ้มทักทายกันตามประสา ถึงแม้จะคุยกันไม่รู้เรื่องก็เถอะ หลังจากนั้นผมก็หลับแทบจะทันที (รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงมอสโควแล้ว) เป็นอีกวันที่ผมหลับอย่างมีความสุขครับ ถึงแม้จะหลับบนรถไฟก็ตาม 😉

29

บรรยากาศด้านนอกสถานีรถไฟมอสคอฟสกี้ยามค่ำคืน

30

บรรยากาศภายในสถานีรถไฟมอสคอฟสกี้ก่อนผมจะขึ้นรถไฟกลับมอสโคว

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

Advertisements

One thought on “เที่ยวรัสเซียวันที่ 6 : ความงามของราชินีแห่งยุโรป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s