เที่ยวรัสเซียวันที่ 1 : อุ่นเครื่องกันที่มอสโคว

          หลังจากที่ใช้เวลาเมื่อวานนี้เดินทางทั้งวันมาจากเมืองไทยด้วยตั๋วราคาโปรโมชันของสายการบินจีนอย่าง China Southern Airline แบบแวะจอดเมืองจีนก่อน (ดูรีวิวการเดินทางได้ที่นี่) และเท้าได้สัมผัสพื้นดินรัสเซียที่ฝันไว้มานานในตอนหัวค่ำ วันนี้ก็ได้เวลาเริ่มออกตระเวณสัมผัสรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบเสียที ซึ่งก่อนหน้านี้ผมทำการบ้านอย่างหนักเพื่อที่จะหาไฟลท์บินที่ออกจากเมืองไทยช่วงหัวค่ำหรือดึก เพื่อที่จะได้ไปถึงมอสโควเช้า จากนั้นจะได้ออกเที่ยวได้เลย เป็นการประหยัดค่าโรงแรมและประหยัดวันลาพักร้อนของมนุษย์เงินเดือนอันน้อยนิดได้ แต่หาแล้วหาอีกยังไงก็ไม่เจอ แม้แต่ไฟลท์บินตรงของเจ้าถิ่นอย่าง Aeroflot เองยังออกจากกรุงเทพสายๆ และถึงมอสโควช่วงเย็นๆ ทำให้ผมเกิดอาการ “No Choice” ต้องยอมเสียเวลาเดินทาง 1 วันเต็มๆ ส่วนไฟลท์กลับนั้นไม่มีปัญหา มีไฟลท์ออกจากมอสโควช่วงเย็นๆ หรือค่ำๆ แล้วถึงกรุงเทพเช้าให้เลือกทั้้งบินตรงและแบบแวะพักตามแต่ว่าถูกใจราคาไหน แสดงว่าเที่่ยวบินจากมอสโควเน้นเอาใจพาชาวหมีขาวออกนอกประเทศมากกว่าชวนคนนอกมาเที่ยวเสียอีก

          เมื่อวานมาถึงอากาศหนาวแต่ไม่มีหิมะ ประมาณไม่เกิน 5 องศา แต่พอวันนี้ตื่นขึ้นมาเวลา 7 โมงครึ่งแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างของโฮสเทลกลับขาวโพลนด้วยหิมะที่กำลังตกเสียอย่างนั้นและทีท่าว่าจะไม่หยุดง่าย ในใจตอนนั้้นนึกได้สองอย่าง อย่างแรกคือโชคดีได้เห็นหิมะของแท้ที่ไม่มีให้เห็นในเมืองไทย อีกอย่างคือ “หิมะตกอย่างนี้ แล้วจะเที่ยวมันยังไง” แต่นาทีนั้นไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เสียเงินมาแล้วยังไงก็ต้องเที่ยว ตัดสินใจล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำแต่งตัวเต็มยศ สะพายกระเป๋า สวมรองเท้า พร้อมกับเดินออกไปมุ่งหน้าเที่ยวตามแพลนอย่างไม่รีรอ ซึ่งก่อนออกไปรีเซพชันของโฮสเทลก็ยิ้มให้พร้อมกับทัก Good Morning ! (ลืมบอกไปว่ารีเซพชันน่ารักมว๊าาาก สวยแบบสาวรัสเซียจริงๆ) แค่นั้นก็มีกำลังใจไปฝ่าหิมะเที่ยวแล้ว ส่วนเราก็ยิ้มตอบและทัก Morning ! ไป แล้วก็เปิดประตูเดินออกไป (เรื่องเที่ยวเรื่องใหญ่ สาวน่ารักเรื่องรอง ….. ง่อวววววววว)

          วันนี้ผมมีแผนไปทั้งหมด 3 ที่ ได้แก่ อารามชีโนโวเดวิชชี (Novodevichy convent) มหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ (Cathedral of Christ the Saviour) และอุทยานโคโลเมนสโกว (Kolomenskoye park) เมื่อเดินจากโฮสเทลมาได้ 200 เมตร ก็ถึงสถานีเมโทรแล้วก็เข้าไปซื้อตั๋ว ณ เวลานั้นความยากในการเที่ยวรัสเซียก็บังเกิด
ผม                        : 20 rounds ticket, please (ศึกษามาก่อนแล้วว่าซื้อแบบเหมา ดีกว่าซื้อทีละเที่ยว).
เจ้าหน้าที่ขายตั๋ว    : (ทำหน้างง เพราะพูดอังกฤษไม่ได้)
ผม                        : (อีกครั้ง พูดช้ากว่าเดิม) 20 rounds ticket, please.
เจ้าหน้าที่ขายตั๋ว    : หยิบแบงค์ 50 รูเบิล มาโชว์ เพื่อจะบอกว่าค่าตั๋ว 50 รูเบิลนะจ๊ะน้อง
ผม                        : No. No. No. (พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มากดเลข 20 ให้ดู)
เจ้าหน้าที่ขายตั๋ว    : (เข้าใจในทันทีว่าเราจะซื้อตั๋ว 20 เที่ยว พร้อมกับกดเครื่องคิดเลขเป็นเลข 580 ให้ดู)
ผม                       : (รู้โดยสัญชาตญาณว่าค่าตั๋วคือ 580 รูเบิล จัดการจ่ายเงินในทันใด และก็ได้ตั๋วมาครอบครอง ถือเป็นการซื้อของที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตก็ว่าได้ -*-)

         จากนั้นก็รีบเดินดิ่งเข้าไปชานชาลาและหาเส้นทางไปลงสถานี Sportivnaya (Спорти́вная) สายที่ 1 สีแดง ซึ่งสถานีนี้เป็นจุดตัดของเมโทรถึง 3 สาย เล่นเอาหลงเล็กๆ ไปเกือบ 10 นาทีกว่าจะหาชานชาลาเจอ นั่งไปได้ 6 สถานีก็ถึงที่หมาย หลังจากออกจากสถานีแล้วเดินไปทางขวาของสถานีเพื่อมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำเป็นระยะทางประมาณ 600 เมตร ก็จะเจออารามชีโนโวเดวิชชีอยู่ทางซ้ายมือ

1

ทางไปอารามชีโนโวเดวิชชีจากสถานี Sportivnaya

          อารามแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมอสโคว ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1524 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาร็อค เคยถูกใช้เป็นที่คุมขังพระนางโซเฟียซึ่งเป็นพระพี่นางของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของรัสเซีย รวมถึงเป็นสุสานฝังศพของวีรสตรีคนสำคัญของรัสเซียและบุคคลสำคัญของรัสเซีย เช่น บอริส เยลซิน (Boris Yeltsin) ประธานาธิบดีคนแรกของรัสเซีย และนิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) อดีตประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต เป็นต้น ทางองค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อารามชีโนโวเดวิชชีเป็นหนึ่งในมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2004

      อารามชีโนโวเดวิชชีเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 7.00 น. – 19.00 น. สามารถเข้าชมบริเวณโดยรอบได้ฟรี ส่วนค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ 200 รูเบิล (ประมาณ 120 บาท) หากจะถ่ายรูปด้วยต้องเสียค่ากล้องอีก 100 รูเบิล (ประมาณ 60 บาท)

2

ด้านหน้าทางเข้าตัวอาคารของอารามชีโนโวเดวิชชี

A

ทางเดินภายในบริเวณอารามชีโนโวเดวิชชี ที่ถูกหิมะปกคลุมบางๆ

C

ภายในอารามชีโนโวเดวิชชี ที่ผู้คนกำลังประกอบพิธีทางศาสนาในเช้าวันอาทิตย์

         นอกจากป้ายหลุมศพบุคคลสำคัญของรัสเซียที่สามารถเห็นบริเวณรอบอารามแล้ว ภายในตัวโบสถ์และอารามก็มีงานศิลปะและวัตถุโบราณที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์แบบบาร็อคดั้งเดิมให้เราได้ชม และเมื่อเต็มอิ่มกับโบสถ์ อารามและบริเวณภายในแล้ว ความงามของอารามชีโนโวเดวิชชียังไม่หมดแค่นั้น เมื่อเดินออกมาด้านนอกมุ่งหน้าไปยังสระข้ามที่อยู่ข้างๆ ซึ่งบริเวณนั้นจะเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อมและอยู่ติดริมแม่น้ำ เมื่อมองผ่านสระน้ำไปยังอารามนั้นจะทำให้เห็นภาพผิวน้ำที่มีพื้นหลังเป็นยอดหลังคาสีแดงตัดกับยอดโดมสีทองพร้อมกับกำแพงสีขาว ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามหาที่ไหนไม่ได้แน่นอน เห็นแล้วรู้สึกเรื่องเหนื่อยๆ แย่ๆ เจ็บๆ ท้อๆ นั้นมันจางหายไปในทันใด และข้อดีของวันหิมะตกก็คือ “ความโรแมนติก” แต่น่าเสียดายที่ดันติสท์มาเที่ยวคนเดียว เพราะคนอย่างเรามันไม่มีใครเอา   เลยต้องเก็บความโรแมนติกไว้ในใจ……..เรื่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องดราม่าซะงั้น  T_T

3

วิวสระน้ำที่มีฉากหลังเป็นรั้วของอารามชีโนโวเดวิชชี

D

เซลฟี่ซะหน่อย กับบรรยากาศหิมะตกเบาๆ ในวันที่มอสโคดูเหงาๆ เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์

         เอาหล่ะ…..เรื่องเศร้าเอาไว้แค่นั้นก่อน เอาเวลาไปเที่ยวต่อดีกว่า หลังจากนั้นก็ไปเที่ยวกันต่อที่มหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ โดยการนั่งเมโทรสายที่ 1 สีแดงย้อนกลับทางไป 3 สถานีเพื่อลงที่ Kropotkinskaya (Кропоткинская) เมื่อเดินออกมาจากสถานีจะเจอวิหารขนาดใหญ่มหึมาตั้งอยู่ตรงหน้าเลย ไม่ต้องเดินหาให้เมื่อย

E

บรรยากาศชานชาลาของสถานีเมโทรในมอสโคว

IMG_1495

มหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ ซึ่งเป็นวิหารออธอดอกซ์ที่สูงที่สุดในโลก

          เมื่อเดินออกมาจากสถานีกลับรู้สึกหิวผสมกับปวดฉี่ซะอย่างนั้น หันซ้ายแลขวามองไปข้างหลังผมก็เจอร้านค้าตั้งเรียงรายกันอยู่และมีป้ายเขียนว่า Туалет ที่เป็นภาษารัสเซียแปลว่า “Toilet” ซึ่งก็คือห้องน้ำนั่นแหละ ก็นึกว่าห้องน้ำสาธารณะเข้าฟรี เลยเดินเข้าไปอย่างเร็ว ทันใดนั้นก็เจอเคาน์เตอร์จ่ายเงินพร้อมป้ายเขียนว่า “50 рублей” แปลว่าค่าเข้าห้องน้ำราคา 50 รูเบิล เลยควักเงินจ่ายไปเพราะปวดฉี่อย่างแรง เมื่อเสร็จธุระก็ได้สติ คำนวณเป็นเงินบาทแล้วเท่ากับ 30 บาท อืม…..เพิ่งรู้ว่าแพง แต่ก็คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์และอย่างน้อยก็ยังถูกกว่าที่ปารีสแหละว่ะ (คิดเข้าข้างตัวเองไว้) จากนั้นเดินมาอีก 10 ก้าว ก็เจอร้านแซนด์วิชอารมณ์คล้ายๆ Subway เลยลองเข้าไปดู คนขายก็ดันพูดแต่รัสเซีย แต่โชคดีเคยกิน Subway มาก่อน (ไม่ได้โม้….แต่ผมก็โม้) พอรู้วิธีสั่งก็มองไปที่ป้ายชี้เอาขนมปัง แล้วก็ชี้ในตู้เย็นที่ตั้งโชว์อยู่ว่าจะใส่ไส้อะไร ใส่ซอสอะไร สั่งเสร็จก็หันไปเจอเครื่องชงกาแฟ เลยลองใจพูดไปว่า “One Cappuccino” สรุปว่าเขารู้เรื่องครับ ! (คนรัสเซียรู้จักชนิดกาแฟดี เจอร้านกาแฟก็สั่งไปเลยว่า มอคค่า คาปูชิโน ลาเต้ เค้ารู้จักหมด ยกเว้นโอเลี้ยงที่ไม่รู้จัก แต่ที่นี่มีแต่ร้อนนะ ไม่มีกาแฟเย็นเหมือนบ้านเรา) คิดเงินออกมาอยู่ที่ 280 รูเบิล (ประมาณ 150 บาท) ก็นับว่าไม่แพง แต่แซนด์วิชชิ้นใหญ่มาก ผมกินไม่หมด กินได้ครึ่งเดียว อีกครึ่งห่อใส่กระเป๋าไปกินต่อตอนบ่ายได้อีก

IMG_1502

แซนด์วิชพร้อมคาปูชิโน (อาหารมื้อแรกในรัสเซีย) บริเวณร้านค้าหน้าวิหารเซนต์ซาเวียร์ ด้านขวากินตอนนั้น ส่วนในห่อด้านซ้ายเป็นอีกครึ่งที่กินไม่หมด ต้องห่อไปกินต่อตอนบ่าย

         หลังจากท้องอิ่มก็เดินไปเที่ยวมหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ต่อเลย ที่นี่เข้าฟรีไม่ต้องเสียเงิน ทุกวันตั้งแต่ 10.00 น. – 17.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์ที่เปิด 13.00 น. – 17.00 น.) แต่ห้ามเอากล้องหรือขาตั้งกล้องเข้าไปและไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน เลยอดเก็บภาพข้างในมาฝาก

          มหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ โบสถ์แบบออธอดอกซ์สูงที่สุดในโลก ซึ่งยอดโดมสูงถึง 103 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1812 โดยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในสงครามนโปเลียน ใช้เวลาสร้างนานถึง 45 ปี ตัววิหารมียอดโดมสีทองเป็นเอกลักษณ์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเครมลิน เคยถูกสั่งให้ทุบทิ้งมาแล้วครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1931 โดยประธานาธิบดีโจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ต่อมาได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่ด้วยเงินบริจาคและแรงศรัทธาของประชาชนในสมัยประธานาธิบดีบอริส เยลซิน

          ภายในวิหารเป็นห้องโถงขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและมีทางเดินวนรอบห้องโถงนั้น ทั้งห้องโถงและทางเดินถูกประดับไปด้วยภาพจิตรกรรมทั้งบนผนังและเพดานที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคริสตจักร ดูแล้วแต่ละภาพนั้นแสดงถึงความยิ่งใหญ่และศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คนต่อศาสนาได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านหลังของวิหารนั้นจะมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นพระราชวังเครมลินในมุมกว้างได้สวยที่สุดมุมหนึ่งก็ว่าได้

IMG_1500

บอกคนแถวนั้นช่วยถ่ายรูปให้ คนถ่ายให้เป็นคนจีน คงนึกว่าเราเป็นชาติเดียวกันเลยถ่ายให้ด้วยความยินดี

         หลังจากนั้นผมก็ขอนั่งเมโทรออกไปชานเมืองเล็กน้อย (ถ้าเปรียบกับกรุงเทพก็คงเป็นประมาณหลักสี่หรือรามอินทราประมาณนั้น) เพื่อไปชม “อุทยานโคโลเมนสโกว” โดยนั่งเมโทรจากสถานี Kropotkinskaya หน้าวิหารเซนต์ซาเวียร์สายที่ 1 สีแดง ไป 2 สถานีเพื่อไปเปลี่ยนเป็นสายที่ 2 (สีเขียว) ที่สถานี Okhotny ryad (Охотный ряд) จากนั้นเมื่อเปลี่ยนขบวนแล้วนั่งไปอีก 4 สถานีเพื่อลงที่สถานี Kolomenskaya (Коломенская) เมื่อออกจากสถานีแล้วเดินข้ามถนนตรงสี่แยกไฟแดงเดินมุ่งหน้าไปยังโซนที่มีร้านค้า เมื่อเดินผ่านไปจะเจออพาร์ทเมนตั้งเรียงรายกันทางขวา เดินผ่านย่านอพาร์ทเมนต์นั้นไปจนเกือบถึงแม่น้ำจะเจอทางแยกให้มองด้านขวาจะเห็นเป็นบริเวณสวนและยอดหลังคาโบสถ์สีขาวและกำแพงของอุทยานอยู่ไกลๆ ที่นั่นคืออุทยานโคโลเมนสโกว รวมระยะทางจากสถานีรถไฟฟ้ามาที่บริเวณนี้ประมาณ 900 เมตร

5

ทางไปอุทยานโคโลเมนสโควจากสถานีเมโทร Kolomenskaya

(ทางค่อนข้างวกวนและไกล เปิด Google map ช่วยจะดีที่สุด)

         อารมณ์ตอนเดินผ่านย่านอพาร์ตเมนต์ที่เป็นหลังๆ ติดๆ กันนั้น ให้ความรู้สึกเข้าถึงวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของชาวเมืองใหญ่อย่างมอสโควได้เป็นอย่างดี เพราะที่มอสโควไม่อนุญาตให้ปลูกบ้านเป็นหลังในเมือง จะปลูกเป็นหลังได้ก็ต่อเมื่ออยู่นอกเมือง ซึ่งหมายถึงนอกจริงๆ เหมือนปลูกบ้านอยู่ตามบ้านนอกบ้านนาเลยทีเดียว ดังนั้นวิถีคนเมืองจึงต้องอยู่คอนโดหรืออพาร์ตเมนต์เท่านั้น จึงไม่แปลกที่ชาวเมืองมอสโควจะใช้เวลาว่างช่วงเย็นมาเดินเล่นตามนอกบ้านหรือสวนสาธารณะ

           อีกเรื่องที่อยากจะเล่าคือตอนใกล้ถึงอุทยานนี้ผมต้องการถามคนแถวนั้นเพื่อความแน่ใจ เลยเอารูปภาพไปถามคนที่เดินอยู่แถบนั้น โดยไปถามคุณน้าผู้หญิงคนนึงอายุประมาณ 45 – 50 ปีได้ ซึ่งเธอพอพูดอังกฤษได้ แต่คำถามที่เธอถามเรากลับมาคือ “What do you want ?” พร้อมกับทำหน้ายิ้มแย้มให้เรา เข้าใจว่าจริงเธอคงต้องการถามว่าให้ช่วยอะไรมั้ย (สังเกตจากหน้าตาเธอที่ยิ้มให้) ซึ่งก็ควรตะพูดว่า “May I help you ?” หรือ “What can I help you ?” ประมาณนี้ แต่ภาษาเธออาจจะไม่ค่อยได้ใช้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์เลยพูดคำนี้ออกมา เล่นเอาผมเกือบวิ่งหนีในทันใด ดีนะที่เธอยิ้มเลยพอจะเดาได้ว่าเธอใจดีและต้องการช่วย จากนั้นเธอก็บอกผมว่า “Yes, over there is Kolomenskoye” (โหดสัส….รัสเซียจริงๆ)

F

ร้านอาหารทรง Cottage ที่อยู่ใกล้อุทยานโคโลเมนสโคว

G

บังเอิญไปเจอรถม้าสวย ซึ่งเข้ากับฉากประตูของอุทยานโคโลเมนสโควพอดี เลยเก็บมาหนึ่งภาพ

          อุทยานโคโลเมนสโกวสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1339 โดยพระเจ้าอีวานที่ 1 มีจุดเด่นอยู่ที่โบสถ์อัสสัมชัญ ที่ทำด้วยหินทั้งหลัง บริเวณอุทยานโคโลเมนสโกวมีลักษณะคล้ายเมืองเก่าตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ภายในมีวิหารเลดี้ออฟคาซาน (Lady of Kazan) โบสถ์ไม้ พิพิธภัณฑ์ และสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่โรแมนติกมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่หิมะตกลงบนทางเดินที่ทอดยาวในบรรยากาศของสวนที่มองไปไกลสุดลูกตา (โรแมนติกจริงๆ นะชนิดที่ถ้าได้ไปงวดหน้าต้องพาสาวไปให้ได้…..พูดจริงๆ เลยจากใจ) ผู้ที่มาเยือนมอสโควจึงไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมไม่ว่าประการทั้งปวง ที่สำคัญอุทยานโคโลเมนสโกวได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อปี ค.ศ. 1994 จากองค์การยูเนสโกอีกด้วย

         อุทยานโคโลเมนสโกวเปิดให้เข้าชมบริเวณโดยรอบและสวนธารณะฟรีทุกวัน ตั้งแต่ 7.00 น. – 21.00 น. หากสนใจเข้าชมพิพิธภัณฑ์ด้วยมีค่าเข้าชม 300 รูเบิล (ประมาณ 180 บาท) พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมเวลา 10.00 น. – 18.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์

6

ภาพซุ้มประตูทางเข้าอุทยานโคโลเมนสโคว

7

ทางเดินบรรยากาศเหงาๆ คนน้อยๆ ในอุทยานโคโลเมนสโคว

H

วิหารแห่งหนึ่งในอุทยานโคโลเมนสโคว

8

โบสถ์อัสสัมชัญ โบสถ์หินอ่อนด้านหน้าอุทยานโคโลเมนสโคว สีขาวของโบสถ์ช่างกลืนไปกับสีขาวของหิมะได้อย่างสวยงามสุดๆ

          หลังจากที่เดินเก็บบรรยากาศอุทยานที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ (ตอนนั้นประมาณบ่ายสามโมง หิมะหยุดตกแล้ว) คิดว่าจะเดินไปถ่ายรูปด้านนอก ก็ไปสะดุดวิวริมแม่น้ำเข้า เลยเดินลงไปที่ทางเดินเลียบแม่น้ำ กลับพบว่า “โอ้โห…….นี้มันความงามแบบหาที่ไหนไม่ได้แท้ๆ” ภาพหิมะสีขาวสะอาดตาที่ปกคลุมทางเดินริมแม่น้ำ มันหาคำมาบรรยายไม่ได้จริงๆ การได้เดินชมคุ้งแม่น้ำข้างอุทยานอันสงบในบรรยากาศชิลล์ๆ พร้อมภาพผู้คนที่ออกมาพักผ่อนหย่อนกายในช่วงเย็นของวันนั้น ทำให้รู้สึกเหมือนนาฬิกาชีวิตได้หยุดนิ่งให้เราได้ดื่มด่ำกับความสุนทรีย์อย่างเต็มที่เสียนี่กระไร

9

ทางเดินริมแม่น้ำใกล้อุทยานโคโลเมนสโคว

I

ตำรวจขี่ม้าเดินลาดตระเวณริมทางแม่น้ำข้างๆ อุทยานโคโลเมนสโคว

IMG_1526

คนรัสเซียใจดีนะครับ แค่ยื่นกล้องให้เขาก็รู้ว่าต้องการให้ถ่ายรูปให้ ถึงจะคุยกันไม่รู้เรื่องก็เถอะ

J

ทางเดินริมแม่น้ำอีกสักรูปครับ มันสวยจนอยากถ่ายทุกมุมจริงๆ

         หลังจากเดินทอดน่องชิลล์ๆ ชมความงามรอบอุทยานและริมแม่น้ำแล้ว ประมาณสี่โมงครึ่งฟ้าก็เริ่มมืด (ฤดูหนาวมืดเร็ว ห้าโมงเย็นก็ตะวันตกดินแล้ว) ผมก็ได้เวลากลับที่พักเพื่อไปพักผ่อนเอาแรงเพื่อ ไปลุยรัสเซียต่อในวันถัดไป แค่วันนี้วันแรกก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมีความสุขสุดๆ แล้ว เหมือนเอาชีวิตมาชาร์จสีสันเข้าไป ทำให้มีกำลังใจต่อสู้กับเรื่องต่างๆ ได้อีกเป็นกอง เป็นอีกคืนที่นอนหลับแบบมีความสุขมาก หลับสนิทแบบไม่ฝันเลยเหมือนตอนเด็กๆ เลยจริงๆ 🙂

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

SHIPY SIWARIT TIASUWATTISETH : เขียน

https://www.facebook.com/shipyshipdotcom

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s