เที่ยวรัสเซียวันที่ 5 : มหัศจรรย์เมืองหลวงเก่าแดนหมีขาว

         วันนี้ผมตื่นขึ้นมาประมาณเกือบแปดโมงเช้าจากการที่เมื่อคืนนอนไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ผมเดาว่าน่าจะนอนไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมงแน่นอน ที่ผมตื่นสายได้เพราะว่าไม่ต้องไปแก่งแย่งห้องน้ำกับใครในตอนเช้า เพราะผมมีห้องน้ำส่วนตัว !! เรียกได้ว่าโรงแรมนี้ครบเครื่องเลยครับสำหรับราคาแค่คืนละ 1200 รูเบิล หรือประมาณ 700 บาทเท่านั้น ทั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ใกล้กลางเมือง ได้ห้องส่วนตัวและห้องน้ำในตัวอีกต่างหาก ผมจำไม่ได้ว่าไปเจอโรงแรมนี้จากรีวิวที่ไหนสักแห่งในพันทิพ ต้องขออภัยจริงๆ ที่ไม่สามารถให้เครดิตได้ เพราะตอนหาข้อมูลผมหาแบบจับฉ่ายมากๆ จนนำมาเขียนร่างเป็นทริปของผมเอง เมื่อเขียนทริปเสร็จกลับดันจำไม่ได้แล้วว่าแต่ละส่วนนั้นไปเอาข้อมูลจากไหนบ้าง กลัวใส่เครดิตไปแล้วผิดคน (แต่ที่จำได้คร่าวๆ คือข้อมูลหลักมาจากคุณมิลานน้อยและคุณแม่ประนอมจากเว็บพันทิพ ต้องขอบคุณมากจริงๆ ครับสำหรับรีวิวที่เป็นประโยชน์ในการจัดทริปนี้ของผมขึ้นมาจนสำเร็จ)

          หลังจากที่ผมอาบน้ำแต่งตัวและรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว (เมื่อวานซื้อครัวซองค์และน้ำมะเขือเทศแบบกล่องมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวๆ โรงแรมก่อนเข้าเช็คอิน ขอบอกว่าน้ำมะเขือเทศที่รัสเซียอร่อยมาก ความเห็นส่วนตัวผมนะ) เวลาประมาณแปดโมงครึ่งผมก็ออกจากโรงแรม วันนี้ผมมีเป้าหมายคือออกนอกเมืองไปชมพระราชวังแคเทอรีน (Catherine Palace) หรือภาษารัสเซียเรียกว่า “ซาเกอเย เซโล (Царское Село)” การเดินทางไปพระราชวันแคเทอรีนนั้นไม่สามารถไปถึงได้ด้วยเมโทรครับ จะต้องต่อรถตู้ไปอีก แต่เมื่อวานผมมีประสบการณ์ต่อรถตู้ไปพระราชวังปีเตอร์ฮอฟแล้ว วันนี้การต่อรถตู้จึงไม่คณามือผมแน่นอน โดยผมเริ่มจากนั่งเมโทรจากสถานี PLOSHCHAD VOSSTANIYA  (ПЛОЩАДЬ ВОССТАНИЯ) ที่อยู่ใกล้โรงแรมผมไป 3 สถานี โดยใช้สายที่ 1 (สีแดง) เพื่อไปเปลี่ยนขบวนที่สถานี TEKHNOLOGICHESKY INSTITUT (ТЕХНОЛОГИЧЕСКИЙ ИНСТИТУТ) จากนั้นนั่งสายที่ 2 (สีน้ำเงิน) ไปอีก 5 สถานี เพื่อไปลงสถานี Moskovskaya (Московская) สายที่ 2 (สีน้ำเงิน) เพื่อที่จะขึ้นรถตู้ไปยังพระราชวังแคเทอรีน ซึ่งท่ารถจะตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารสีขาวหลังใหญ่ๆ คล้ายที่ว่าการหรือศาลากลาง สามารถมองเห็นได้จากสถานีเมโทร (ที่ท่ารถนี้ยังมีรถตู้ไปสนามบินนานาชาติพูลโคโว [Pulkovo airport] ที่เป็นสนามบินหลักของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วย ซึ่งสนามบินพูลโคโวไม่ได้เข้าถึงด้วยรถไฟเหมือนสนามบินทั้งสามแห่งของมอสโคว การจะเข้าเมืองด้วยรถสาธารณะทำได้โดยขึ้นรถตู้จากสนามบิน ซึ่งรถตู้จะมาสุดสายที่สถานีเมโทรนี้ จากนั้นค่อยใช้บริการเมโทรต่อไป บอกไว้เผื่อใครมีโอกาสได้นั่งเครื่องมาลงที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กครับ) เมื่อมาถึงสถานีเมโทร Moskovskaya แล้ว ผมยังไม่รีบร้อนไปพระราชวังแคเทอรีนครับ เพราะที่นั่นเปิดให้เข้าชมตอน 10.00 น. โน่น แต่เหตุผลที่ผมมาเร็วก็เพราะผมมีเป้าหมายแอบแฝงครับ แต่ผมก็ไม่ได้ทำตัวลับๆ ล่อๆ นะ อย่าเข้าใจผิดไป 😉 เพราะที่ใกล้ๆ สถานีเมโทรแห่งนี้มี Rare Item ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอยู่ ซึ่งนั่นก็คือโบสถ์เชสมี (Chestme Church) หรือโบสถ์สีชมพู ที่แสนจะแปลกและน่ารัก โดยเราสามารถเดินไปชมความสดใสของโบสถ์นี้จากสถานีเมโทรเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนเดินทางไปชมความยิ่งใหญ่ของพระราชวังแคเทอรีนได้ โบสถ์เชสมีเป็นโบสถ์ออธอดอกซ์เล็กๆ ตั้งอยู่ค่อนไปทางใต้ของใจกลางเซนต์ปีเตอร์เบิรกส์ สร้างโดยพระนางแคเทอรีนในปี ค.ศ. 1780 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานฉลองชัยชนะของรัสเซียที่มีต่อตุรกีได้ในสงครามที่อ่าวเชสมี (Chesme bay) ในปี ค.ศ. 1770 ออกแบบโดยสถาปนิคชาวรัสเซียชื่อยูริ เฟลเทน (Yury Felten) ด้วยศิลปะการสร้างแบบโกธิค (Gothic) โบสถ์แห่งนี้ไม่มีอยู่ในโปรแกรมของแพ็กเก็จทัวร์ใดๆ จะต้องเดินทางไปเองเท่านั้น และไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักดีนัก แต่ด้วยเพราะความแปลกปนกับความสดใสน่ารักของโบสถ์ที่มีสีชมพูจึงเป็นสิ่งที่น่าจะลองไปเยือนสักครั้ง (และนี่คือข้อดีการไปเที่ยวเองโดยไม่ได้ไปกับทัวร์ เพราะเราสามารถเลือกจุดหมายของเราได้ตามต้องการ) โบสถ์เชสมีเปิดเข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึง 19.00 น.

          เส้นทางการเดินไปโบสถ์เชสมีนั้นทำได้โดยเมื่อออกจากสถานีเมโทรแล้วให้หันหน้าไปทางอาคารสีขาวที่คล้ายศาลากลาง แล้วเดินตรงเข้าไปที่อาคารนั้นจะเป็นท่ารถไปพระราชวังแคเทอรีน จากนั้นให้เดินไปต่ออีกสัก 150 เมตร จะพบทางสี่แยกให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปอีกประมาณ 350 เมตร จะพบโบสถ์เชสมีตั้งอยู่ด้านขวามือ ซึ่งตัวโบสถ์นั้นสามารถเข้าไปด้านในโบสถ์หรือถ่ายรูปบรรยากาศด้านนอกของโบสถ์ก็ได้

1

อาคารใหญ่ๆ ใกล้สถานีเมโทร Moskovskaya

2

แผนที่การเดินทางไปโบสถ์เชสมีจากสถานีเมโทร Moskovskaya

000000

โบสถ์เชสมี โบสถ์สีชมพูเล็กๆ ที่แสนจะน่ารัก

         ผมใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเดินชมและเก็บภาพโบสถ์สีชมพูแห่งนี้ จนเวลาประมาณใกล้สิบโมงผมก็เดินย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อไปอาคารใหญ่ๆ ตรงสถานีเมโทร โดยด้านหน้าอาคารหลังใหญ่นี้เป็นคิวรถตู้ที่จะไปพระราชวังแคเทอรีนครับ ไปถึงคิวรถตู้ผมก็มองหารถตู้สาย 545 ปรากฏว่ามีหลายคันมากๆ (ไม่น้อยกว่า 5 คันจอดเรียงกันอยู่) แต่ผมไม่รู้ว่าคันไหนออกก่อนกัน จึงใช้สูตรเดิมคือเดินเข้าไปถามคนขับคันที่อยู่หน้าสุดว่า “ซาเกอเยเซโล่” เขาก็ชี้ไปคันที่อยู่ทางซ้ายมือของเขา เป็นอันรู้กันว่าคันที่เขาชี้ไปกำลังจะออกพอดี ผมจึงเดินไปหาคันนั้นพร้อมถามคำถามเดิม “ซาเกอเยเซโล่” เค้าก็พยักหน้าทันที จึงไปนั่งรถในรถ ตอนนั้นมีผมนั่งอยู่กับผู้โดยสารชาวรัสเซียอีก 2 คน นั่งได้ประมาณ 10 นาทีผู้โดยสารก็ทยอยเข้าจนเต็มรถพอดี เมื่อคนเต็มรถก็ออกทันทีครับ (ผมจึงเดาว่าเวลาออกคงไม่แน่นอน คนเต็มก็ออก แต่เท่าที่สังเกตคนเต็มเร็วมาก ไม่งั้นคงไม่จอดรอที 5 คันหรอก จริงมั้ย) รถตู้ใช้เวลาวิ่งประมาณ 30 นาที เมื่อรถออกไปได้สัก 25 นาที ผมก็เปิด Google map ตามเคย ผมสังเกตว่าจะพบแหล่งชุมชนที่มีอพาร์ตเมนต์และบ้านเรือนตั้งอยู่ติดๆ เมื่อถึงจุดนี้ก็เตรียมตัวลงได้ ค่าโดยสารรถ 50 รูเบิล (ประมาณ 30 บาท) จ่ายโดยตรงที่คนขับเหมือนเดิม เมื่อลงรถแล้วผมเดินต่อไปสัก 100 เมตรจะพบทางสามแยกให้เลี้ยวขวาจะพบพระราชวังแคเทอรีนตั้งอยู่ที่สุดถนนห่างออกไปประมาณ 150 เมตร

          พระราชวังแคเทอรีนหรือชื่อหนึ่งว่าซาเกอเยเซโล่ (Tsarkoye Selo) เป็นภาษารัสเซียแปลว่า “หมู่บ้านของพระเจ้าซาร์” สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1708 เพื่อเป็นที่ประทับพักผ่อนของพระนางแคเทอรีนที่ 1 พระมเหสีพระองค์โปรดในพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กห่างออกไปราว 25 กิโลเมตร มีทั้งหมด 55 ห้อง แต่ละห้องถูกตกแต่งอย่างประณีตงดงามแตกต่างกันออกไป แต่ก็ยังคงความหรูหราตามแบบศิลปะแบบบาร็อค โดยห้องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือห้องอำพัน (Amber Room) ภายหลังมีการขยายตัวบริเวณสวนและปรับปรุงตกแต่งอีกหลายครั้ง และใช้เป็นที่ประทับของราชวงศ์รัสเซียต่อมาเรื่อยๆ พระราชวังแคเทอรีนแห่งนี้เคยถูกทำลายโดยกองทัพนาซีเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการบูรณะใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ.1979 และแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งครบรอบ 300 ปีของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพอดี ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของรัสเซียและเปิดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าชมความงดงามและสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น

      พระราชวังแคเทอรีนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงามทุกวันตั้งแต่ 10.00 น. ถึง 17.45 น. ยกเว้นวันอังคาร และวันจันทร์สุดท้ายของเดือน ค่าบัตรเช้าชมพิพิธภัณฑ์คนละ 400 รูเบิล (ประมาณ 240 บาท) บริเวณจำหน่ายบัตรอยู่ที่ทางเข้าตัวอาคารพระราชวัง

          เมื่อไปถึงพระราชวังแคเทอรีนผมพบว่าการออกแบบและงานสถาปัตยกรรมทั้งตัวพระราชวังและสวนจะคล้ายกับพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ ถึงแม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการเท่าพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ (ขนาดและอาณาบริเวณของพระราชวังแคเทอรีนเล็กกว่าพระราชวังปีเตอร์ฮอฟประมาณครึ่งหนึ่งได้) แต่ความสวยงามนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย ทั้งบริเวณสวนและภายนอกพระราชวังที่ออกแบบมาคล้ายกับสวนในเทพนิยายหรือภาพยนตร์แฟนตาซี โดยผมเริ่มเดินเก็บบรรยากาศและถ่ายภาพเก๋ๆ กับสวนด้านนอกที่เล็กแต่น่ารักของพระราชวังแคเทอรีนกันก่อน (อากาศตอนนั้นหนาวมาก เช็คอุณหภูมิแล้วประมาณ -5 องศาเซลเซียส แต่ไม่มีหิมะ ซึ่งไม่เป็นอุปสรรคอยู่แล้ว เพราะภาพสวยๆ อยู่ตรงหน้าผมนี่เอง) ซึ่งสวนแห่งนี้นั้นคู่บ่าวสาวนิยมมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้งกันเนื่องจากสวนนี้นั้นมีมุมสวยๆ เหมาะสำหรับถ่ายภาพคู่รักหลายมุม จึงไม่ต้องแปลกใจหากจะเจอการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งทั้งด้านในและด้านนอกของพระราชวังแคเทอรีน

IMG_1910

มุมด้านหน้าพระราชวังแคเทอรีน (ผมลองแต่งภาพให้ดูเย็นๆ เหมาะกับอากาศตอนนั้น)

3

6

พระราชวังแคเทอรีน เมื่อมองผ่านสวนด้านหน้า

4

สวนด้านหน้าพระราชวังแคเทอรีน

5

หนาวจนต้องหาหมวกใส่เวลาอยู่ข้างนอก (เซนต์ปีเตอร์เบิร์กหนาวกว่ามอสโควครับ แต่ไม่มีหิมะ)

7

ทางเดินและม้านั่งภายในสวนด้านหน้าพระราชวังแคเทอรีน

         เมื่อผมตามเก็บภาพมุมต่างๆ ของภายนอกพระราชวังและสวนแล้ว ประกอบกับทนความหนาวไม่ไหวแล้ว ผมก็ขอย้ายเข้าไปชมภายในพระราชวังกันบ้าง ว่าแล้วก็ไปซื้อตั๋วกันก่อนเลยที่ประตูทางเข้าพระราชวัง แล้วก็ไปฝากของตามระเบียบ ที่นี่อนุญาตให้เอากล้องและโทรศัพท์เข้าได้ ซึ่งแสดงว่าอนุญาตให้ถ่ายรูปนั่นเอง (แจ่มแมวล่ะงานนี้) ยกเว้นห้องอำพัน (Amber room) ที่ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด มีเจ้าหน้าที่ยืนคุมอย่างเข้มงวด โดยภายในพระราชวังแคเทอรีนนั้นแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ เช่นห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องเสวย เป็นต้น แต่ละห้องก็จะแสดงข้าวของเครื่องใช้ตามวัตถุประสงค์ของห้องนั้น ซึ่งข้าวของแต่ละชิ้นยอมรับว่าหรูหราอลังการจริงๆ บวกกับความเก่าแก่ของมันทำให้ไม่สามารถประเมินมูลค่าออกมาได้

8

บัตรเข้าชมภายในพระราชวังแคเทอรีนราคา 400 รูเบิล (ประมาณ 240 บาท)

10

ถอดหมวกแล้ว ข้างใน 25 องศาเซลเซียส ตอนเด็กๆ มาม๊าสอนว่าใส่หมวกในร่มเดี๋ยวหัวล้าน 🙂

9

11

12

13

บรรยากาศภายในห้องต่างๆ ของพระราชวังแคเทอรีน

14

15

16

17

ข้าวของเครื่องใช้ของราชวงศ์รวมถึงฉลองพระองค์ของพระนางแคเทอรีน

          และในระหว่างที่ผมกำลังเดินชมพระราชวังแคเทอรีนอยู่นั้นก็ไปเจอเหตุการณ์น่ารัก 2 เหตุการณ์เข้าให้ จนอดไม่ได้ที่จะขอเก็บความทรงจำน่ารักๆ นั้นกลับมาด้วย อย่างแรกคือไปเจอกลุ่มเด็ก (น่าจะเด็กอนุบาล) กำลังมาทัศนศึกษาและมีการทำกิจกรรมเข้าจังหวะเสียงเพลงอยู่ โดยที่คุณครูก็แสดงให้ชมและให้เด็กๆ เต้นตามครู ซึ่งแต่ละคนแสดงออกมาแบบน่ารักมากๆ ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าจังหวะก็เถอะ ผมจึงถ่ายเป็นคลิปวีดีโอมาฝากให้ชมกัน

เด็กๆ ที่กำลังทัศนศึกษาที่พระราชวังแคเทอรีนกำลังทำกิจกรรมเข้าจังหวะเสียงเพลง

         อีกอย่างคือมีคู่บ่าวสาวกำลังมาถ่ายพรีเวดดิ้งกับพระราชวังพอดี เป็นภาพที่ดูแล้วทั้งคู่มีความสุขสุดๆ กันเลยทีเดียว (แหม่….ช่างไม่เห็นใจคนมาเที่ยวคนเดียวบ้างเลยเนอะ T_T  อย่าให้ถึงคิวผมล่ะกัน)

18

คู่บ่าวสาวกำลังถ่ายพรีเวดดิ้งที่พระราชวังแคทเทอรีน

        ผมใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงครึ่งในพระราชวังแคทเทอรีน จนเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง ซึ่งก็ลืมหิวอีกตามเคย (สงสัยกลับไปโรคกระเพาะถามหาแน่นอน) จากนั้นผมก็เดินออกมากะว่าจะหาอะไรลงท้องแถวนั้นก่อนขึ้นรถตู้เข้าเมืองไปยังจุดหมายต่อไป แรกๆ เดินดูแถวนั้นมีร้านอาหารอยู่ 3 – 4 ร้าน แต่ก็ไม่ถูกใจสักร้าน จึงเดินไปเรื่อยๆ ตามย่านชุมชนจนไปถึงสถานีรถไฟ Tsarkoye Selo (มาเช็ค Google map ทีหลังจึงรู้ว่าสถานีรถไฟนี้ห่างจากพระราชวังแคเทอรีนตั้ง 2.5 กิโลเมตร ทึ่งเลยว่าเดินมาได้ยังไงไม่รู้ตัว) เมื่อมาถึงสถานีรถไฟผมก็เหลือบไปเจอร้าน Kebab เล็กๆ ร้านนึงเข้า ซึ่งร้านนี้อยู่ติดสถานีรถไฟเลย ก็ลองเข้าไปสั่งดู เจ้าของร้านทั้งสามีและภรรยาหน้าตาออกแนวแขกขาว ผมก็ทึกทักเอาเองว่าน่าจะเป็นชาวตุรกี (บิ้วท์อารมณ์ก่อนกิน เพื่อให้มโนไปว่ากิน Kebab ฝีมือคนชาติต้นกำเนิดของอาหารแท้ๆ) ผมสั่ง Chicken Kebab 1 ชิ้นและคาปูชิโน 1 แก้ว ราคารวมแล้ว 180 รูเบิล (ประมาณ 100 บาท) เท่านั้น ถือว่าถูกมาก และ Kebab ที่นี่อร่อยมาก แป้งนุ่นๆ เนื้อไก่ย่างหอมๆ ซอสฉ่ำสุดๆ (ผมไม่รู้หรอกว่า Kebab แบบออริจินัลเป็นยังไง เพราะยังไม่เคยไปตุรกี แต่ต้องไปให้ได้ สัญญากับตัวเองไว้แล้ว แต่อร่อยกว่าที่ซื้อกินที่เมืองไทยแน่นอน) เป็น Kebab ที่อร่อยที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยกินมาเลย เสียดายที่ตอนนั้นหิวมาก เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ชมกัน

          เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วผมก็เดินออกมาที่ป้ายรถเล์ตรงหน้าสถานีรถไฟเพื่อรอรถตู้สาย 545 เพื่อกลับเข้าเมือง เมื่อรถตู้สายนั้นวิ่งผ่านมาจอด ก็สูตรหากินเดิมครับ ถามคนขับว่า “เมโทร” พี่คนขับแกก็พยักหน้า ผมก็ขึ้นรถตามระเบียบ นั่งเข้าเมืองใช้เวลา 30 นาทีเท่าขาขา ส่วนค่ารถก็เหมือนเดิมครับ 50 รูเบิล (ประมาณ 30 บาท) รถตู้ไปสุดสายที่เดิมอีกเช่นกัน คือสถานีเมโทร Moskovskaya เมื่อมาถึงแล้วผมก็เดินลงไปสถานีเมโทรทันที เพราะจุดหมายต่อไปของผมคือวิหารสมอลนี (Smolny Cathedral) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิหารที่สวยงามและมีคุณค่าทางประวัติศาตร์อีกแห่ง การเดินทางไปวิหารสมอลนีนั้นผมไปโดยนั่งเมโทรจากสถานี Moskovskaya ไป 5 สถานีเพื่อไปเปลี่ยนขบวนเป็นสายที่ 1 (สีแดง) ที่สถานี Tekhnologichesky Institut แล้วนั่งไปอีก 4 สถานีเพื่อลงที่สถานี Chernyshevskaya (Чернышевская) ซึ่งสถานีนีมี้ทางออกเดียว จากนั้นผมก็เตรียมร่างกายและใจให้พร้อมเพราะว่าเมื่อผมเปิด Google Map เช็คระยะทางแล้วผมจะต้องเดินไปอีกประมาณ 2.5 กิโลเมตรเพื่อไปวิหารสมอลนี (โอ้แม่เจ้า เพิ่งจะเดินเท้าจากพระราชวังแคเทอรีนไปสถานีรถไฟเพื่อบริโภค Kebab เป็นระยะทางสองกืโลกว่ามาเมื่อกี้นี้เอง ต้องมาเดินอีกแล้ว ดีนะที่ผมฟิตร่างกายมาดี วิ่งจ็อกกิ้ง 10 กิโลเป็นประจำ ไม่ได้โม้ แต่ผมก็โม้) แต่ระหว่างทางจากสถานีเมโทร Chernyshevskaya ไปวิหารสมอลนี 2.5 กิโลนั้นผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ไกลเลย เพราะอากาศที่เย็นสบายๆ ประมาณ 0 – 5 องศาเซลเซียสในตอนบ่ายๆ ประกอบกับสองข้างเป็นร้านค้า แหล่งชุมชน และสวนสาธารณะ ทำให้มีสิ่งเจริญหูเจริญตาให้ชม และมีหลายมุมให้เราได้เก็บภาพสวยๆ บรรยากาศชิคๆ ไปลง Facebook หรือ IG ได้ตลอดทาง

19

ภาพบรรยากาศริมทางขณะเดินไปวิหารสมอลนี ดูแล้วรู้สึกให้บรรยากาศสบายตา

          แต่เมื่อไปถึงหน้าวิหารสมอลนี ผมกลับผิดหวังอย่างแรง เพราะว่ากำลังอยู่ในช่วงบูรณะซ่อมแซมอยู่ (ปั๊ดโธ่….ดันไม่เช็คข้อมูลให้ดีก่อนมา) แต่ไหนๆ ก็เดินมาไกลแล้วก็ขอเข้าไปดูข้างในสักกะหน่อย เพราะมีแค่ตัววิหารที่เข้าไม่ได้ ส่วนบรรยากาศรอบๆ วิหารนั้นยังเปิดให้เข้าชมตามปกติ ว่าแล้วก็เดินเข้าไปชมกันดีกว่า ก่อนที่ตะวันจะตกดิน เพราะตอนนั้นก็บ่ายสามโมงเศษๆ แล้ว

20

วิหารสมอลนีที่กำลังบูรณะซ่อมแซมอยู่ T_T

          วิหารสมอลนีตั้งอยู่ริมแม่น้ำเนวา (Neva river) สร้างขึ้นในสมัยพระนางอลิซาเบธใน ค.ศ. 1748 ออกแบบโดยสถาปนิคชาวอิตาลีชื่อฟรานเซสโก้ บาร์โตโลมีโอ ลาสเตรลลี (Francesco Bartolomeo Rastrelli) ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 16 ปี แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1764 ตัววิหารออกแบบตามศิลปะบาร็อค เน้นโทนสีฟ้าขาว เดิมตั้งใจให้เป็นอารามชี แต่ในระหว่างก่อสร้างนั้นในปี ค.ศ. 1762 พระนางอลิซาเบธสิ้นพระชนม์ก่อนที่จะได้เห็นความสำเร็จของวิหารสมอลนี พระนางแคเทอรีนที่ 2 ทรงรับตำแหน่งต่อและสานงานจนแล้วเสร็จโดยรับสั่งให้มีการสร้างส่วนของสวนและอาคารโดยรอบเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นสถานที่อบรมสตรีชั้นสูงและนางในพระราชวัง จุดเด่นของวิหารแห่งนี้คือระฆังยักษ์ที่อยู่หน้าทางเข้าวิหารและหอระฆังที่สำหรับใช้ดูวิวรอบๆ ปัจจุบันวิหารนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเปิดให้นักท่องเที่่ยวได้เข้าชมตัววิหารและบริเวณโดยรอบทุกวันตั้งแต่ 10.30 น. ถึง 18.00 น. ยกเว้นวันพุธ ค่าเข้าชมวิหารอยู่ที่คนละ 250 รูเบิล (ประมาณ 150 บาท) และค่าเข้าชมหอระฆังอยู่ที่ 150 รูเบิล (ประมาณ 90 บาท) แต่ไม่ได้เข้าไปใช้บริการ เพราะวิหารกำลังซ่อมแซมอยู่ แต่ไม่เป็นไรถ้ามีโอกาสรับรองจะกลับไปอีกครั้ง เพื่อไปเยือนข้างในให้ได้

      ภายในบริเวณวิหารสมอลนีนั้นนอกจากตัววิหารและหอระฆังแล้ว บริเวณสวนก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะบรรยากาศสวนของวิหารสมอลนีนั้นสวยงามและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสงบเงียบคล้ายกับเราเดินย้อนเวลาไปหาอดีตอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

21

อาคารบริเวณภายในรั้ววิหารสมอลนี

22

ระฆังยักษ์หน้าวิหารสมอลนี

23

บรรยากาศทางเดินภายในบริเวณวิหารสมอลนี

          ผมใช้เวลาอยู่ที่บริเวณวิหารสมอลนีประมาณหนึ่งชั่วโมงจนฟ้าเริ่มมืดจึงค่อยกลับ บางคนอาจจะถามว่า “ตัววิหารก็ปิดซ่อมแซมอยู่เข้าไม่ได้ อยู่ทำอะไรตั้งเป็นชั่วโมง” คำตอบคือ ผมนั่งอยู่ภายในบริเวณวิหารนั่นแหละครับ เพราะความสงบของภายในบริเวณวิหารที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย เพราะวิหารปิดซ่อมแซม บวกกับอากาศของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่เย็นๆ ทำให้ผมอยากจะนั่งเงียบๆ คิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตตลอดช่วงหลายต่อหลายปีที่ผ่านมา มันทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น มันนานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ให้เวลาเงียบๆ กับตัวผมเองเลย พอได้มีเวลาให้ตัวเองก็ทำให้ผมได้แง่คิดต่างๆ มากขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตมากขึ้น คนเราทุกคนมีความแข็งแกร่งในตัวของเราเองอยู่แล้วครับ ทุกปัญหาเราผ่านมันไปได้แน่ ขอแค่ยิ้มเข้าไว้

          วันนี้ผมเดินทางกลับโรงแรมด้วยใจที่เป็นสุขสุดๆ ครับ ของแถมจากการมาเที่ยวคนเดียว นอกจากจะได้เปิดหูเปิดเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ แล้ว ยังทำให้ผมได้ใช้เวลาให้กับตัวเอง ทำให้รู้ว่าชีวิตเราจะเดินไปทางไหน รู้ว่าชอบอะไรก็ทำมันให้สุดครับ สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่น่าพอใจมันจะย้อนกลับมาตอบแทนเราเอง คืนนี้เป็นอีกคืนที่ผมนอนหลับอย่างมีความสุข และพร้อมที่จะตื่นขึ้นมาเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เพื่อที่ก้าวจะเดินต่อไปครับ

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

Advertisements

One thought on “เที่ยวรัสเซียวันที่ 5 : มหัศจรรย์เมืองหลวงเก่าแดนหมีขาว

  1. บังเอิญเปิดมาเจอ ก็เลนลองอ่านดู ทีแรกกะตะอ่านคร่าวๆ หาข้อมูลที่กำละงค้นหาอยู่ อุต๊ะ ชิปปี้เขียนได้สนุก น่าติดตามอ่านมาก เลนอ่านจนจบ เปรียบเหมือนว่า ได้ไปเดินเที่ยวกับชิปปี้ด้วย ขอเป็รแฟนคละยด้วยคนนะคะ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s